ผูกปมใหม่ให้เนคไท Tie A Knot จากความหลงใหลในการแต่งตัว สู่แบรนด์เนคไทสุดครีเอทีฟที่ดังไกลระดับโลก
Text: Wipawan In.
โลกของแฟชั่นที่เต็มไปด้วยกฎเกณฑ์และภาพจำแบบเดิมๆ “เนคไท” มักถูกมองว่าเป็นไอเท็มทางการ เรียบร้อย และค่อนข้างจำกัดในแง่ของสไตล์ แต่สำหรับ “ต่อต้าน คณาธัช อินทรขาว”ผู้ให้กำเนิด Tie A Knotแบรนด์เนคไทที่เป็นผืนผ้าใบแห่งจินตนาการที่สามารถเล่าเรื่องได้อย่างไร้ขีดจำกัด จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของคนที่หลงใหลในการแต่งตัว สู่การสร้างเอกลักษณ์ผ่าน “เนคไทรูปสัตว์” ที่ทั้งแปลกใหม่ สนุก และสะท้อนตัวตน จนกลายเป็นแบรนด์ที่โดดเด่นในสายตาทั้งลูกค้าไทยและต่างประเทศ และยังได้ก้าวไปสู่การร่วมงานกับแบรนด์ระดับโลกอย่าง Disney อีกด้วย
จุดเริ่มต้นจากความ “อยากแต่งตัว” สู่ไอเดียที่ไม่มีใครเหมือน
Tie a Knot เริ่มต้นจากความชอบส่วนตัวล้วนๆ ของ ต่อ ที่หลงใหลในการแต่งตัวมาตั้งแต่เด็ก และเลือกเรียนด้านแฟชั่นเพื่อต่อยอดสิ่งที่รัก วันหนึ่งในช่วงที่กระแสเนคไทกำลังกลับมา เขากลับรู้สึกว่าเนคไททั่วไป “ยังไม่ใช่” สำหรับลุคที่อยากได้ จึงทดลองหยิบเนคไทธรรมดามาเพนต์ลายหุ่นยนต์ให้เข้ากับธีมชุดที่ใส่ไปงานปาร์ตี้กับเพื่อนๆ จากจุดเล็กๆก่อเกิดเป็นไอเดีย
“สิ่งที่ไม่คาดคิดคือ เสียงตอบรับจากคนรอบตัวที่ถามถึงเนคไทเส้นนั้นว่าเราซื้อจากที่ไหน? ขายหรือเปล่า? กลายเป็นจุดประกายสำคัญที่ทำให้เริ่มมองเห็นโอกาส ว่าเนคไทอาจไม่ใช่แค่เครื่องประดับทางการ แต่สามารถเป็นตัวเอกของลุคได้ จากนั้นเราจึงเริ่มพัฒนาไอเดียต่อยอดไปสู่ลวดลายสัตว์ต่างๆ โดยเฉพาะสิ่งที่หลงใหลมากที่สุดตือโลกใต้ท้องทะเล จึงหยิบสัตว์ทะเลหลากหลายชนิดมาเป็นรูปทรงในการออกแบบ ไม่ว่าจะเป็น กุ้ง, ม้าน้ำ, โลมา, ปลาหมึก และปลาอีกหลายพันธ์ ซึ่งเราเน้นความเหมือน สีสันที่สดใส ดึงดูดสายตา”
จากการเพนต์มือ ค่อยๆ พัฒนาเป็นการออกแบบลายผ้า พิมพ์ผ้า และตัดเย็บเป็นเนคไทจริงจัง จนกลายเป็นโปรดักต์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และเริ่มนำไปขายในงานคราฟต์ แม้ตอนนั้นจะยังไม่มีชื่อแบรนด์ แต่ผลตอบรับที่ดีเกินคาด ทำให้ต่อตัดสินใจสร้างแบรนด์อย่างจริงจังในเวลาต่อมา
เอกลักษณ์ชัด + คุณภาพที่จริงใจ = กลยุทธ์ทำให้แบรนด์โตไว
หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ Tie a Knot เติบโตอย่างรวดเร็ว คือ “ความแตกต่างที่ชัดเจน” โปรดักต์ของแบรนด์ไม่ได้พยายามเป็นเนคไทที่ใครๆ ก็ใส่ได้ทุกวัน แต่เป็นเนคไทที่ “ใครเห็นก็จำได้ทันที” และกระตุ้นให้เกิดการพูดถึงแบบปากต่อปาก
ต่อเล่าว่า เขาให้ความสำคัญกับทั้งดีไซน์และคุณภาพไปพร้อมกัน ตั้งแต่การเลือกผ้า การตัดเย็บ ไปจนถึงรายละเอียดเล็กๆ ทุกขั้นตอน ในช่วงแรกเขาลงมือทำเองทั้งหมด ตั้งแต่เย็บสินค้า แพ็กของ ไปจนถึงจัดส่ง ทำให้เข้าใจทุกกระบวนการอย่างลึกซึ้ง และสามารถควบคุมคุณภาพได้อย่างที่ต้องการ
“เมื่อแบรนด์เริ่มเติบโตอย่างรวดเร็ว ปัญหาก็เกิดขึ้นทันที โดยเฉพาะเรื่องกำลังการผลิตที่ไม่ทันกับออเดอร์ เราจึงต้องเร่งสร้างทีม ทั้งช่างตัดเย็บ ทีมแพ็กสินค้า และแอดมิน ซึ่งถือเป็นความท้าทายสำคัญ เพราะสินค้าของแบรนด์มีความเฉพาะตัวสูง ต้องการช่างที่เข้าใจและทำงานได้ละเอียดเทียบเท่ามาตรฐานที่เราตั้งไว้ อีกหนึ่งการปรับตัวสำคัญคือการเปลี่ยนจาก พรีออเดอร์ไม่จำกัด มาเป็น การขายแบบดรอปเป็นรอบ เพื่อควบคุมคุณภาพสินค้าไม่ให้ลดลง แม้ความต้องการจะสูงแค่ไหนก็ตาม ซึ่งสะท้อนถึงแนวคิดที่เราให้ความสำคัญกับคุณภาพมากกว่าปริมาณ”
จากแบรนด์ไทยเล็กๆ สู่การร่วมงานกับ Disney บนเวทีโลก
หนึ่งในหมุดหมายสำคัญของ Tie a Knot คือการได้ร่วมโปรเจกต์กับ Disney ผ่านการติดต่อจากสไตลิสต์ชื่อดังที่เห็นผลงานของแบรนด์จากโซเชียลมีเดีย โดยโปรเจกต์นี้เป็นการร่วมงานกับห้าง Selfridges ที่ลอนดอน ในช่วงเทศกาลคริสต์มาสสำหรับต่อ นี่ไม่ใช่แค่โอกาสทางธุรกิจ แต่เป็น “ความฝัน” เพราะเขาเติบโตมากับโลกของ Disney การได้มีส่วนร่วมในโปรเจกต์ระดับโลกจึงเป็นเหมือนการยืนยันว่า สิ่งที่เขาสร้างขึ้นมีคุณค่าในระดับสากล
ในกระบวนการทำงาน Disney จะให้เพียงคอนเซปต์และตัวละครหลักมา จากนั้นเปิดโอกาสให้แบรนด์ออกแบบได้อย่างอิสระ ซึ่ง Tie a Knot ต้องหาจุดสมดุลระหว่าง ความเป็นตัวเอง และ ความเป็น Disney ให้ออกมาน่าสนใจและสดใหม่ที่สุด ผลลัพธ์ที่ได้คือคอลเลกชันได้รับการตอบรับดีเกินคาด สินค้าขายหมดในเวลาอันรวดเร็ว และช่วยให้แบรนด์เป็นที่รู้จักในกลุ่มลูกค้าต่างชาติมากขึ้นอย่างก้าวกระโดด ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่ทำให้ Tie a Knot กลายเป็นแบรนด์ไทยที่ไปไกลระดับโลก
แรงบันดาลใจจากรอบตัว และอนาคตที่อยากสร้าง “Community ของคนรักการแต่งตัว”
แม้จะประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว แต่สิ่งที่ขับเคลื่อน Tie a Knot ยังคงเป็นเรื่องเรียบง่าย นั่นคือ “ความสนุก” ต่อมองว่าแรงบันดาลใจสามารถมาจากทุกอย่างรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ สิ่งของ หรือไอเดียเล็กๆ ที่อยากนำมาใส่บนร่างกาย
“เราเชื่อว่าแฟชั่นไม่ควรถูกจำกัดอยู่ในกรอบเดิมๆ แต่ควรเป็นพื้นที่ให้คนได้แสดงตัวตน และกล้าที่จะสนุกกับการแต่งตัวมากขึ้น ซึ่งแนวคิดนี้เองที่ทำให้เราอยากสร้างแบรนด์ให้เป็นมากกว่าสินค้า ในอนาคต Tie a Knot มีแผนขยายช่องทางการขายให้มากขึ้น จากเดิมที่เน้น Instagram เป็นหลัก ไปสู่แพลตฟอร์มอื่นๆ รวมถึงการเปิดหน้าร้านจริง เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสสินค้า และสร้าง Community ของคนที่มีความสนใจเหมือนกัน ชอบการแต่งตัว และรักในการลองอะไรใหม่ๆได้แชร์ไอเดีย แลกเปลี่ยนความครีเอต”
เพราะสำหรับต่อแล้ว การแต่งตัวไม่ใช่แค่เรื่องของสไตล์ แต่เป็น สีสันของชีวิต ที่สามารถทำให้คนอยากตื่นขึ้นมาในทุกเช้า และมีความสุขกับการใช้ชีวิตในแบบของตัวเองได้มากขึ้น และนั่นคือสิ่งที่ Tie a Knot อยากส่งต่อให้กับทุกคนผ่านเนคไทเส้นเล็กๆ ที่ไม่ธรรมดาเส้นนี้
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจ Startup