วิกฤตศรัทธา 'รัฐบาลหนู' น้ำมันไม่ขาด แต่แก้ไหวไหม?
เศรษฐกิจ
ปรากฏการณ์ประชาชนแห่กันเติมน้ำมันจนล้นปั๊มน้ำมัน เป็นภาพสะท้อนชัดเจนว่า แม้รัฐบาลจะพยายามประกาศว่า มีน้ำมันเพียงพอ มีน้ำมันสำรอง 100 วัน ก็ไม่อาจลบเลือนความหวาดระแวงที่ก่อตัวขึ้นในใจของคนหาเช้ากินค่ำได้
เมื่อสิ่งที่ประกาศเริ่มสวนทางกับภาพปั๊มน้ำมันในต่างจังหวัดที่เริ่มทยอยปิดป้าย ‘น้ำมันหมด’ กันเป็นแถว ขณะที่ต้นทุนสินค้าเริ่มขยับขึ้นรับแรงกระแทกจากราคาพลังงาน
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นบททดสอบหนักต่อเนื่องที่รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะต้องรับมือต่อ ภายหลังได้รับความไว้ใจจากประชาชนให้สานต่อการบริหารประเทศอีกครั้งอย่างเต็มรูปแบบ
เพราะวิกฤตทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่กดทับระบบเศรษฐกิจโลก แต่เป็น ‘วิกฤตความเชื่อมั่น’ ที่รัฐบาลอนุทินจะต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เมื่อประชาชนต้องเผชิญประสบการณ์ตรงที่สวนทางกับสิ่งที่ประกาศมากเท่าไร ความเชื่อมั่นในการบริหารประเทศก็ยิ่งถูกบั่นทอนลงเท่านั้น
วิกฤตโลกครั้งนี้ สะเทือนระบบเศรษฐกิจไปหลายภาคส่วนเหมือนโดนิโม่ เริ่มที่ด้านภาคอุตสาหกรรม เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ชี้ชัดว่า วิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่เพียง “แรงกระแทกระยะสั้น” แต่เป็นระลอกใหม่ของความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง
แม้ในเชิงข้อเท็จจริง ประเทศไทยยังมีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอใช้งานได้ราว 100 วัน แต่พฤติกรรมกักตุนที่เกิดขึ้นในหลายภาคส่วน กลับสร้าง “อุปสงค์เทียม” (Artificial Demand) ที่บิดเบือนกลไกตลาดอย่างฉับพลัน ทั้งภาคครัวเรือน ภาคเกษตรกรรม ไปจนถึงภาคอุตสาหกรรม ต่างเร่งเติมน้ำมันเพื่อประกันความเสี่ยงของตนเอง ซึ่งทำให้ซ้ำเติมความเปราะบางของระบบพลังงาน
เกรียงไกรมองว่า ในเชิงโครงสร้าง ปัญหายิ่งลึกกว่านั้น เมื่อการตรึงราคาดีเซลผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ทำให้ภาครัฐต้องแบกรับภาระขาดทุนสะสมกว่าหมื่นล้านบาท ขณะเดียวกัน กลไกราคาที่บิดเบี้ยวกลับเปิดช่องให้เกิด “การแย่งชิงทรัพยากร” ระหว่างผู้เล่นรายใหญ่กับรายย่อย จนระบบกระจายน้ำมันเริ่มสะดุด
สิ่งที่ตามมาคือ แรงกระแทกทางต้นทุนที่กระจายไปทั้งระบบเศรษฐกิจ ค่าระวางเรือที่พุ่งจาก 2,000 เป็น 7,000 ดอลลาร์ต่อตู้ ดันต้นทุนนำเข้า-ส่งออกเพิ่มขึ้นทันทีราว 35%
ขณะที่อุตสาหกรรมพลังงานเข้มข้น เช่น เหล็ก ปูนซีเมนต์ และเซรามิก ต้องเผชิญต้นทุนพลังงานที่สูงถึง 35-50% ของต้นทุนรวม โดยเฉพาะน้ำมันเตาที่ราคาดีดตัวขึ้นเกือบ 4 เท่าตัวในพริบตา แม้ว่าเพดานราคาน้ำมันดีเซลในปัจจุบันจะตรึงไว้ที่ 33 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ภาคเอกชนพอรับได้
แต่หากเหตุการณ์สงครามตะวันออกกลางเลวร้ายยืดเยื้อไม่จบ จนส่งผลกระทบต่อระบบน้ำมันโลกและทำให้น้ำมันดีเซลทะลุ 35 บาท ระบบเศรษฐกิจจะพังครืนแน่นอน และหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ จีดีพีไทยอาจร่วงกราวรูดเหลือเพียง 1.1-1.3% เท่านั้น
ด้านภาคขนส่ง ที่เชื้อเพลิงน้ำมันคือปัจจัยหลักในการประกอบอาชีพ กำลังเดือดร้อนและทนไม่ไหวกับการทำงานของรัฐบาลอนุทิน จนตัดสินใจออกมารวมตัวเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาล โดย ทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย และทีมสมาชิกกลุ่มรถสิบล้อ หรือ truck power
โดยระบุอย่างดุเดือดว่า รับไม่ได้กับ ‘โครงสร้างราคาน้ำมันที่บิดเบี้ยว’ จนกองทุนน้ำมันฯ ติดลบหมื่นสองพันล้านบาท เกิดช่องว่างราคาหน้าปั๊มกับราคาอุตสาหกรรมที่ห่างกันถึง 18 บาท กลายเป็นโอกาสให้ ‘ขาใหญ่’ มาแย่งชิงน้ำมันราคาถูกของคนจนไปใช้ และไม่พอใจกับคำอธิบายของรัฐที่มองว่าปัญหาน้ำมันขาดแคลนเกิดจาก ‘คอขวดขนส่ง’
ทองอยู่ระบุว่า คำอธิบายของรัฐเป็นเพียงการโยนบาปให้คนขับรถขนส่ง ทั้งที่ปมเงื่อนที่แท้จริงคือการบริหารโควต้าที่ผิดพลาด พร้อมตั้งข้อสงสัยเรื่อง ‘ไอ้โม่ง’ ปริศนาเบื้องหลัง ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนในครั้งนี้ ทำให้ประชาชนเชื่อว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน น้ำมันสต๊อกเก่าทำไมต้องขึ้นราคา แล้วยังต้องเอากองทุนน้ำมันฯ มาอุ้ม ตรงนี้รัฐบาลต้องมีคำตอบให้ประชาชน พร้อมทิ้งท้ายประโยคสุดแรง
“ขนส่งยังไม่ได้ขยับ แต่ราคาสินค้าขึ้นไปแล้ว รัฐบาลหน่อมแน้ม บริหารจัดการไม่เป็นเก่งแต่โทษชาวบ้าน แต่ไม่โทษตัวเอง” ทองอยู่ซัดเดือด
ความเดือดร้อนลึกลงไปในฐานราก อย่างภาคการเกษตร ‘กระดูกสันหลังของชาติ’ ที่กำลังแบกจนเริ่มผุพังสาหัสไม่ต่างกัน โดยเฉพาะภาคประมง สุรเดช นิลอุบล จากสมาคมประมงสงขลา สะท้อนภาพ ‘น้ำมันเขียว’ ที่พุ่งจาก 18 บาท ไปสู่ 40 บาท ภายใน 2 สัปดาห์
โดยชาวประมงต้องแบกต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเกินกำลัง ขณะที่ราคาสัตว์น้ำหน้าท่ายังถูกแช่แข็งตามราคากลางเดิม ทำให้ผู้ประกอบการประมง “ยิ่งทำ ยิ่งขาดทุน” จนต้องดั้นด้นนำอาหารทะเลไปขายข้ามจังหวัดเพื่อหาทางรอด
ไม่ต่างจากปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ที่ชี้ว่าต้นทุนการผลิตข้าวพุ่งต่อเนื่องจากทั้งน้ำมัน ปุ๋ย และเครื่องจักร แต่ราคาผลผลิตกลับไม่ขยับตาม สร้างภาวะ “บีบสองด้าน” ที่กัดกินกำไรของเกษตรกรและมองเห็นหายนะในฤดูกาลเก็บเกี่ยวนาปรัง
รวมถึงเสียงจากพื้นที่จริงอย่างสุมิตรา ใจดี เกษตรกรปลูกข้าวโพดมันฝรั่งในเมืองพะเยา สะท้อนความจริงอันเจ็บปวดเช่นกัน เมื่อราคาปุ๋ยยูเรียพุ่งแตะ 1,200 บาทต่อกระสอบ ขณะที่ราคาข้าวโพดขายได้เพียง 3-4 บาทต่อกิโลกรัม
แม้ภาครัฐจะพยายามนำเสนอ “ปุ๋ยอินทรีย์” เป็นทางเลือก แต่ในสายตาคนทำงานจริงมองว่า ยังไม่สามารถให้ผลผลิตได้เทียบเท่ากับปุ๋ยเคมี และยังต้องมาเจอมาตรการ ‘ห้ามเติมแกลลอน’ ที่ปั๊มน้ำมัน จนเกษตรกรต้องเสียเวลาต่อคิวนานนับชั่วโมง เสียเวลาในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวอย่างเลี่ยงไม่ได้
ปัญหาน้ำมันอ่วมกันถ้วนหน้า วอนรัฐบาลหนูกู้ศรัทธาด่วน!!
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วิกฤตศรัทธา ‘รัฐบาลหนู’ น้ำมันไม่ขาด แต่แก้ไหวไหม?
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly