สงครามอิหร่านนำจักรวรรดิอเมริกาล่มสลาย? (1)
หลายสิบปีที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าเศรษฐกิจมีขึ้นมีลง ในอนาคตสหรัฐอาจมีอำนาจสัมพัทธ์น้อยกว่าจีน BRICS แต่ยังเป็นมหาอำนาจหนึ่งในโลกหลายขั้ว
บทความนี้วิพากษ์บทความของเรย์ ดาลิโอ ที่เตือนว่าจักรวรรดิอเมริกาจะล่มสลายเพราะสงครามอิหร่าน ดังนี้
มีนาคม 2026 เรย์ ดาลิโอ (Ray Dalio) มหาเศรษฐีนักลงทุนชาวอเมริกันผู้ทรงอิทธิพล และเป็นผู้ก่อตั้ง Bridgewater Associates กองทุนเฮดจ์ฟันด์ใหญ่ที่สุดในโลก วิเคราะห์ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) จะเป็นตัวชี้ขาดสงครามอิหร่าน ตีความการอยู่รอดของจักรวรรดิอเมริกา ด้วยการฟันธงว่า “ทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้ควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ”
ภาพ: สหรัฐกำลังอยู่ในช่วง “Late Cycle”
เครดิตภาพ: ปัญญาประดิษฐ์
เรย์ ดาลิโอ เปรียบเทียบช่องแคบฮอร์มุซกับคลองสุเอซในเหตุวิกฤตสุเอซ 1956 (Suez Crisis) หรือ “The Second Arab-Israeli War” ที่แสดงให้เห็นถึงอวสานของจักรวรรดินิยมเก่า (อังกฤษ-ฝรั่งเศส) และการก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจอย่างเต็มตัวของสหรัฐกับสหภาพโซเวียต
ในตอนนั้น อังกฤษกับฝรั่งเศสไม่สามารถรักษาคลองสุเอซที่ตนเป็นผู้ควบคุม ต้องโอนอำนาจนี้สู่มหาอำนาจใหม่ การปรากฏตัวของขั้วอำนาจใหม่ที่เด่นชัดขึ้นอีก
อธิบายการล่มสลายของสหรัฐว่า เพราะสหรัฐตกอยู่ในสภาพ “สถานะการเงินที่ขยายจนเกินตัว” (overextended financially) ใช้จ่ายงบประมาณเกินรายได้ และไม่สามารถควบคุมสงคราม ผลคือพันธมิตรกับเจ้าหนี้ไม่เชื่อถือ คนไม่อยากถือดอลลาร์ จักรวรรดิอเมริกาล่มสลายในที่สุด
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบสายทางเลือก:
การใช้คำว่า “จักรวรรดิอเมริกา” (American Empire) ในการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นมุมมอง “สายทางเลือก” นำเอาแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์มหภาคกับประวัติศาสตร์การเงินมาประยุกต์เข้ากับทฤษฎีการเมืองโลก (Geopolitics) อย่างเป็นระบบ เป็นสาขาหรือสำนักคิดอย่างหนึ่งของวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หลายคนสนใจยึดแนววิเคราะห์นี้
เรย์ ดาลิโอ ไม่ได้มองจักรวรรดิในเชิงลบหรือเชิงอุดมการณ์ล่าอาณานิคมแบบเดิม แต่เป็นนิยามผ่าน “อำนาจเชิงสัมพัทธ์” (Relative Power) ของประเทศหนึ่งที่มีเหนือประเทศอื่นทั่วโลก
ในอุดมการณ์ล่าอาณานิคมแบบเดิม จักรวรรดิต้องมี Territorial Sovereignty หรือมีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนนั้นๆ แต่ในเชิงอำนาจสัมพัทธ์จักรวรรดิไม่จำต้องส่งข้าหลวงไปปกครอง แค่มี “ขีดความสามารถที่เหนือกว่าอย่างมีนัยสำคัญ” ในการกำหนดทิศทางของประเทศอื่นก็พอแล้ว ผลประโยชน์ที่ต้องการไม่เน้นดินแดน แต่เน้นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ อาจเป็นการค้าการลงทุน ทรัพยากรสำคัญ เช่น พลังงานฟอสซิล แร่หายาก ฝ่ายที่เหนือกว่าจึงร่ำรวย ได้กำไรจากการส่งออกมหาศาล สามารถนำเงินเหล่านี้กลับมาพัฒนาประเทศ ให้ประชาชนอยู่ดีกินดี ส่วนประเทศที่อยู่ใต้อำนาจมักจะยากจน เศรษฐกิจไม่ค่อยพัฒนา อำนาจต่อรองน้อย การเมืองอ่อนแอ ไม่มั่นใจ
อำนาจสัมพัทธ์เน้นการบงการหรือจูงใจ ประเทศที่เป็นจักรวรรดิเชิงอำนาจจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางที่ควบคุมกติกา ในขณะที่ประเทศอื่นเป็นเพียงผู้เล่นที่ต้องทำตามกติกาเพื่อความอยู่รอดดังนั้น จีน BRICS รวมทั้งนาโตยุโรป สามารถนับเป็นหนึ่งในจักรวรรดิเชิงอำนาจ เพราะต่างพยายามมีบทบาทกำหนดกติกาโลก ที่นักวิชาการเรียกว่าจักรวรรดินิยมยุคใหม่ (Neo-imperialism)
เวเนซุเอลาคือตัวอย่าง:
มีนาคม 2026 ลูอิส อีนาซียู ลูลา ดา ซิลวา (Luiz Inácio Lula da Silva) ประธานาธิบดีบราซิล กล่าวว่า ปฏิบัติการรุกรานและบุกจับกุมนิโกลัส มาดูโร (Nicolas Maduro) ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา โดยย้อนเล่าถึงอดีตว่าพวกเขากอบโกยทรัพย์สมบัติของเรามานานแล้ว ล่าสุดต้องการแร่หายาก “พวกเขาแทรกแซงและละเมิดอธิปไตยแห่งดินแดนของเรา” สร้างจักรวรรดิของตนขึ้นมา
การบุกจับกุมประธานาธิบดีมาดูโรเป็นเพียงขั้นต้นเพื่อล้มรัฐบาลเวเนซุเอลา ไม่กี่วันต่อมาประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า “สหรัฐอเมริกาจะเป็นผู้บริหารจัดการประเทศเวเนซุเอลาเป็นการชั่วคราว” ต่อมารองประธานาธิบดีเดลซี โรดริเกซ (Delcy Rodríguez) ขึ้นดำรงตำแหน่ง “รักษาการประธานาธิบดี” อย่างเป็นทางการ รัฐบาลรักษาการไม่กล้าขัดขืนความต้องการของสหรัฐ สถานการณ์น้ำมันเวเนฯ หลังโดนคุม เอื้อให้บริษัทสหรัฐสามารถซื้อใช้น้ำมันเวเนฯ ง่ายกว่าปกติ ช่วยลดความตึงเครียดเรื่องราคาน้ำมันในอเมริกา ผลลัพธ์อีกข้อคือ ช่วยสหรัฐส่งออกน้ำมันสู่ตลาดโลกมากขึ้น ทำกำไรมหาศาลในยามที่ขายได้ราคาดี
เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะสหรัฐใช้เวเนซุเอลาเป็นช่องทางเพิ่มปริมาณน้ำมันดิบเข้าสู่ตลาด ช่วยกดราคาน้ำมันเบนซินในอเมริกาที่กำลังพุ่งสูงให้ลดต่ำ หมดปัญหาน้ำมันขาดแคลน
ที่สำคัญคือช่วยการส่งออก เนื่องจากโรงกลั่นสหรัฐแถบอ่าวเม็กซิโกถูกออกแบบมาเพื่อกลั่นน้ำมันดิบชนิดหนัก (Heavy Crude) เป็นน้ำมันชนิดเดียวกับเวเนซุเอลา การซื้อจากเพื่อนบ้านใกล้เคียงช่วยลดต้นทุนค่าขนส่ง และค่าพรีเมียมของน้ำมันดิบชนิดนี้ที่ตอนนี้ค่าพรีเมียมสูงมาก
ผลคือโรงกลั่นในสหรัฐหันไปใช้น้ำมันหนักจากเวเนฯ แทนน้ำมันประเภทเดียวกันที่ต้องสั่งจากตะวันออกกลางหรือแคนาดา เมื่อโรงกลั่นในประเทศมีน้ำมันหนักจากเวเนฯ มากพอ ก็ไม่ต้องพยายามฝืนเอาน้ำมันเบา (Shale Oil) ที่ผลิตได้มหาศาลมากลั่นในโรงกลั่นที่ไม่รองรับ ส่งผลให้สหรัฐสามารถส่งออกน้ำมันเบาไปขายยังยุโรปหรือเอเชีย (ที่โรงกลั่นรองรับน้ำมันเบาได้ดีกว่า) ได้มากขึ้นนั่นเอง
สรุปคือสหรัฐกำลังใช้ทรัพยากรของเวเนซุเอลาเป็นเครื่องมือสร้างเสถียรภาพทางพลังงานของตน พร้อมกับลดอิทธิพลของคู่แข่งในตะวันออกกลางไปในตัว บริษัทอเมริกาทำกำไรมากขึ้นในยามที่ขายได้ราคาดี
และต้องย้ำว่ารายได้จากน้ำมันเวเนฯ ส่วนใหญ่จะถูกนำไปหักชำระหนี้เก่า ที่ทรัมป์อ้างว่ารัฐบาลเวเนซุเอลาค้างชำระบริษัทสหรัฐ ไม่ได้เข้ากระเป๋าเวเนฯ มีเพียงรายได้จำนวนหนึ่งที่นำไปใช้ในโครงการเพื่อมนุษยธรรม เช่น ซื้ออาหารและยารักษาโรค ซ่อมแซมโครงข่ายไฟฟ้า รัฐบาลเวเนซุเอลาสูญเสียอธิปไตยทางการคลัง (Fiscal Sovereignty) ไปเกือบทั้งหมด
แม้เวเนฯ ขายน้ำมันได้มากแต่รายได้ส่วนใหญ่เข้ากระเป๋าบริษัทน้ำมันอเมริกา เมื่อรายได้หลักของประเทศ (กว่า 90% ของรายได้จากการส่งออกทั้งหมด) ถูกควบคุมหรือถูกนำไปหักหนี้เกือบหมด รัฐบาลเวเนฯ จึงอยู่ในสภาวะถังแตก ประเทศอ่อนแอ ไม่พัฒนา คนเวเนฯ แทบไม่ได้ประโยชน์อันใดจากน้ำมันแพงในขณะนี้
ปัญหาทางทฤษฎี:
เรย์ ดาลิโอ ยึดหลัก “วงจรเศรษฐกิจขนาดใหญ่” (The Big Cycle) ตีความว่า สหรัฐกำลังอยู่ในช่วง “Late Cycle” ช่วงที่เสี่ยงเกิดสงครามสูงสุด (ทั้งสงครามการค้า สงครามเทคโนโลยี และสงครามตัวแทน) เพราะจักรวรรดิเดิมพยายามรักษาอำนาจในขณะที่จักรวรรดิใหม่กำลังก้าวขึ้นมาแทนที่
ทฤษฎีวัฏจักรชี้ว่าอาณาจักรย่อมมีขึ้นมีลงและล่มสลายในที่สุด แม้มีหลักฐานมากมายกินเวลาหลายพันปี แต่จะฟันธงว่าถึงเวลาสหรัฐล่มสลายแล้วยังเป็นเรื่องที่นักวิเคราะห์บางคนคาใจ หลายสิบปีที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีขึ้นมีลง ฟองสบู่แตกเป็นครั้งคราวแต่ฟื้นตัวกลับมาได้ทุกครั้ง เช่นเดียวกับเรื่องปัญหาหนี้สาธารณะที่สูงขึ้นไม่หยุด เชื่อว่าท้ายสุดมีทางออก
สถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซกำลังเป็นที่สนใจ อาจเป็นปัจจัยที่กดดันให้ฝ่ายสหรัฐยอมสงบศึกหรืออาจทำให้สงครามขยายตัว ส่วนจะเป็นตัวชี้ขาดสงคราม ถึงกับส่งผลต่อการอยู่รอดของจักรวรรดิอเมริกาหรือไม่เป็นเรื่องน่าติดตาม เป็นการพิสูจน์ในตัวเองว่าใช้ทฤษฎีถูกต้องหรือเปล่า
ผู้เชี่ยวชาญบางสายเห็นว่าในอนาคตสหรัฐอาจมีอำนาจสัมพัทธ์น้อยกว่าจีน BRICS แต่ยังเป็นมหาอำนาจหนึ่งในโลกหลายขั้ว.