นายกฯนำทีมเศรษฐกิจแจงวิกฤติน้ำมัน-ลดอุดหนุน ‘ดีเซล’
เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกล่าวเปิดงาน Meet the Press ในหัวข้อ “1 เดือนวิกฤติโลก : แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม” ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/
นายกฯนำทีมเศรษฐกิจแจงแผนรับมือวิกฤติน้ำมัน – วอน ปชช.ปรับตัว – ยืนระยะให้ได้ “เอกนิติ” แจงเหตุลดอุดหนุน ‘ดีเซล’ หวั่น “วิกฤติซ้อนวิกฤติ” ด้าน “อรรถพล” มอบ DSI-มท.ไล่สอบ ‘น้ำมันหาย’ ยันปลายทาง “สีหศักดิ์” ติดต่อ “บราซิล – อาเซอร์ไบจาน – ไนจีเรีย” ขอซื้อน้ำมัน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวขอบคุณสื่อมวลชนและประชาชนที่ติดตาม พร้อมระบุว่าการพูดคุยครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับทิศทางของรัฐบาล และเปิดโอกาสให้มีการซักถามอย่างครบถ้วน โดยนายกรัฐมนตรีจะกล่าวในภาพรวม ก่อนมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี้ยวข้องชี้แจงรายละเอียดในส่วนที่รับผิดชอบต่อไป นายอนุทิน กล่าวว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ดำเนินมาเกือบ 1 เดือน ได้ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานทั่วโลก หลังจากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น หลายประเทศเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำมัน และได้ออกมาตรการรณรงค์ประหยัดพลังงาน แม้ขณะนี้สถานการณ์ยังทรงตัว และมีความพยายามเจรจาระหว่างคู่ขัดแย้ง แต่ยังไม่มีสัญญาณเชิงบวกที่ชัดเจน ทำให้ทุกประเทศรวมถึงไทยจำเป็นต้องปรับตัว เพื่อให้สามารถ “ยืนระยะ” ได้ในวิกฤติที่อาจยืดเยื้อ ทั้งในระดับประชาชน โดยขอให้ปรับวิถีชีวิตให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และในระดับการบริหารของภาครัฐ
นายกรัฐมนตรี กล่าวขออภัยต่อความผันผวนจากมาตรการตรึงราคาน้ำมัน เนื่องจากประเมินเบื้องต้นว่าวิกฤติอาจไม่ยืดเยื้อ แต่เมื่อสถานการณ์มีความชัดเจนมากขึ้น รัฐบาลจึงต้องปรับแนวทาง โดยเน้นการประคับประคองผลกระทบ โดยเฉพาะต่อกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร ภาคขนส่ง ภาคประมง และผู้ประกอบการอุตสาหกรรม เพื่อดูแลค่าครองชีพของประชาชนให้ดีที่สุด
สำหรับแนวทางการรับมือผ่าน ศบก. รัฐบาลให้ความสำคัญใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ การต่างประเทศ ความมั่นคงทางพลังงาน การควบคุมสินค้า และมาตรการลดผลกระทบต่อประชาชน โดยทุกฝ่ายได้ทุ่มเทความพยายามอย่างเต็มที่
ด้านการต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศได้เร่งเจรจากับประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเด็นการขนส่งสินค้าและการขนส่งทางเรือ โดยล่าสุดสามารถเจรจากับอิหร่านได้สำเร็จ ส่งผลให้เรือขนส่งน้ำมันของไทยสามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย ซึ่งช่วยคลายความกังวลด้านปริมาณน้ำมันดิบ และทำให้การขนส่งน้ำมันบางส่วนถึงประเทศไทยได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ด้านสถานการณ์น้ำมันภายในประเทศ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ปัญหาน้ำมันขาดแคลนหน้าปั๊มในบางพื้นที่เริ่มคลี่คลาย โดย ศบก. ได้ขับเคลื่อนการทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานอย่างใกล้ชิด ทั้งการเพิ่มรอบและระยะเวลาการขนส่ง การอัดฉีดน้ำมันสำรองเข้าสู่ระบบ การปราบปรามการกักตุน รวมถึงการยุติมาตรการตรึงราคาน้ำมัน ซึ่งช่วยลดแรงจูงใจในการกักตุน และการลักลอบค้ากำไร อีกทั้งยังช่วยลดภาระกองทุนน้ำมันที่ติดลบ
อย่างไรก็ตาม การ “ยุติการตรึงราคา” ไม่ได้หมายถึงการลอยตัวเต็มรูปแบบ โดยรัฐบาลยังคงอุดหนุนผ่านกองทุนน้ำมันในอัตราที่เหมาะสม ส่งผลให้การลักลอบนำน้ำมันออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านลดลง และทำให้น้ำมันยังคงเพียงพอในประเทศ รวมทั้งมีระดับราคาที่เหมาะสม
ทั้งนี้ ปัจจุบันการใช้น้ำมันเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 82 ล้านลิตรต่อวัน จากเดิมก่อนวันที่ 1 มีนาคม อยู่ที่ประมาณ 67 ล้านลิตรต่อวัน
“รัฐบาลขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนไม่ให้ตื่นตระหนก เนื่องจากปริมาณน้ำมันภายในประเทศยังคงเพียงพอกับความต้องการใช้ และย้ำว่าราคาน้ำมันของไทยยังอยู่ในระดับต่ำกว่าหลายประเทศในอาเซียน” นายอนุทิน กล่าว
คุมราคาสินค้า 66 รายการ – ขายสินค้าราคาถูกผ่าน “ธงฟ้า” 1 เม.ย.นี้
เมื่อสถานการณ์น้ำมันเริ่มคลี่คลาย รัฐบาลได้ให้ความสำคัญต่อเนื่องกับปัญหาค่าครองชีพ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง โดยกระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดรายการสินค้าควบคุมแล้ว 66 รายการ พร้อมดำเนินมาตรการเพิ่มเติมผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย” และ “ร้านธงฟ้า” ซึ่งจะเริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของประชาชน โดยย้ำว่ามาตรการดังกล่าวมุ่งดูแลสินค้าจำเป็นพื้นฐาน ขณะที่สินค้าและบริการอื่นอาจปรับราคาตามกลไกตลาด
สำหรับมาตรการอื่น ๆ เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน นายกรัฐมนตรีระบุเพิ่มเติมว่า คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบมาตรการเร่งด่วนครอบคลุมทั้งการปรับลดภาษีสรรพสามิต การเพิ่มเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การช่วยเหลือภาคขนส่ง เกษตรกร ภาคประมง และการสนับสนุนสินเชื่อแก่ SME เพื่อพยุงเศรษฐกิจและลดผลกระทบในทุกภาคส่วน
นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่า รัฐบาลมุ่งสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ลดผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบาง และพยุงเศรษฐกิจโดยรวม เพื่อให้ประเทศสามารถผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปได้ พร้อมระบุว่า เมื่อกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลและการแถลงนโยบายแล้วเสร็จ จะสามารถดำเนินมาตรการด้านงบประมาณและนโยบายได้อย่างเต็มศักยภาพมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า โรงกลั่นน้ำมันยังคงดำเนินการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง และมีการบริหารจัดการการกระจายน้ำมันอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมยืนยันว่าน้ำมันในประเทศยังคงเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์
“ขอความร่วมมือจากประชาชน สื่อมวลชน และทุกภาคส่วน ในการร่วมกันสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง เฝ้าระวังการกักตุนและการเอาเปรียบผู้บริโภค โดยรัฐบาลจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวดกับผู้กระทำผิด พร้อมรณรงค์การประหยัดพลังงาน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวผ่านสถานการณ์นี้ไปด้วยกัน” นายกรัฐมนตรี กล่าว
“เอกนิติ” แจงเหตุลดอุดหนุน ‘ดีเซล’ หวั่น “วิกฤติซ้อนวิกฤติ”
ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงถึงสถานการณ์ราคาน้ำมัน ภายหลังรัฐบาลปรับลดอัตราการอุดหนุนผ่านกองทุนน้ำมันว่า วิกฤติครั้งนี้เป็น “วิกฤติของโลก” ที่ยังไม่สามารถประเมินจุดสิ้นสุดได้อย่างชัดเจน รัฐบาลจึงมุ่งลดผลกระทบต่อประชาชนให้มากที่สุด โดยลำดับแรกคือการดูแลความปลอดภัยของคนไทยในต่างประเทศ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ในการดูแลคนไทยในพื้นที่ตะวันออกกลางให้ปลอดภัย
อย่างไรก็ตาม วิกฤติดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะด้านพลังงาน เนื่องจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้การขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกหยุดชะงัก และกระทบต่อเสถียรภาพพลังงานในวงกว้าง
รองนายกรัฐมนตรีฯ กล่าวว่า รัฐบาลได้ใช้ “กองทุนน้ำมัน” เป็นกลไกสำคัญในการดูแลเสถียรภาพราคา และชะลอผลกระทบต่อประชาชน โดยในระยะแรก นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ใช้งบจากกองทุนเพื่อพยุงราคาน้ำมันเป็นเวลา 15 วัน เมื่อสถานการณ์ยังไม่มีแนวโน้มคลี่คลายอย่างรวดเร็ว รัฐบาลจึงจำเป็นต้องปรับแนวทาง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม
“การตัดสินใจลดอัตราการอุดหนุนกองทุนน้ำมันครั้งนี้ เป็นการบริหารจัดการภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิด “วิกฤติซ้อนวิกฤติ” พร้อมกันนี้ รัฐบาลยังได้ดำเนินมาตรการลดรายจ่ายภาครัฐที่ไม่จำเป็น อาทิ การลดค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางไปต่างประเทศ และการรณรงค์ลดการใช้พลังงาน เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ที่อาจยืดเยื้อ” ดร.เอกนิติ กล่าว
ดร.เอกนิติ ยอมรับว่า การปรับลดการอุดหนุนจะส่งผลให้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่รัฐบาลได้ออกแบบมาตรการต่าง ๆ เพื่อชะลอผลกระทบต่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการกำกับดูแลราคาสินค้าและบริการผ่านกระทรวงพาณิชย์ เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาเกินสมควร
นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับต้นทุนค่าขนส่ง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อค่าครองชีพ โดยได้ใช้ทั้งกองทุนที่มีอยู่เดิม รวมถึงงบประมาณภายใต้กรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อดูแลไม่ให้ต้นทุนดังกล่าวปรับตัวสูงเกินไป และส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง
ดร.เอกนิติ กล่าวย้ำว่า ในสถานการณ์วิกฤติ ประชาชนแต่ละกลุ่มมีความสามารถในการรับมือแตกต่างกัน ขณะที่งบประมาณของรัฐมีข้อจำกัด และมาจากภาษีของประชาชน จึงจำเป็นต้องใช้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุด โดยรัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือ “กลุ่มเปราะบาง” เป็นลำดับแรก ผ่านมาตรการเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านค่าครองชีพ รวมถึงร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ออกมาตรการควบคุมราคาสินค้า โดยรัฐบาลจะใช้ทุกเครื่องมือและทุกกลไกที่มีอย่างเต็มที่ ภายใต้ความคุ้มค่าของงบประมาณ พร้อมขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ในการร่วมกันฝ่าฟันวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกันอย่างเข้มแข็ง
“อรรถพล” มอบ DSI-มท.ไล่สอบน้ำมันหายยันปลายทาง
นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบันราคาน้ำมันยังผันผวนและอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม ขอให้มั่นใจว่าประเทศไทยยังมีความมั่นคงด้านพลังงาน มีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 107 วัน อีกทั้ง มีกำหนดการนำเข้าน้ำมันที่ยืนยันแล้วและคาดว่าจะทยอยเข้าประเทศไทยจนถึงเดือนพฤษภาคม ทำให้มีปริมาณน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการ
ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานได้ติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง พร้อมดำเนินมาตรการต่าง ๆ อาทิ 1) มาตรการระงับการส่งออก 2) การตรวจสอบสต็อกน้ำมันของคลังน้ำมันและผู้ค้าตามกฎหมายมาตรา 7 3) การกำกับโรงกลั่นให้ปรับเพิ่มการผลิตน้ำมันดีเซล 4) มาตรการผ่อนคลายการนับสต็อก เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำมันสำรอง 5) ออกประกาศกระทรวงพลังงานให้ผู้ค้าตามมาตรา 7 ประกาศราคาและสต็อกโรงกลั่นและคลังน้ำมันทุกแห่ง 6) มาตรการเพิ่มอัตราส่วนการผสมน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพน้ำมันสำเร็จรูป
ลดสำรองน้ำมันสำเร็จรูป กรณีนำเข้าจาก 7% เหลือ 1%
นายอรรถพล กล่าวต่อว่า ด้านปริมาณน้ำมันและการกระจาย ได้มีมาตรการผ่อนผันลดการเก็บสำรอง กรณีการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากเดิมร้อยละ 7 เหลือร้อยละ 1 เพื่อจูงใจให้นำเข้าน้ำมันเข้ามาเสริมปริมาณในประเทศ นอกจากนี้ยังมีการติดตามการผลิตของโรงกลั่นเป็นรายวัน และเร่งจ่ายน้ำมันไปยังผู้ค้าน้ำมัน ผู้ค้าส่ง (Jobber) ในการกระจายไปยังสถานีบริการขนาดเล็ก เพื่อลดความแออัดของการเติมน้ำมัน อีกทั้งได้บูรณาการตรวจติดตามการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวให้ความมั่นใจประชาชนว่า ได้เพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบแหล่งกักเก็บน้ำมันที่ไม่ได้รับอนุญาต พร้อมดำเนินการแจ้งข้อหาและดำเนินคดี โดยประสานการทำงานกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อติดตามรถบรรทุกน้ำมันที่ออกจากคลังทุกคันว่าถึงสถานีบริการปลายทาง หรือไม่ รวมทั้งร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย ในการตรวจสอบแหล่งกักเก็บที่ได้รับอนุญาตว่า มีการดำเนินการเป็นไปตามเงื่อนไขหรือไม่ ขณะเดียวกันได้ระดมปริมาณน้ำมันเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง ทำให้สถานีบริการขาดแคลนน้ำมันลดลง
“ส่วนของราคาน้ำมัน แม้จะมีการปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 6 บาท แต่เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในอาเซียนยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำ โดยราคาน้ำมันเป็นไปตามกลไกตลาด ซึ่งเป็นแนวทางที่ใช้กันโดยทั่วไป อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงานไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้ตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างกระทรวงพลังงาน กระทรวงการคลัง และกระทรวงพาณิชย์ เพื่อตรวจสอบราคาน้ำมัน รวมถึงศึกษาประเด็นภาษีลาภลอย (Windfall Tax) และนำข้อมูลเบื้องต้นเสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณาต่อไป ขณะเดียวกันสถานะกองทุนน้ำมันติดลบ 38,464 ล้านบาท มีอัตราการชดเชยติดลบ (การไหลออก) 1,368 ล้านบาท” นายอรรถพล กล่าว
สำหรับการเตรียมพร้อมน้ำมันเชื้อเพลิงช่วงเทศกาลสงกรานต์ กระทรวงพลังงานได้เตรียมมาตรการรองรับได้แก่
1. ประชาชนสามารถตรวจสอบสถานะน้ำมันได้ ผ่านแอปพลิเคชัน Fuel-Now (https://fuel-now.doeb.go.th/)
2. ได้กระจายน้ำมันให้กลุ่มผู้ค้าส่ง (Jobber) ประมาณ 7 ล้านลิตรต่อวัน เพื่อจัดสรรให้กลุ่มผู้ใช้น้ำมันและช่วยลดความแออัดในสถานีบริการ สำหรับมาตรการรองรับช่วงเทศกาลสงกรานต์
3. ให้ผู้ค้าน้ำมันเตรียมสำรองน้ำมันเพิ่มขึ้น และจัดเตรียมรถน้ำมัน เพื่อสแตนด์บาย ณ สถานีบริการที่คาดว่าจะมีการจำหน่ายสูง
4. สำหรับรถโดยสารสาธารณะ ได้กำหนดจุดให้บริการน้ำมันร่วมกับกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงคมนาคม
5. ประสานผู้ค้าให้มีการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปเข้ามาเพิ่มเติม โดยมีนโยบายในการลดการเก็บสำรอง กรณีนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากที่กำหนดไว้ที่ 7% ปรับลดลงเหลือ 1%
ติดต่อ “บราซิล – อาเซอร์ไบจาน – ไนจีเรีย” ขอซื้อน้ำมัน
ด้านนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า สถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการยึดมั่นในกติกาและกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในภาวะที่เกิดการสู้รบ ซึ่งสิ่งที่น่าห่วงใยที่สุดคือความปลอดภัยของคนไทยในพื้นที่เสี่ยง โดยกระทรวงการต่างประเทศได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับสถานเอกอัครราชทูตไทยในทุกประเทศ เพื่อดูแลความปลอดภัยของคนไทย พร้อมทั้งขอให้คนไทยในต่างประเทศปฏิบัติตามมาตรการด้านความปลอดภัยของประเทศที่พำนักอยู่อย่างเคร่งครัด
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษต่อสถานการณ์ในอิหร่าน ซึ่งมีคนไทยพำนักอยู่ประมาณ 300 คน โดยได้สั่งการให้สถานเอกอัครราชทูตเร่งอพยพคนไทยออกจากพื้นที่เสี่ยง โดยที่ผ่านมาได้ดำเนินการอพยพคนไทยกลับประเทศแล้วบางส่วน แม้จะเป็นภารกิจที่มีความยากลำบาก เนื่องจากต้องใช้เวลาเดินทางยาวนานไปยังชายแดนตุรกี และต้องเสริมกำลังเจ้าหน้าที่จากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา เข้าช่วยเหลือ
พร้อมกันนี้ ได้มีการประสานงานกับประเทศที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอให้เส้นทางอพยพของคนไทยปลอดจากการโจมตี และอำนวยความสะดวกในการนำคนไทยเดินทางกลับประเทศอย่างปลอดภัย โดยคนไทยส่วนใหญ่ได้เดินทางกลับแล้ว ขณะที่บางส่วนยังคงประสงค์พำนักอยู่ต่อ
นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อว่า “ตนได้หารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของหลายประเทศในภูมิภาค อาทิ จอร์แดน โอมาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต และซาอุดีอาระเบีย เพื่อย้ำถึงความสำคัญของการดูแลความปลอดภัยของคนไทย และขอบคุณที่ได้อำนวยความสะดวกในการช่วยเหลือคนไทย”
“ไทยมีความห่วงใยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และพร้อมยืนเคียงข้างประเทศต่าง ๆ ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก” นายสีหศักดิ์ กล่าว
ในส่วนของความมั่นคงด้านพลังงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศระบุว่า ไทยยังมีน้ำมันสำรองในระดับที่มั่นคง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้ใช้ช่องทางทางการทูตในการแสวงหาแหล่งพลังงานเพิ่มเติม โดยได้มีการติดต่อกับประเทศผู้ผลิตน้ำมัน เช่น บราซิล อาเซอร์ไบจาน และไนจีเรีย ซึ่งต่างแสดงความพร้อมในการสนับสนุน
ขณะเดียวกัน สถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญ ได้รับผลกระทบจากความตึงเครียด ส่งผลต่อการขนส่งสินค้า อาทิ น้ำมัน ก๊าซ และปุ๋ย
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงเหตุการณ์เรือสินค้าได้รับผลกระทบจากการโจมตีว่า รัฐบาลให้ความสำคัญเร่งด่วนในการช่วยเหลือลูกเรือไทย โดยสามารถช่วยเหลือกลับมาได้แล้ว 20 คน ขณะที่ยังมีลูกเรืออีก 3 คนอยู่ระหว่างการติดตามสถานการณ์ โดยได้ประสานงานกับทางการอิหร่านอย่างต่อเนื่อง เพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม
นอกจากนี้ ไทยได้ย้ำจุดยืนว่าไม่เป็นคู่ขัดแย้งในสถานการณ์ดังกล่าว และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะหลักเสรีภาพในการเดินเรือ พร้อมทั้งขอให้มีการแจ้งล่วงหน้าสำหรับเรือที่เดินทางผ่านพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้สามารถประสานงานด้านความปลอดภัยได้อย่างเหมาะสม ในระดับพหุภาคี นายสีหศักดิ์ระบุว่า ไทยได้เสนอให้มีการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนสมัยพิเศษ เพื่อหารือแนวทางลดความตึงเครียด และผลักดันให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็ว โดยเน้นย้ำความสำคัญของความร่วมมือในอาเซียนด้านความมั่นคงทางพลังงาน และความมั่นคงทางอาหาร เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับวิกฤติในอนาคต
กบน.มีมติขยับราคาดีเซลและกลุ่มเบนซิน 6บาท/ลิตร มีผล 26 มี.ค.นี้
ก.พลังงานตามหา ‘น้ำมันหาย’ สั่งโรงกลั่น-ผู้ค้า รายงานก่อน 6 โมงเย็น-เร่ง Platform เช็คยอดเรียลไทม์
กองทุนน้ำมันฯติดลบแล้ว 12,000 คาดก่อนสงกรานต์ทะลุ 70,000 ล้านบาท
“อรรถพล” ตรวจคลัง ‘ลำลูกกา’ ไม่พบกักตุน-ประสานมหาดไทย-พาณิชย์ ลุยจับ ‘จ็อบเบอร์’ ขายเกินราคา
กรมธุรกิจพลังงานยืนยันน้ำมันสำรองมี 100 วัน เร่งคลายล็อกขนส่ง 24 ชม. แก้ปัญหาขาดแคลนหน้าปั๊ม