โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สสรท.-สรส. บุกทำเนียบฯ จี้รัฐบาลแก้ค่าน้ำมันพุ่ง กังขา"ไอ้โม่ง"กักตุนน้ำมัน

ข่าวช่อง8

เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • RS PCL
“ไอ้โม่ง” มีจริงทำไมไม่จับ? ม็อบเดือด บุกทำเนียบฯ ถามหาความจริง ปมน้ำมันกักตุน รวมพลยื่นหนังสือ ร้องคุมราคาพลังงาน-ค่าการกลั่น

วันที่ 2 เม.ย. 2569 กลุ่มสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) พร้อมด้วย กลุ่มสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) นำโดย สาวิทย์ แก้วหวาน ประธานสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย และนายมานพ เกื้อรัตน์ เลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ และเครือข่ายที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงาน ได้เคลื่อนขบวนมาถึง บริเวณด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล ฝั่งตรงข้ามกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยรักษาความเรียบร้อยและดูแลความปลอดภัย

ทางแกนนำ และแนวร่วม ได้สลับกันขึ้นรถปราศรัย เรียกร้องให้รัฐบาลแก้วิกฤตพลังงาน

นายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย ซึ่งเป็นแกนนำในการยื่นหนังสือครั้งนี้ เปิดเผยว่าเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ได้เดินทางไปยังกระทรวงพลังงาน เนื่องจากประชาชนกำลังเผชิญความเดือดร้อนอย่างหนัก จากการปรับขึ้นราคาน้ำมันของรัฐบาล โดยก่อนหน้านี้ปรับขึ้นลิตรละ 6 บาท และล่าสุดปรับขึ้นอีก 3.50 บาทต่อลิตร ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนอย่างชัดเจน

การเดินทางมายื่นหนังสือในวันนี้ ถือเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เนื่องจากยังมีเครือข่ายองค์กรแรงงานอีกหลายกลุ่ม ที่อยู่ระหว่างติดตามสถานการณ์ และเตรียมขับเคลื่อนข้อเรียกร้อง พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงบทบาทของรัฐบาลต่อปัญหาที่เกิดขึ้น ท่ามกลางความเดือดร้อนของประชาชนในขณะนี้

นายสาวิทย์ ระบุว่า หลังการเลือกตั้งที่ผ่านมา รัฐบาลเคยให้คำมั่นว่าจะทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่ในความเป็นจริง กลับมีเสียงสะท้อนจากประชาชนจำนวนมากว่า “ไม่ไหวแล้ว”

นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีระบุว่า ประเทศมีน้ำมันสำรองใช้ได้ถึง 106 วัน แต่กลับเกิดภาวะขาดแคลนภายในเวลาไม่นาน อีกทั้งพบว่า เมื่อมีการประกาศขึ้นราคาน้ำมัน กลับมีน้ำมันเพียงพอให้เติม จึงเกิดคำถามว่า ใครอยู่เบื้องหลังสถานการณ์ดังกล่าว และเหตุใดรัฐบาลจึงไม่สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีระบุว่า ปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากการกักตุนของประชาชน ทั้งที่รัฐบาลมีอำนาจโดยตรงในการบริหารจัดการ แม้จะอยู่ในสถานะรักษาการก็ตาม ดังนั้น การมายื่นหนังสือในวันนี้ จึงต้องการส่งเสียงให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน

รวมถึงข้อกังวลที่ว่ารัฐบาลอาจให้ความสำคัญกับนายทุนมากกว่าประชาชน จึงต้องการยื่นหนังสือเพื่อสะท้อนปัญหาและข้อเรียกร้องไปยังรัฐบาลโดยตรง

ส่วนในประเด็นแนวโน้มราคาน้ำมันที่อาจปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นายสาวิทย์ กล่าวว่า ปัจจุบันประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้น และพบว่าราคาน้ำมันในบางช่วงสวนทางกับราคาตลาดโลก แต่ราคาน้ำมันในประเทศไทยกลับปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่น้ำมันที่จำหน่ายในปัจจุบันยังเป็นน้ำมันจากสต๊อกเดิม

ดังนั้น รัฐบาลควรเร่งหามาตรการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การปรับลดค่าการกลั่น ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 7 บาทต่อลิตร การลดภาษีซ้ำซ้อน รวมถึงการตรวจสอบปัญหาการกักตุน และข้อเท็จจริงเรื่องการนำเข้าน้ำมัน แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีคำชี้แจงที่ชัดเจนต่อประชาชน

ขณะที่รัฐบาลระบุว่า ให้เป็นไปตามกลไกตลาดโลก และแนะนำให้ประชาชนปรับตัว ลดการใช้พลังงานนั้น ในมุมมองของเครือข่ายแรงงาน เห็นว่าไม่สามารถทำได้จริง

อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวในวันนี้ ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อขับไล่รัฐบาล แต่อนาคตของรัฐบาลจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับการแก้ไขปัญหา หากไม่ดำเนินการในสิ่งที่ควรทำ ประชาชนก็จะเป็นผู้ตัดสินเอง

นอกจากนี้ ยังตั้งคำถามถึงรัฐบาลว่า รับทราบหรือไม่ว่ามีการลักลอบขนน้ำมัน และการกักตุนเกิดขึ้นจริงหรือไม่ และหากทราบแล้ว มีมาตรการจัดการอย่างไร ส่วนที่นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีพลังงานคนใหม่ที่ออกมายอมรับในรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ ว่า มีไอ้โม่งจริง มีการกักตุนน้ำมันอยู่จริงเพราะฉะนั้นเงินที่ได้มาจะไม่ใช้จะได้ใช้ในคุก แสดงว่ารัฐบาลก็รู้ว่ามีการกักตุนน้ำมันจริง แล้วจะมาข่มขู่พี่น้องประชาชนว่าให้เตรียมการให้ประหยัด ให้ระมัดระวังในการใช้ แล้วรัฐบาลจะลอยตัวอยู่เหนือปัญหาหรือ มันไม่ใช่สิ่งที่รัฐบาลควรจะพูดแบบนี้ ควรจะลงมือทำ และลดรายจ่ายของประชาชนลง

ทั้งนี้ ปัญหาราคาพลังงานที่สูงขึ้น ยังส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม โดยหลายโรงงานเริ่มลดกำลังการผลิต ไม่สามารถส่งออกได้ บางแห่งลดจำนวนพนักงาน ปิดกิจการ หรือปรับลดค่าจ้างเหลือเพียงร้อยละ 75 ซึ่งอาจนำไปสู่ผลกระทบในวงกว้างต่อเศรษฐกิจในระยะต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...