โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมืองนิ่ง เศรษฐกิจเดือด

เดลินิวส์

อัพเดต 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
ผ่านการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเรียบร้อย ส่งผลให้ “ครม.หนู 2” นำโดย “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย มีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤติของแพง จากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นแบบก้าวกระโดด หลังเกิดสงครามตะวันออกกลางที่ยังไม่มีความแน่นอนว่าจะยุติหรือไม่

เมื่อสแกนอำนาจของ รัฐบาลสีน้ำเงิน แม้มาจากการเลือกตั้ง แต่ในเชิงโครงสร้างอำนาจ และฐานการเมืองรองรับ ต้องยอมรับว่า แข็งแกร่งและเบ็ดเสร็จ ไม่ต่างจากรัฐบาลที่มีอำนาจพิเศษในอดีต สะท้อนจาก “หัวหน้าเท้ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในการอภิปรายแถลงนโยบายของรัฐบาลที่สรุป 5 คลัสเตอร์ฐานอำนาจหนุน ภูมิใจไทย ไว้ชัดเจน

ประกอบด้วย 1. กลุ่มมุ้งการเมืองที่ย้ายค่ายมารวมตัวในพรรคภูมิใจไทย 2. พรรคอันดับ 2 (เพื่อไทย) ที่เข้าร่วมรัฐบาลและ ยอมขายวิญญาณตัวเอง 3. พรรคร่วมรัฐบาลอื่นราว 20 เสียง ที่กลายเป็นตัวแปรทำลายอำนาจต่อรองของพรรคเพื่อไทย 4. สมาชิกรัฐสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง หรือองค์กรอิสระอื่นๆ ล้วนเป็นไพ่โป๊กเกอร์ที่หยิบออกมาใช้เมื่อใดก็ได้ และ 5. กลุ่มอำนาจเดิมที่ต้องการรักษาสมดุลเดิมของประเทศ

ไม่เพียงเท่านี้ เชิงจังหวะการเมือง พรรคฝ่ายค้าน บางส่วนถูกจับตาว่าอาจกลายเป็น พรรคสำรอง ที่พร้อมเติมเต็มสมการอำนาจได้ทุกเมื่อ ภาพที่เห็นชัดคือท่าทีในสภาฯ ของ นายกฯ อนุทิน ที่เดินเข้าไปทักทาย จับแขน ผู้กอง .. ธรรมนัส พรหมเผ่า ผู้นำพรรคกล้าธรรม อย่างเป็นกันเอง ระหว่างแถลงนโยบาย ซึ่งถูกมองว่าเป็นสัญญาณทางการเมืองร่วมกันในอนาคตหรือไม่

ขณะเดียวกัน พรรคฝ่ายค้านอย่าง ประชาธิปัตย์ ก็พยายามเรียกความเชื่อมั่นด้วยการตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้น แต่ก็มีสัญญาณที่น่าจับตา เมื่อ วีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคค่ายฟ้า ถูก ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ฉกตัวเข้าทีมที่ปรึกษาเศรษฐกิจและการค้า ท่ามกลางการตั้งข้อสังเกตว่า อาจเป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์ทางอำนาจในอนาคตอีกเช่นกัน หลังก่อนหน้านี้ ก็มี สส.เขตพรรคสีฟ้า เคยแสดงอาการอยากร่วม ครม.สีน้ำเงิน มาแล้ว

ทั้งหมดสะท้อนว่า การเมืองของ อนุทิน นิ่ง และเข้มแข็ง และไม่ใช่ปัญหาใหญ่ของรัฐบาลชุดนี้อีกต่อไป แต่โจทย์ที่แท้จริงและเป็นวิกฤติที่หนักหน่วงกว่า คือ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดจากปัญหาสงครามในตะวันออกกลาง

โดยเฉพาะวิกฤติราคาน้ำมันที่ไม่ใช่เพียงเรื่องราคา แต่ลุกลามไปถึงโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ รัฐบาลจำเป็นต้องเดินหน้าอย่างจริงจัง เพื่อลดราคาหน้าโรงกลั่นให้มากกว่า 2 บาท การจัดการกลุ่มผลประโยชน์ และการปราบปรามการกักตุนที่ต้องทำให้เห็นผลเป็นรูปธรรม

กรณีกระทรวงยุติธรรม โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ ตรวจพบรถขนน้ำมันกว่าหมื่นคันไม่ส่งเข้าปั๊ม รวมถึงเหตุเรือน้ำมันประวิงเวลากลางทะเลเพื่อกักตุนน้ำมัน ล้วนเป็นสัญญาณที่ต้องเร่งจัดการอย่างเด็ดขาด เพื่อไม่ให้เป็นช่องว่างของการเอาเปรียบประชาชนที่จะต้องจัดการอย่างจริงจัง

อย่างไรก็ตาม ต่อให้รัฐบาลเดินหน้ามาตรการเข้มข้นเขนาดไหน ก็ต้องยอมรับความจริงว่า รัฐทำได้เพียงบรรเทา ไม่สามารถอุ้มทุกภาระได้ทั้งหมด

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ยอมรับตรงไปตรงมาว่า สถานการณ์ตะวันออกกลางที่ยังผันผวน ทำให้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มสูงต่อเนื่อง และอาจไม่เห็นน้ำมันราคาถูกไปอีก 1-2 ปี พร้อมเตือนถึงแรงกดดันเงินเฟ้อที่อาจลุกลามสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ขณะที่ภาษีสรรพสามิตไม่สามารถลดลงได้ เพราะยังจำเป็นต้องนำไปดูแลประชาชนในมิติอื่นๆ เช่น เรื่องสุขภาพ

รัฐบาลมองว่าวิกฤติครั้งนี้ไม่ใช่ระยะสั้น แต่มีแนวโน้มยืดเยื้อและซับซ้อน จึงต้องเตรียมทั้งฉากทัศน์ระยะสั้น และระยะยาว เพื่อไม่ให้เกิดวิกฤติซ้อนวิกฤติเหมือนปี 2540 ที่มีคนตกงานจำนวนมาก เอกนิติ กล่าว

คำเตือนนี้ สะท้อนชัดว่า วิกฤติครั้งนี้ใหญ่หลวง และผลกระทบอาจยืดเยื้อ ไม่เพียงแค่ รัฐบาล ต้องเร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนเท่านั้น ประชาชนเองก็ต้องปรับตัวในการครองชีพให้เหมาะสมกับสถานการณ์ด้วยเช่นกัน เพราะจะรอคอยความช่วยเหลือจากรัฐบาลเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...