โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘ทวี’ แนะรัฐบาลเร่งแก้ปัญหารวยกระจุกจนกระจาย มองกู้ 4 แสนล้านอุ้มทุนผูกขาด ซ้ำเติมประชาชน

เดลินิวส์

อัพเดต 13 พ.ค. เวลา 17.42 น. • เผยแพร่ 13 พ.ค. เวลา 10.04 น. • เดลินิวส์
‘ทวี’ แนะ รัฐบาลเร่งแก้ปัญหารวยกระจุกจนกระจาย มอง กู้ 4 แสนล้านอุ้มทุนผูกขาด ซ้ำเติมประชาชน เรียกร้องปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ คืนความเป็นธรรมด้านพลังงาน-ค้าปลีก

เมื่อวันที่ 13 พ.ค. พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่าต้องแก้ปัญหา “รวยกระจุก จนกระจาย” เลิกระบบ “หนี้และดอกเบี้ยเป็นของประชาชน แต่กำไรเป็นของกลุ่มทุนผูกขาด” ในขณะที่ฝ่ายค้านได้ยื่นเรื่องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 หรือไม่ ซึ่งเป็นกระบวนการตรวจสอบความชอบธรรมตามกฎหมายสูงสุดที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ สิ่งที่ต้องพิจารณาควบคู่กัน คือ “ความไม่ชอบธรรมเชิงโครงสร้าง” ของระบบเศรษฐกิจที่เอื้อกลุ่มทุนผูกขาด และอำนาจเหนือตลาด ซึ่งสร้างความเหลื่อมล้ำที่ประชาชนต้องแบกรับเกิดจากโครงสร้างที่บิดเบี้ยว ดังนี้

1. วิกฤติค้าปลีก และอำนาจเหนือตลาดวงจร “เงินผ่านมือ” ตาม พ.ร.ก.วางกรอบว่าเม็ดเงินกู้ 2 แสนล้านบาทในงวดแรกจะส่งถึงประชาชนผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” แต่โครงสร้างปัจจุบันถูกออกแบบมาให้เงินไหลเข้าสู่ระบบนิเวศเศรษฐกิจที่คนตัวเล็กเสียเปรียบตั้งแต่วันแรก 2. วิกฤติพลังงาน: ภาระประชาชนบนความมั่งคั่งของกลุ่มทุน เงินกู้ 2 แสนล้านที่อ้าง “พลังงานสะอาด” และ “EV” สุดท้ายอาจเป็นแค่การเปลี่ยนมือผู้ผูกขาดจากฟอสซิลไปสู่มือกลุ่มทุนเจ้าเดิม ดังมติ กพช. (28 พ.ย. 68) ที่ประเคนโซลาร์ฟาร์ม 1,500 MW ให้รายใหญ่แทนที่จะกระจายสู่โซลาร์ภาคประชาชน ให้คนไทยได้ลืมตาอ้าปาก มติวันดังกล่าวที่ถูกทักท้วงมาก คือ การบิดเบือนต้นทุนพลังงานผ่านก๊าซสองมาตรฐาน รัฐจัดสรรก๊าซราคาถูกจากอ่าวไทยประเคนให้ภาคปิโตรเคมี แต่ผลักภาระก๊าซนำเข้า (LNG) ราคาแพงมาให้ประชาชนแบกในบิลค่าไฟ หากรัฐหยุดเอื้อทุนใหญ่และคืนก๊าซอ่าวไทยให้ประชาชน ค่าไฟจะลดลงทันที 0.53 บาท/หน่วย เงินหลักหมื่นล้านควรกลับสู่กระเป๋าคนไทย ไม่ใช่ถูกแปรรูปเป็นกำไรปันผลให้เอกชนรวยเละฝ่ายเดียว

พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า ความย้อนแย้งที่น่าหดหู่ใจที่สุด คือในขณะที่ประชาชนควักเนื้อจ่ายค่าน้ำมันจนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว แต่งบการเงินไตรมาส 1/2569 ของบริษัทยักษ์ใหญ่โรงกลั่นน้ำมันกลับ “รวยจนทนไม่ไหว” กวาดกำไรสุทธิสูงถึง 19,481 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปีที่แล้วที่มีกำไรเพียง 2,458 ล้านบาท เท่ากับกำไรพุ่งพรวดเดียว 17,023 ล้านบาท หรือโตกว่า 450% ภายใน 3 เดือน โดยเฉพาะรายได้จากการขายที่ทะยานสูงถึง 114,809 ล้านบาท ขณะที่รัฐบาลยังทำเป็นไขสือแสร้งตามหา “ไอ้โม่ง” ที่ฟันกำไรจากวิกฤติน้ำมันนี้คือเบาะแสชี้ถึงหลักฐานที่สำคัญ หรือกรณีกลุ่มไฟฟ้าเอกชนแห่งหนึ่งที่ขายไฟให้รัฐรายงานกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โตกว่า 40% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า กวาดกำไรเพิ่มขึ้นกว่า 1,490 ล้านบาท

3. สร้างความรับผิดชอบหน่วยรับงบประมาณให้ใช้งบลงทุนตามเวลาที่ได้อนุมัติ ที่ผ่านมาใช้ไม่เกิน 20% เป็นเหตุให้งบค้างท่อจำนวนมาก ซึ่งในทางบัญชีบริหาร นี่คือความล้มเหลวอย่างร้ายแรงการกู้เงินมาแล้วใช้ไม่หมด แต่ “ดอกเบี้ยเดินตั้งแต่วินาทีแรก” คือการเอาเงินภาษีของประชาชนไปเผาทิ้งเปล่าๆ รัฐบาลกู้เงินเกินความสามารถในการเบิกจ่ายซึ่งเป็นการสร้างภาระโดยไม่จำเป็น ข้อมูลเชิงประจักษ์ ในปีงบประมาณ 67-68 รัฐต้องจ่ายดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมเงินกู้สูงถึง 451,000 ล้านบาท ภาระหนี้ และดอกเบี้ยทั้งหมดนี้ตกอยู่กับประชาชนและลูกหลานในอนาคต ผลคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไรต้องรอติดตาม แต่ในมุมมองเชิงโครงสร้าง “ความยุติธรรมต้องมาก่อนเงินกู้” รัฐบาลต้องเลิกอุดรูรั่วด้วยการสร้างหนี้ ด้วยการคุ้มครองสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน รัฐต้องรักษาสัดส่วนการถือครองกิจการไฟฟ้า น้ำมัน และน้ำประปา ไว้ไม่น้อยกว่า 51% เพื่อให้รัฐยังมีอำนาจกำหนดนโยบาย ควบคุมราคา รักษาผลประโยชน์ของประชาชน และเร่งแก้ไขหรือปฏิรูปกฎหมายแข่งขันทางการค้าให้เกิดความสมดุลการค้าระหว่างการค้าเสรีกับการป้องกันการผูกขาด การฮั้วราคา การขายตัดราคา และการใช้อำนาจเหนือตลาดเอาเปรียบผู้ประกอบการรายเล็ก โดยเฉพาะในภาคค้าปลีก ค้าส่ง และแพลตฟอร์มออนไลน์ ที่กลุ่มทุนขนาดใหญ่กำลังควบคุมทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำในเวลาเดียวกัน

พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนรอยต่อสำคัญทางประวัติศาสตร์ หากรัฐยังใช้นโยบายก่อหนี้เพื่อประคองโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเดิมโดยไม่ปฏิรูปความเป็นธรรมเชิงโครงสร้าง วิกฤติจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ถึงเวลาที่รัฐต้องเลิกอุดรูรั่วด้วยเงินกู้ แล้วหันมาซ่อมถังด้วยการสร้างความเป็นธรรม หากไม่ทำเช่นนั้น เงินกู้ 4 แสนล้านบาทนี้จะเป็นเพียงภาษีที่ประชาชนกู้มาเพื่อจ่ายเป็นกำไรปันผลให้กลุ่มทุนผูกขาดเท่านั้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...