โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“เป๊ก-เกรท” การันตี “เจมส์จิ” ชีวิตเปลี่ยนหลังมีลูก! จากพระเอกสายเนี้ยบ สู่คุณพ่อสายละมุน

มาดามเม้าท์

เผยแพร่ 19 มี.ค. เวลา 12.03 น.

“เป๊ก-เกรท” การันตี “เจมส์จิ” ชีวิตเปลี่ยนหลังมีลูก! จากพระเอกสายเนี้ยบ สู่คุณพ่อสายละมุน

เรียกได้ว่าทำเอาแฟนคลับยิ้มตามกันทั้งไทม์ไลน์ เมื่อสองเพื่อนซี้สายฮาอย่าง “เป๊ก” และ “เกรท” ออกมาเม้าท์ถึงพระเอกหนุ่มสุดฮอต “เจมส์จิ” แบบหมดเปลือก หลังเจ้าตัวก้าวเข้าสู่บทบาทคุณพ่อป้ายแดง ซึ่งในรายการ ในรายการ

“My Daddy James” ที่จะพาคุณไปค้นหาคำตอบไปพร้อมกัน รายการของคุณพ่อสายเนิร์ดที่สงสัยทุกเรื่องเกี่ยวกับการเลี้ยงลูก ไม่ได้มาสอนให้เลี้ยงลูกแต่มาถามในสิ่งที่พ่อแม่สงสัย ผ่านมุมมองของพ่อมือใหม่ที่กำลังเรียนรู้ไปพร้อมลูก เผยเบื้องหลังการเลี้ยงลูกแบบไม่มีพี่เลี้ยง ต้องแบ่งหน้าที่และให้กำลังใจกันทุกวัน

ที่มาของชื่อ “น้องพบรัก” ?

เจมส์จิ : ชื่อนี้เป็นชื่อที่แม่เขา (โฟม) เป็นคนตั้งครับ บ้านนี้ชอบชื่อไทย ๆ อย่างหมาที่บ้านชื่อ คิดถึง, หวานใจ และแสนดี ชอบชื่อแบบไทย ๆ ที่มันมีความหมายน่ารัก ๆ แล้วตอนนั้นเขาก็มีชื่อในใจที่แบบคุยกันมาตั้งแต่คบกันแรก ๆ จริง ๆ มีทั้งชื่อผู้ชายและผู้หญิง พอมาจบเลยก็ได้ตกลงชื่อนี้ โดยที่ชื่อจริงและชื่อเล่นเป็นชื่อเดียวกันคือ “พบรัก” แต่ในอนาคตไม่ว่าเพื่อนจะเรียก พบ หรือ รัก หรือว่าอะไรก็แล้วแต่เขา แต่ว่าเราตั้งแค่ว่าชื่อจริงและชื่อเล่นเป็นชื่อเดียวกัน

ความรู้สึกเมื่อรู้ว่า เจมส์ จะได้เป็นพ่อคน ?

เกรท วรินทร : คือวันนั้นไปดูละครเวทีด้วยกัน แล้วโฟมก็ตั้งกล้อง แล้วก็บอกว่าจะมีลูกแล้ว ตอนนั้นใจผมไม่ได้ตกใจมากแต่ผมช็อก มีความอึ้ง ๆ นิดหนึ่งในใจว่า เฮ้ย! น้องเราจะมีลูกแล้วจริง ๆ เหรอ เป็นพ่อคนแล้วจริง ๆ เหรอ ในใจรู้สึกว่าเขาได้ก้าวข้ามความแบบสิ่งเดิม ๆ ที่เคยอยู่ แล้ววันหนึ่งเหมือนเป็นหนังสือเล่มใหม่ที่เป็นพ่อคน แล้ววันนั้นก็เลยแบบดีใจด้วย

เป๊ก เปรมณัช : เพราะชีวิตเจมส์มันดราม่ากว่าที่คิด ความจริงของพระเอกที่เราทุกคนเข้าใจ ว่ามีชีวิตแบบนี้เหรอ ชีวิตดารามันจะลำบากขนาดไหน การใช้ชีวิตของเขา หรือการจะมีความรักสักครั้งหนึ่งโคตรลำบากเลย แต่เขาก็เลือกผู้หญิงคนนี้มาเป็นภรรยาในอนาคตให้ได้ แล้วพอได้มาแต่งงาน แฮปปี้ในโมเมนต์นั้นแล้ว ซึ่งแค่ดีเทลในการจัดงานแต่งงานก็ต้องพิเศษมาก ต้องไม่เหมือนใคร รู้สึกว่าจะต้องคัดคนแค่นี้ เพื่อไปในสเปซของเขาสองคนที่แบบแค่นี้เท่านั้น ก็ต้องไปจัดที่สวนผึ้ง แล้วโมเมนต์นั้นก็ดีมาก รู้สึกว่านั่นคือการให้ความสำคัญของแค่ผู้ชายคนหนึ่งที่ให้กับผู้หญิงคนหนึ่งในเรื่องของการแต่งงาน นั่นแหละคือชีวิตคู่ แต่ว่ามาสเต็ปต่อไปที่การจะมีลูกอีก

ในวันที่มีลูกรู้สึกยังไง ?

เป๊ก เปรมณัช : ในมุมเราคือก็ต้องเริ่มจากคู่ก่อนนะ ไม่รู้ในมุมของพี่นะคือเราใช้ชีวิตคู่กับเขามา 10 กว่าปี นิว มันแบบผ่านพ้นกันมาหลากหลายรูปแบบหลายประสบการณ์มาก แต่พอมาถึงโมเมนต์นั้น มันเหมือนแบบจุดศูนย์กลางของโลกเปลี่ยน แต่ตอนนี้เหมือนมันมีแรงโน้มถ่วงใหม่ของโลกมาปะทะ แรงปะทะนั้นก็ทำให้น้ำตาไหล โมเมนต์วันนั้นวุ่นวายมาก เหมือนเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต ที่จะทำให้เราอยากใช้ชีวิตเพื่อเขา เราจะเปลี่ยนอยากเป็นตัวอย่างตัวที่ดีมากขึ้น เพราะสุดท้ายเราคือต้นแบบของเขาในอนาคต แต่วันนี้คือสายโลหิตของเราที่เชื่อมต่อ นี่โยงไปถึงวงศ์ตระกูลของเรา มันตื้นตัน แล้วสุดท้ายก็ร้องไห้ออกมา

เจมส์จิ : คือของผมกลับไปโฟกัสที่แม่ก่อน คือโฟมเขาเป็นคนที่กลัวเข็มอยู่แล้ว เราก็รู้ว่าเขากลัวการผ่าตัด กลัวเข็ม ก็เลยพยายามเอาใจเราไปอยู่ที่เขาก่อน ทำยังไงก็ได้ให้เขารู้สึกว่าโอเค แต่เอาจริง ๆ ก็ตื่นเต้น แต่แม่เขาบอกว่าพ่อมือเย็นมาก ลูกเราก็กังวลอยู่ว่าจะปลอดภัยไหมและครบ 32 ไหม พอเราอยู่ในห้องนั้นสักพักหนึ่ง แล้วตอนที่เราปรึกษากับคุณหมอ ทุกอย่างตอนอัลตราซาวด์ดูดีหมดก็รู้สึกว่าโอเค โอกาสที่จะปลอดภัยสูง แต่พอจังหวะที่ผมได้ยินเสียงลูกครั้งแรกตอนนั้นก็ตื่นเต้นนะมันคือ lifetime project มันคือสิ่งที่เราไม่สามารถทิ้งไว้ได้แล้ว ชีวิตเราจะเปลี่ยนไปตลอดกาลแล้ว เราละทิ้งหน้าที่การเป็นพ่อเป็นแม่ไม่ได้ แต่ความมหัศจรรย์คือ ผมรู้สึกว่าค่อย ๆ รักขึ้นเรื่อย ๆ คือผมไม่ได้แบบพุ่งขึ้นมาทันทีแต่มันค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แล้วมารู้ตัวอีกทีก็เกือบเดือนแล้ว ตอนแรกเราก็รู้สึกว่าเป็นคนค่อนข้างชิล แต่ว่าพอมองหน้าเขาไปเรื่อย ๆ มันเริ่มมีความเป็นห่วง ต้องการเทคแคร์ แล้วอีกสิ่งหนึ่งที่พิเศษมากก็คือว่า เรามองหน้าเขา แล้วเพลินได้ทั้งวัน มันมีโมเมนต์แบบนั้นจริง ๆ

เป๊ก เปรมณัช : ก็เหมือนที่พี่บอก สิ่งมีชีวิตที่เอาเท้ามาแตะหน้าเรา แล้วเรารู้สึกดี ถ้าเป็นคนอื่นเอาเท้ามาแตะหน้าเรา มันคงไม่รู้สึกดีแบบนี้ แต่พอเป็นลูกเรา มันรู้สึกละมุน มันไม่มีอะไรแบบนี้แล้ว นอกจากลูกของเรา แตะแล้วก็อยากดม อยากจะคลอเคลีย มันเป็นความรู้สึกที่เต็มอิ่มมาก มองหน้าเขา ป้อนข้าวเขา แค่อุ้มเขา หัวเขาเกือบจะตกเตียง ก็แบบ อย่าตื่นนะ อย่าตื่นนะ แล้วก็ยกเขาขึ้นมา ถ้าจะลงไปข้างล่างไปคุยกับแม่ ก็ต้องคอยดูว่าเขาดิ้นไหม ดิ้นไปทางซ้ายหรือเปล่า จะตกเตียงไหม คอยไปเช็ก

อยากเป็นคุณพ่อแบบไหน ?

เจมส์จิ : อยากเป็นคุณพ่อที่หล่อมากครับแค่นั้น คือผมตอบเล่น ๆ คือมันเป็นการพูดเล่น ๆ ว่าแบบหล่อมาก ๆ แต่มันก็มีความจริงอยู่ในนั้น อย่างรายการนี้ชื่อว่า My Daddy พอภรรยาตั้งครรภ์ มันมีอันหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าเป็นจุดเปลี่ยน อย่างน้อยที่สุดอะไรที่เรายังไม่ดีควรพัฒนาต่อไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาชีพ หน้าที่การงาน เรื่องคู่ชีวิต เรื่องครอบครัว ทุกอย่างเลย แล้วก็รู้สึกว่าถ้าเราจะเป็น best version เหมือนที่พี่พูด เราก็ต้องมีวินัยมากขึ้น แล้วก็ต้องมีพัฒนาการค่อนข้างเยอะแล้วก็รู้สึกว่าอยากให้ลูกเกิดมาแล้วภูมิใจในตัวเรา แล้วก็อยากให้ภรรยาภูมิใจในตัวเราแบบว่า “ลูกใครอ๋อ นี่ไง My Daddy James อะไรอย่างนี้ คืออยากให้เขารู้สึกภูมิใจนั่นหมายความว่า ไม่ว่าจะเรื่องออกกำลังกาย อะไรต่าง ๆ

หรือเรื่องงาน พยายามทำให้มันดีขึ้นเรื่อย ๆ คือเราก็ไม่รู้หรอกว่าสุดท้ายลูกหรือภรรยาจะสนใจสิ่งที่เราทำไหม แต่แค่ทำไว้เหมือนตั้ง goal ไว้ ถ้าเขาหันมาบอกว่า ภูมิใจที่มีพ่อแบบนี้หรือภูมิใจที่มีสามีแบบนี้ ผมก็จบแล้ว หรือถ้าเขาไม่สนใจก็จะทำต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าวันไหน เขาอาจจะกำลังเล่นอยู่ แล้วหันมามองผมก็ถือว่า Complete goal ของผม

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...