“เป๊ก-เกรท” การันตี “เจมส์จิ” ชีวิตเปลี่ยนหลังมีลูก! จากพระเอกสายเนี้ยบ สู่คุณพ่อสายละมุน
“เป๊ก-เกรท” การันตี “เจมส์จิ” ชีวิตเปลี่ยนหลังมีลูก! จากพระเอกสายเนี้ยบ สู่คุณพ่อสายละมุน
เรียกได้ว่าทำเอาแฟนคลับยิ้มตามกันทั้งไทม์ไลน์ เมื่อสองเพื่อนซี้สายฮาอย่าง “เป๊ก” และ “เกรท” ออกมาเม้าท์ถึงพระเอกหนุ่มสุดฮอต “เจมส์จิ” แบบหมดเปลือก หลังเจ้าตัวก้าวเข้าสู่บทบาทคุณพ่อป้ายแดง ซึ่งในรายการ ในรายการ
“My Daddy James” ที่จะพาคุณไปค้นหาคำตอบไปพร้อมกัน รายการของคุณพ่อสายเนิร์ดที่สงสัยทุกเรื่องเกี่ยวกับการเลี้ยงลูก ไม่ได้มาสอนให้เลี้ยงลูกแต่มาถามในสิ่งที่พ่อแม่สงสัย ผ่านมุมมองของพ่อมือใหม่ที่กำลังเรียนรู้ไปพร้อมลูก เผยเบื้องหลังการเลี้ยงลูกแบบไม่มีพี่เลี้ยง ต้องแบ่งหน้าที่และให้กำลังใจกันทุกวัน
ที่มาของชื่อ “น้องพบรัก” ?
เจมส์จิ : ชื่อนี้เป็นชื่อที่แม่เขา (โฟม) เป็นคนตั้งครับ บ้านนี้ชอบชื่อไทย ๆ อย่างหมาที่บ้านชื่อ คิดถึง, หวานใจ และแสนดี ชอบชื่อแบบไทย ๆ ที่มันมีความหมายน่ารัก ๆ แล้วตอนนั้นเขาก็มีชื่อในใจที่แบบคุยกันมาตั้งแต่คบกันแรก ๆ จริง ๆ มีทั้งชื่อผู้ชายและผู้หญิง พอมาจบเลยก็ได้ตกลงชื่อนี้ โดยที่ชื่อจริงและชื่อเล่นเป็นชื่อเดียวกันคือ “พบรัก” แต่ในอนาคตไม่ว่าเพื่อนจะเรียก พบ หรือ รัก หรือว่าอะไรก็แล้วแต่เขา แต่ว่าเราตั้งแค่ว่าชื่อจริงและชื่อเล่นเป็นชื่อเดียวกัน
ความรู้สึกเมื่อรู้ว่า เจมส์ จะได้เป็นพ่อคน ?
เกรท วรินทร : คือวันนั้นไปดูละครเวทีด้วยกัน แล้วโฟมก็ตั้งกล้อง แล้วก็บอกว่าจะมีลูกแล้ว ตอนนั้นใจผมไม่ได้ตกใจมากแต่ผมช็อก มีความอึ้ง ๆ นิดหนึ่งในใจว่า เฮ้ย! น้องเราจะมีลูกแล้วจริง ๆ เหรอ เป็นพ่อคนแล้วจริง ๆ เหรอ ในใจรู้สึกว่าเขาได้ก้าวข้ามความแบบสิ่งเดิม ๆ ที่เคยอยู่ แล้ววันหนึ่งเหมือนเป็นหนังสือเล่มใหม่ที่เป็นพ่อคน แล้ววันนั้นก็เลยแบบดีใจด้วย
เป๊ก เปรมณัช : เพราะชีวิตเจมส์มันดราม่ากว่าที่คิด ความจริงของพระเอกที่เราทุกคนเข้าใจ ว่ามีชีวิตแบบนี้เหรอ ชีวิตดารามันจะลำบากขนาดไหน การใช้ชีวิตของเขา หรือการจะมีความรักสักครั้งหนึ่งโคตรลำบากเลย แต่เขาก็เลือกผู้หญิงคนนี้มาเป็นภรรยาในอนาคตให้ได้ แล้วพอได้มาแต่งงาน แฮปปี้ในโมเมนต์นั้นแล้ว ซึ่งแค่ดีเทลในการจัดงานแต่งงานก็ต้องพิเศษมาก ต้องไม่เหมือนใคร รู้สึกว่าจะต้องคัดคนแค่นี้ เพื่อไปในสเปซของเขาสองคนที่แบบแค่นี้เท่านั้น ก็ต้องไปจัดที่สวนผึ้ง แล้วโมเมนต์นั้นก็ดีมาก รู้สึกว่านั่นคือการให้ความสำคัญของแค่ผู้ชายคนหนึ่งที่ให้กับผู้หญิงคนหนึ่งในเรื่องของการแต่งงาน นั่นแหละคือชีวิตคู่ แต่ว่ามาสเต็ปต่อไปที่การจะมีลูกอีก
ในวันที่มีลูกรู้สึกยังไง ?
เป๊ก เปรมณัช : ในมุมเราคือก็ต้องเริ่มจากคู่ก่อนนะ ไม่รู้ในมุมของพี่นะคือเราใช้ชีวิตคู่กับเขามา 10 กว่าปี นิว มันแบบผ่านพ้นกันมาหลากหลายรูปแบบหลายประสบการณ์มาก แต่พอมาถึงโมเมนต์นั้น มันเหมือนแบบจุดศูนย์กลางของโลกเปลี่ยน แต่ตอนนี้เหมือนมันมีแรงโน้มถ่วงใหม่ของโลกมาปะทะ แรงปะทะนั้นก็ทำให้น้ำตาไหล โมเมนต์วันนั้นวุ่นวายมาก เหมือนเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต ที่จะทำให้เราอยากใช้ชีวิตเพื่อเขา เราจะเปลี่ยนอยากเป็นตัวอย่างตัวที่ดีมากขึ้น เพราะสุดท้ายเราคือต้นแบบของเขาในอนาคต แต่วันนี้คือสายโลหิตของเราที่เชื่อมต่อ นี่โยงไปถึงวงศ์ตระกูลของเรา มันตื้นตัน แล้วสุดท้ายก็ร้องไห้ออกมา
เจมส์จิ : คือของผมกลับไปโฟกัสที่แม่ก่อน คือโฟมเขาเป็นคนที่กลัวเข็มอยู่แล้ว เราก็รู้ว่าเขากลัวการผ่าตัด กลัวเข็ม ก็เลยพยายามเอาใจเราไปอยู่ที่เขาก่อน ทำยังไงก็ได้ให้เขารู้สึกว่าโอเค แต่เอาจริง ๆ ก็ตื่นเต้น แต่แม่เขาบอกว่าพ่อมือเย็นมาก ลูกเราก็กังวลอยู่ว่าจะปลอดภัยไหมและครบ 32 ไหม พอเราอยู่ในห้องนั้นสักพักหนึ่ง แล้วตอนที่เราปรึกษากับคุณหมอ ทุกอย่างตอนอัลตราซาวด์ดูดีหมดก็รู้สึกว่าโอเค โอกาสที่จะปลอดภัยสูง แต่พอจังหวะที่ผมได้ยินเสียงลูกครั้งแรกตอนนั้นก็ตื่นเต้นนะมันคือ lifetime project มันคือสิ่งที่เราไม่สามารถทิ้งไว้ได้แล้ว ชีวิตเราจะเปลี่ยนไปตลอดกาลแล้ว เราละทิ้งหน้าที่การเป็นพ่อเป็นแม่ไม่ได้ แต่ความมหัศจรรย์คือ ผมรู้สึกว่าค่อย ๆ รักขึ้นเรื่อย ๆ คือผมไม่ได้แบบพุ่งขึ้นมาทันทีแต่มันค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แล้วมารู้ตัวอีกทีก็เกือบเดือนแล้ว ตอนแรกเราก็รู้สึกว่าเป็นคนค่อนข้างชิล แต่ว่าพอมองหน้าเขาไปเรื่อย ๆ มันเริ่มมีความเป็นห่วง ต้องการเทคแคร์ แล้วอีกสิ่งหนึ่งที่พิเศษมากก็คือว่า เรามองหน้าเขา แล้วเพลินได้ทั้งวัน มันมีโมเมนต์แบบนั้นจริง ๆ
เป๊ก เปรมณัช : ก็เหมือนที่พี่บอก สิ่งมีชีวิตที่เอาเท้ามาแตะหน้าเรา แล้วเรารู้สึกดี ถ้าเป็นคนอื่นเอาเท้ามาแตะหน้าเรา มันคงไม่รู้สึกดีแบบนี้ แต่พอเป็นลูกเรา มันรู้สึกละมุน มันไม่มีอะไรแบบนี้แล้ว นอกจากลูกของเรา แตะแล้วก็อยากดม อยากจะคลอเคลีย มันเป็นความรู้สึกที่เต็มอิ่มมาก มองหน้าเขา ป้อนข้าวเขา แค่อุ้มเขา หัวเขาเกือบจะตกเตียง ก็แบบ อย่าตื่นนะ อย่าตื่นนะ แล้วก็ยกเขาขึ้นมา ถ้าจะลงไปข้างล่างไปคุยกับแม่ ก็ต้องคอยดูว่าเขาดิ้นไหม ดิ้นไปทางซ้ายหรือเปล่า จะตกเตียงไหม คอยไปเช็ก
อยากเป็นคุณพ่อแบบไหน ?
เจมส์จิ : อยากเป็นคุณพ่อที่หล่อมากครับแค่นั้น คือผมตอบเล่น ๆ คือมันเป็นการพูดเล่น ๆ ว่าแบบหล่อมาก ๆ แต่มันก็มีความจริงอยู่ในนั้น อย่างรายการนี้ชื่อว่า My Daddy พอภรรยาตั้งครรภ์ มันมีอันหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าเป็นจุดเปลี่ยน อย่างน้อยที่สุดอะไรที่เรายังไม่ดีควรพัฒนาต่อไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาชีพ หน้าที่การงาน เรื่องคู่ชีวิต เรื่องครอบครัว ทุกอย่างเลย แล้วก็รู้สึกว่าถ้าเราจะเป็น best version เหมือนที่พี่พูด เราก็ต้องมีวินัยมากขึ้น แล้วก็ต้องมีพัฒนาการค่อนข้างเยอะแล้วก็รู้สึกว่าอยากให้ลูกเกิดมาแล้วภูมิใจในตัวเรา แล้วก็อยากให้ภรรยาภูมิใจในตัวเราแบบว่า “ลูกใครอ๋อ นี่ไง My Daddy James อะไรอย่างนี้ คืออยากให้เขารู้สึกภูมิใจนั่นหมายความว่า ไม่ว่าจะเรื่องออกกำลังกาย อะไรต่าง ๆ
หรือเรื่องงาน พยายามทำให้มันดีขึ้นเรื่อย ๆ คือเราก็ไม่รู้หรอกว่าสุดท้ายลูกหรือภรรยาจะสนใจสิ่งที่เราทำไหม แต่แค่ทำไว้เหมือนตั้ง goal ไว้ ถ้าเขาหันมาบอกว่า ภูมิใจที่มีพ่อแบบนี้หรือภูมิใจที่มีสามีแบบนี้ ผมก็จบแล้ว หรือถ้าเขาไม่สนใจก็จะทำต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าวันไหน เขาอาจจะกำลังเล่นอยู่ แล้วหันมามองผมก็ถือว่า Complete goal ของผม