โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ถอดคำพิพากษาศาลชั้นต้น ยกประโยชน์สงสัยให้จำเลย 'แอม ไซยาไนด์' พ้นผิด! วางยาพิษ-ฆ่าวิศวกรสาว

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 19 มี.ค. เวลา 10.47 น. • เผยแพร่ 19 มี.ค. เวลา 08.54 น.

คอลัมน์ อาชญากรรม โดย อาชญา ข่าวสด

มหากาพย์คดีสะเทือนขวัญที่สังคมไทยให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง กรณี ‘แอม ไซยาไนด์’ หรือนางสรารัตน์ รังสิวุฒาภรณ์ อดีตเท้าแชร์สาวผู้ตกเป็นจำเลยในคดีวางยาพิษสังหารเหยื่อหลายราย โดยใช้ความสัมพันธ์ใกล้ชิด ทั้งเพื่อนสนิท ญาติคนรู้จัก และเพื่อนร่วมวงแชร์

ส่วนใหญ่มุ่งเน้นกลุ่มภรรยาตำรวจและผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจ

รูปแบบแผนประทุษกรรมมักเริ่มจากการขอยืมเงินหลักหมื่นถึงหลักแสนบาท ชวนลงทุนปล่อยกู้ หรือหลอกให้ไถ่ถอนทองคำมูลค่าสูง

ก่อนเกิดเหตุพฤติกรรมนัดเหยื่อไปรับประทานอาหาร หรือขับรถไปรับส่งยังสถานที่ต่างๆ จากนั้นฉวยโอกาสให้เหยื่อกินสารพิษไซยาไนด์ ที่ปะปนมาในรูปแบบยาลดความอ้วน ยาแก้ไอ ยารักษาริดสีดวง หรือแคปซูลอ้างว่าเป็นยาสมุนไพรแก้ลองโควิด

เมื่อเหยื่อเริ่มมีอาการแน่นหน้าอก หมดสติ และเสียชีวิตในเวลาต่อมา นางสรารัตน์จะลักเอาทรัพย์สินติดตัวของเหยื่อไป เช่น เงินสด ทองคำ รถยนต์ และโทรศัพท์มือถือ รวมถึงหนี้สินที่ติดค้างกับผู้ตายจะถูกระงับไปโดยปริยาย

ก่อนหน้านี้ศาลมีคำพิพากษาไปแล้ว 2 คดี คือ วางยาพิษฆาตกรรม น.ส.ศิริพร หรือก้อย ขันวงษ์ อายุ 32 ปี ในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2567 ลงโทษประหารชีวิต

ขณะที่ พ.ต.ท.วิฑูรย์ รังสิวุฒาภรณ์ อดีตสามี และอดีตรอง ผกก.สภ.สวนผึ้ง จำเลยที่ 2 และ น.ส.ธันย์นิชา เอกสุวรรณวัตร์ หรือทนายพัช จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานช่วยเหลือจำเลยที่ 1 มิต้องรับโทษหรือรับโทษน้อยลง และซ่อนเร้นทำลายหลักฐาน ลงโทษจำคุกคนละ 2 ปี แต่ พ.ต.ท.วิฑูรย์ให้การเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน

อีกคดีคือวางยาพิษฆาตกรรม ‘สารวัตรปู’ พ.ต.ต.หญิง นิภา แสนจันทร์ โดยศาลพิพากษาให้ประหารชีวิตเช่นเดียวกัน แต่ ‘แอม ไซยาไนด์’ ให้การเป็นประโยชน์ในชั้นศาลบ้าง จึงลดโทษ 1 ใน 3 เหลือ “จำคุกตลอดชีวิต” เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569

ล่าสุด วันที่ 11 มีนาคม 2569 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.274/2568 ซึ่งเป็นคดีที่ 3 ในชุดคดีมหาศาลที่อัยการยื่นฟ้องแอมในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน

จากกรณีการเสียชีวิตของ น.ส.นิตยา แก้วบุปผา วิศวกรสาว วัย 36 ปี เมื่อปี 2563

คดีนี้ พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ฟ้อง แอม ไซยาไนด์ เป็นจำเลย ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อนฯ จากกรณีเมื่อระหว่างวันที่ 22-23 สิงหาคม 2563

จำเลยถูกกล่าวหาว่า ได้ใส่ไซยาไนด์ลงในเครืองดื่มให้ น.ส.นิตยาดื่ม กิน จนถึงแก่ความตาย เนื่องจากระบบไหลเวียนโลหิตและการหายใจล้มเหลวแล้ว

โดยมีมูลเหตุประสงค์ต่อทรัพย์สินของผู้ตาย

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโดยละเอียด แม้จะเชื่อได้ว่าผู้ตายได้รับสารไซยาไนด์จริง เนื่องจากร่างกายที่เคยแข็งแรงกลับเสียชีวิตอย่างกะทันหัน และมีร่องรอยการขาดออกซิเจน สอดคล้องกับพยานผู้เชี่ยวชาญ

แต่ศาลเห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์ยังมีข้อพิรุธ และไม่หนักแน่นเพียงพอ ในประเด็นสำคัญ ดังนี้

จากคำเบิกความของพยานหลายปากให้การยืนยันว่า ผู้ตายมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงมาโดยตลอด และผู้ตายมีปัญหาเรื่องหนี้สินจากวงแชร์

พยานเคยพบเห็นจำเลยไปหาผู้ตายที่ทำงานอยู่ที่ไซต์งานก่อสร้างโรงพยาบาลใน จ.นครปฐม และทำตัวมีพิรุธ จึงจดจำใบหน้าของจำเลยได้เป็นอย่างดี

ดังนั้น การที่จำเลยอ้างว่าไม่เคยไปหาผู้ตายที่ไซต์งานก่อสร้าง จึงเป็นข้อกล่าวอ้างที่ไม่มีพยานหลักฐาน

สำหรับในคืนเกิดเหตุมีพยานซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของผู้ตายไปหาผู้ตายที่หอพัก พบเห็นจำเลยและผู้ตายนั่งพูดคุยกันอยู่ที่โถงชั้นล่างของหอพัก โดยผู้ตายอ้างว่ากับพยานว่า นำรถยนต์ไปจำนำไว้ในราคา 150,000 บาท และจะคืนเงินให้กับพยานในวันถัดไป เพราะจะนำเงินไปฝากที่ธนาคารก่อน โดยที่พยานไม่เห็นเงินจำนวนนั้นว่าอยู่ที่ผู้ตายจริงหรือไม่

ขณะเดียวกัน ผู้ตายชักชวนพยานให้ไปกินข้าวเย็นกับจำเลย แต่พยานปฏิเสธและมาทราบข่าววันต่อมาว่า ผู้ตายเสียชีวิต

นอกจากนั้น แพทย์ผู้ผ่าพิสูจน์ศพให้การเบิกความว่า ไม่สามารถวินิจฉัยได้ว่าเสียชีวิตจากสารไซยาไนด์หรือไม่ เนื่องจากไม่มีการตรวจหา เพราะขณะนั้นไม่มีข้อสงสัยว่าผู้เสียชีวิตเกี่ยวข้องกับสารไซยาไนด์

ขณะที่แพทย์ของโรงพยาบาลศิริราชซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการตรวจหาสารพิษในร่างกาย ให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวนว่า ดูจากภาพถ่ายการเสียชีวิต และผลการชันสูตรของแพทย์นิติเวช มีร่องรอยการขาดออกซิเจน คล้ายอาการที่เกิดจากสารไซยาไนด์

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นถูกต้องตามหลักวิชาการ สัมพันธ์กับแพทย์นิติเวชที่ผ่าพิสูจน์ศพ และสอดคล้องกับพยานที่เบิกความยืนยันว่า ผู้ตายมีสภาพร่างกายที่แข็งแรงมาตลอด จึงเชื่อว่าสาเหตุการเสียชีวิตไม่ได้เกิดจากอาการเจ็บป่วย

ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าผู้เสียชีวิตได้รับสารไซยาไนด์จริง

แต่โจทก์ไม่สามารถนำสืบได้ชัดเจนว่าจำเลยครอบครองสารไซยาไนด์ในช่วงปี 2563 หรือไม่

เพราะปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยสั่งซื้อและมีสารโพแทสเซียมไซยาไนด์ไว้ในครอบครองเมื่อช่วงเดือนสิงหาคม 2565 เป็นเวลาภายหลังจากที่ผู้ตายเสียชีวิตแล้ว

ส่วนสารโพแทสเซียมไซยาไนด์ที่โจทก์เชื่อว่าจำเลยใช้ในการก่อเหตุฆ่าผู้ตาย โจทก์มิได้นำสืบให้ปรากฏชัดแจ้งว่า จำเลยมีไว้ในครอบครองหรือไม่ หรือจำเลยได้วางแผนตระเตรียมจัดหาหรือสั่งซื้อจากผู้ใดและเมื่อใด

พยานหลักฐานอื่นของโจทก์ก็ยังไม่หนักแน่นเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้ก่อเหตุฆ่าผู้ตาย

ส่วนที่ปรากฏว่าจำเลยถูกกล่าวหาว่าฆ่าผู้ตายรายอื่นอีกหลายราย โดยมีพฤติการณ์ใส่ไซยาไนด์ลงในอาหาร เครื่องดื่ม เหมือนกับคดีนี้ และศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยแล้วในบางคดีนั้น

แต่เนื่องจากการพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหรือไม่ ต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานเป็นเรื่องๆ ไป

การที่จำเลยกระทำความผิดและศาลมีคำพิพากษาลงโทษในคดีอื่น ย่อมไม่อาจนำมารับฟังให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยได้

ส่วนข้อกล่าวหาจำเลยมีความประสงค์ต่อทรัพย์หรือไม่ เมื่อพิจารณาประกอบพฤติการณ์ที่อาจเป็นผู้ตายเองที่นำรถยนต์โตโยต้าฟอร์จูนเนอร์จำนำไว้กับจำเลย ผู้ตายจึงอาจจำนำรถยนต์ฮอนด้า ไว้กับจำเลยอีกคันหนึ่งก็เป็นได้

เพราะหากจำเลยมีเจตนาเอารถยนต์คันดังกล่าวของผู้ตายไปโดยทุจริต จำเลยไม่จำต้องแจ้งให้พยานทราบ เพื่อให้นำเงินมาไถ่รถยนต์คันดังกล่าวคืนแต่อย่างใด

ดังนั้น หากผู้ตายจำนำรถยนต์ทั้งสองคันดังกล่าวไว้กับจำเลยจริง จำเลยในฐานะผู้รับจำนำย่อมมีสิทธิให้ญาติผู้ตายนำเงิน 150,000 บาท มาไถ่จำนำรถยนต์ฮอนด้า และมีสิทธิที่จะยึดรถยนต์โตโยต้าฟอร์จูนเนอร์ ไว้จนกว่าจะได้รับชำระหนี้หรือมีการไถ่จำนำ

ตามพฤติการณ์จึงยังมีเหตุสงสัยตามสมควรว่า จำเลยไม่มีมูลเหตุจูงใจประสงค์ต่อทรัพย์ของผู้ตายดังที่โจทก์อ้าง

แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ตายอยู่กับจำเลยที่ร้านอาหารในคืนก่อนที่ผู้ตายจะเสียชีวิต แต่เมื่อพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบยังมีความสงสัยว่าจำเลยได้ใช้ไซยาไนด์ใส่ในอาหารหรือเครื่องดื่มให้ผู้ตาย โดยมีมูลเหตุจูงใจประสงค์ต่อทรัพย์ของผู้ตายหรือไม่

ศาลจึงยึดหลัก “ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย” พิพากษายกฟ้องและยกคำร้องค่าสินไหมทดแทน

รวมถึงไม่จำต้องวินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยในประเด็นอื่นอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง และเมื่อจำเลยไม่มีความผิดตามฟ้อง

แต่ยังคงสั่งขังจำเลยไว้ในระหว่างอุทธรณ์ เนื่องจากเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง

‘แอม ไซยาไนด์’ ผ่านไปแล้ว 3 คดี คำตัดสินมีทั้งประหารชีวิต จำคุกชั่วชีวิต และยกฟ้องในคดีที่ 3

สะท้อนให้เห็นว่าในคดีอาชญากรรมต่อเนื่องที่ผ่านพ้นเวลามานาน ‘พยานหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์’ และ ‘เส้นทางการครอบครองสารพิษ’ คือหัวใจสำคัญ

หากโจทก์ไม่สามารถอุดช่องโหว่นี้ได้ ความยุติธรรมก็ต้องยึดหลัก “ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย”

สังคมยังต้องจับตาดูต่อไปว่า อีก 12 คดีที่เหลือ

น.ส.สาวิตรี บุตรศรีรักษ์ และ น.ส.ดาริณี เทพทวี ผู้เสียชีวิต ปี 2563, นายสุรัตน์ ทรพับ 2564, ร.ต.อ.หญิง กานดา โตไร่, น.ส.รสจรินทร์ นิลน้อย, นางจันทร์รัตน์ วงศ์ไกรสิน, นางมณีรัตน์ พจนารถ, น.ส.กะณิกา ตุลาเดชารัตน์ และ น.ส.ผุสดี สามบุญมี 2565, นายสุทธิศักดิ์ พูนขวัญ และ น.ส.ศิริพร ขันวงษ์ 2566

รวมถึง น.ส.กานติมา แพสะอาด อีก 1 เหยื่อ ใน พ.ศ.2565 และเป็นเพียงหนึ่งเดียวที่รอดชีวิต

กระบวนการยุติธรรมในคดีแอม ไซยาไนด์ จะดำเนินไปในทิศทางใด อย่างไร

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ถอดคำพิพากษาศาลชั้นต้น ยกประโยชน์สงสัยให้จำเลย ‘แอม ไซยาไนด์’ พ้นผิด! วางยาพิษ-ฆ่าวิศวกรสาว

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...