โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภูมิภาค

ผู้แทนไทยใน กสม.อาเซียนแนะใช้ปฏิญญาอาเซียนรับมือฝุ่นพิษข้ามแดน

สยามรัฐ

อัพเดต 06 เม.ย. เวลา 04.27 น. • เผยแพร่ 06 เม.ย. เวลา 03.24 น.

ผู้แทนไทยใน กสม.อาเซียนแนะใช้ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยรับมือมลพิษข้ามแดน

เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2569 ผศ.ดร.ภาณุภัทร จิตเที่ยง ผู้แทนไทยในคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (วาระปี พ.ศ. 2568-2570) เปิดเผยว่า ตนเพิ่งเดินทางกลับจากจังหวัดเชียงใหม่ สิ่งที่ได้เผชิญด้วยตนเองคือปัญหาฝุ่นควันและมลพิษที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น

โดยในช่วงระยะเวลา 3 วันที่นั่น รู้สึกวิงเวียนศีรษะและมีอาการระคายเคืองตามร่างกาย ทำให้เป็นห่วงว่าประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และพื้นที่ภาคเหนือที่เผชิญสถานการณ์ดังกล่าว จะได้รับผลกระทบต่อสุขภาพและชีวิตประจำวันมากเพียงใด

“สถานการณ์ฝุ่นควัน มลพิษข้ามพรมแดน และสารปนเปื้อนในแม่น้ำ ในพื้นที่ภาคเหนือของไทย กลายเป็นความท้าทายด้านสาธารณสุข ธรรมาภิบาล และสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน โดยปัญหาเหล่านี้มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นจากหลายปัจจัย ทั้งไฟป่าและการเผาพื้นที่เกษตร หมอกควันข้ามพรมแดน การปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำจากกิจกรรมเหมืองบริเวณต้นน้ำ

ตลอดจนบริบททางการเมืองและความมั่นคงที่เปราะบาง ไม่ว่าจะเป็นการสู้รบในเมียนมาที่ยังไม่ยุติ อำนาจรัฐที่แตกกระจัดกระจายในพื้นที่ชายแดน และการแข่งขันเชิงภูมิรัฐศาสตร์ของมหาอำนาจเพื่อแย่งชิงแร่หายากและทรัพยากรที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมยุคใหม่” ผศ.ดร.ภาณุภัทร กล่าว

ผู้แทนไทยในคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน กล่าวว่าในบริบทเช่นนี้ ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย สะอาด มีสุขภาพดี และยั่งยืน ซึ่งตนเข้ามาสานต่อจากความริเริ่มของศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.อมรา พงศาพิชญ์ อดีตผู้แทนไทยใน AICHR ก่อนจะได้รับการรับรองโดยผู้นำอาเซียนในการประชุมสุดยอดเมื่อเดือนตุลาคม 2568 จึงเป็นเอกสารที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง

เพราะปฏิญญาฉบับนี้ช่วยวางรากฐานทางหลักการและทิศทางเชิงนโยบาย สำหรับการรับมือกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ซับซ้อนมากขึ้น ผ่านการรับรองสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย สะอาด มีสุขภาพดี และยั่งยืน ในฐานะสิทธิมนุษยชน

ผศ.ดร.ภาณุภัทร กล่าวว่า ปฏิญญาฉบับนี้ยังยืนยันเจตนารมณ์ที่จะป้องกัน ควบคุม ลด บรรเทา และจัดการกับความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับการเข้าถึงข้อมูล การมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายของประชาชน การเข้าถึงความยุติธรรม และการส่งเสริมความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์และเชิงเทคนิค รวมถึงการสร้างสภาวะแวดล้อมที่ปลอดภัยและเอื้ออำนวยต่อการใช้สิทธินี้ด้วย ขณะเดียวกัน ปฏิญญายังเน้นย้ำว่าภาคเอกชนและตัวแสดงที่มิใช่รัฐก็มีหน้าที่ต้องเคารพและส่งเสริมสิทธิในสิ่งแวดล้อมเช่นกัน

ผู้แทนไทยใน AICHR กล่าวว่าด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยนำโดยรัฐบาลใหม่จึงควรพิจารณาประเด็นดังต่อไปนี้ เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิในสิ่งแวดล้อม อันจะนำมาซึ่งผลประโยชน์ระยะยาวต่อการพัฒนาประเทศ คือ

เร่งจัดทำแผนปฏิบัติการระดับชาติเพื่อขับเคลื่อนปฏิญญาอาเซียนฉบับนี้ โดยใช้สถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในภาคเหนืออย่างรุนแรงที่สุด 2. ยกระดับการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะและความโปร่งใสด้านสิ่งแวดล้อม 3. จัดการกับปัจจัยภายในประเทศที่ก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังมากขึ้น 4. ใช้ปฏิญญาฉบับนี้เป็นฐานสำหรับการติดตามตรวจสอบปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน และผลักดันให้เกิดความรับผิดชอบร่วมกันในระดับภูมิภาค 5. ยอมรับว่าการกำกับดูแลสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ชายแดนไม่อาจแยกขาดจากความขัดแย้งและภูมิรัฐศาสตร์ได้ โดยเฉพาะตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา ที่ความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อมย่อมจัดการได้ยากและถูกละเลยได้ง่าย

ด้านนายชัยยนต์ ศรีสมุทร อดีตนายกเทศมนตรีเทศบาลแม่สาย จ.เชียงราย กล่าวถึงสถานการณ์ฝุ่นพิษซึ่ง อ.แม่สายมีค่าฝุ่น PM 2.5 สูงลิ่วติดอันดับต้นของประเทศว่า ปีนี้เข้าสู่เอลนีโญต่อเนื่องหลายปี ทำให้ฝนมาน้อย และประเทศไทยก็เหมือนต้องเอาชนะ PM 2.5 ด้วยการรอฟ้าฝนเท่านั้น เพราะรัฐบาลทุกยุคทำอะไรไม่ได้มากนัก เนื่องจากต้นตอส่วนใหญ่อยู่ต่างประเทศ

“ผมพูดเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2566 แล้วว่า ทางออกนั้นจำเป็นต้องมีการพูดคุยกันทั้ง 3 ฝ่าย ได้แก่ 1. ผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่ 2. รัฐบาล และ 3. ผู้ได้รับผลประโยชน์ ซึ่งก็คือบริษัทที่ส่งเสริมการปลูกและนำเข้าข้าวโพด แต่ที่ผ่านมาเป็นการคุยกันแค่ระหว่างรัฐบาลกับประชาชน ไม่มีใครหารือกับคนพื้นที่อย่างเป็นระบบเลย

ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ออกประกาศให้การนำเข้าข้าวโพดต้องมีใบรับรองจากประเทศต้นกำเนิด คำถามคือไม่มีใครการันตีได้ว่าเขาจะไม่เผา ต่อให้มีการรับรองก็ยังไม่มีหน่วยงานใดรับประกันได้จริงว่ามีการหยุดการเผาในประเทศต้นทาง” อดีตนายกเทศมนตรีเทศบาลแม่สาย กล่าว

นายชัยยนต์ กล่าวว่า สาเหตุที่พื้นที่ อ.แม่สายเผชิญฝุ่นหนักกว่าพื้นที่อื่นเพราะมีลักษณะคล้ายดอยจระเข้กั้นกลางระหว่างเมียนมาและลาว แต่ อ.แม่สายเป็นแอ่งกระทะ อากาศไม่ถ่ายเท ขณะเดียวกันฝั่งเมียนมามีการเผามาตั้งแต่ราวเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา เมื่อผ่านช่วงหนาว กระแสลมตะวันตกเฉียงใต้พัดตีกลับมาที่เชียงราย ทำให้พื้นที่เผชิญผลกระทบสองเด้งแม้ฝั่งไทยจะไม่ได้เผาก็ตาม

“ผมเรียกร้องมาตั้งแต่ปี 2566 ให้มีการประกาศภัยพิบัติแต่ไม่ได้รับการตอบสนอง ผู้ว่าราชการจังหวัดในขณะนั้นให้เหตุผลว่าอาจกระทบต่อการท่องเที่ยว แต่ต่อให้ไม่ประกาศประชาชนในพื้นที่ก็โพสต์รณรงค์ Saveแม่สาย พร้อมรายงานค่าฝุ่นระดับ 800-900 ก็แทบไม่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาอยู่แล้ว การไม่ยอมประกาศภัยสักทีนั้น อาจเป็นเรื่องของปัจจัยทางการเมืองที่ซ่อนอยู่ หากเป็นอย่างนี้ผมว่าเราอยู่ไม่ได้แน่นอน”

ผู้สื่อข่าวถามถึงข้อเสนอถึงรัฐบาล อดีตนายกเทศมนตรีกล่าวว่า อย่างน้อยอยากเห็นผู้ประกอบการปรับแผนให้คนในพื้นที่รู้สึกว่าปีหน้าจะดีขึ้น หากรัฐแก้ปัญหาไม่ได้จริงก็ควรปิดด่านเพื่อไม่ให้มีการนำเข้าข้าวโพด และทำให้เกิดแรงกดดันจนต้องนำมาตรการมาคุยกันอย่างจริงจัง “บริษัทใหญ่ที่เกี่ยวข้องมีไม่กี่ราย และเป็นนายทุนของรัฐบาลทุกรัฐบาล ทำให้การขับเคลื่อนมาตรการจริงจังทำได้ยาก” นายชัยยนต์ กล่าวทิ้งท้าย

#ฝุ่นPM25 #Saveแม่สาย #มลพิษข้ามพรมแดน #สิทธิมนุษยชน #อาเซียน #ทุนผูกขาด #ฝุ่นพิษ #เชียงรายเชียงใหม่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...