โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

จับตา “คนละครึ่งพลัสเฟส 2” เฟสใหม่ เม.ย.นี้ ความหวังเดียวพยุงรายย่อย

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 05 เม.ย. เวลา 00.33 น. • เผยแพร่ 05 เม.ย. เวลา 07.30 น.

นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย เปิดเผยกับ“ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ขณะนี้มีสัญญาณชัดเจนว่าโครงการ “คนละครึ่งพลัสเฟส 2 ” กำลังจะกลับมาอีกครั้งในช่วงเดือนเมษายนนี้ เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันและราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง แม้ยังไม่มีการกำหนดวันเริ่มโครงการอย่างเป็นทางการ แต่ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการร้านอาหาร ได้เริ่มเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับมาตรการดังกล่าวแล้ว

นางฐนิวรรณกล่าวว่า ในสถานการณ์ปัจจุบัน ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นได้ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะต้นทุนด้านการขนส่งที่เพิ่มขึ้นในทุกช่วง ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ ทำให้ต้นทุนสินค้าและบริการปรับสูงขึ้นตามไปด้วย ขณะที่รัฐบาลไม่สามารถเข้าไปอุดหนุนหรือช่วยเหลือเฉพาะภาคธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งได้อย่างทั่วถึง เนื่องจากทุกภาคส่วนได้รับผลกระทบพร้อมกันทั้งหมด

ด้วยเหตุนี้ โครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 จึงถูกมองว่าเป็น “คำตอบเดียว” ในการช่วยเหลือประชาชนในภาพรวม เนื่องจากเป็นมาตรการที่กระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายโดยตรง เพิ่มกำลังซื้อให้กับผู้บริโภค และทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง

จากข้อมูลของโครงการในช่วงที่ผ่านมา พบว่าคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ไม่ได้ส่งผลดีเฉพาะต่อธุรกิจร้านอาหารเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมผู้ประกอบการรายย่อย หรือ Micro SME ประมาณ 1 ล้านรายทั่วประเทศ ซึ่งรวมถึงผู้ค้ารายย่อย กลุ่มสินค้าชุมชน และสินค้า OTOP โดยในจำนวนนี้มีร้านอาหารเข้าร่วมโครงการประมาณ 60% สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของภาคอาหารในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

ในแง่ของผู้บริโภค มาตรการดังกล่าวช่วยเพิ่มกำลังซื้ออย่างมีนัยสำคัญ จากการที่ภาครัฐสนับสนุนค่าใช้จ่ายในสัดส่วน 50% ทำให้เงินในมือของประชาชนเพิ่มขึ้นทันที ตัวอย่างเช่น หากประชาชนมีเงิน 100 บาท จะสามารถใช้จ่ายได้รวม 200 บาท ซึ่งช่วยลดภาระค่าครองชีพ และทำให้สามารถเข้าถึงสินค้าและบริการได้มากขึ้นในชีวิตประจำวัน

ขณะเดียวกัน โครงการคนละครึ่งพลัสในรอบที่ผ่านมา สามารถเข้าถึงประชาชนได้ถึงประมาณ 20 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าเดินทางที่เพิ่มขึ้นทันทีเฉลี่ยวันละประมาณ 100 บาท หรือมากกว่า 1,000 บาทต่อครึ่งเดือน ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากต้องลดค่าใช้จ่ายด้านอาหารลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และกระทบโดยตรงต่อยอดขายของผู้ประกอบการร้านอาหาร

นางฐนิวรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากโครงการเริ่มดำเนินการในเดือนเมษายน ควรพิจารณาขยายระยะเวลาโครงการอย่างน้อย 3 เดือน เพื่อให้ครอบคลุมช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญของการใช้จ่าย เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคไม่ได้ใช้จ่ายทุกวัน การมีระยะเวลามาตรการที่ยาวเพียงพอจะช่วยสร้างความต่อเนื่องของการใช้จ่าย และเพิ่มประสิทธิภาพในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ มาตรการดังกล่าวยังมีความสำคัญต่อการประคองกลุ่มเปราะบางที่มีอยู่กว่า 9 ล้านราย ซึ่งหากรวมสมาชิกในครัวเรือน จะมีจำนวนสูงถึงประมาณ 30–40 ล้านคน หรือเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ ให้สามารถรับมือกับภาวะค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม แม้โครงการคนละครึ่งพลัสจะเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นการบริโภคและพยุงเศรษฐกิจฐานราก แต่ผู้ประกอบการยังจำเป็นต้องปรับตัวด้านการบริหารจัดการต้นทุนควบคู่กันไป ในขณะที่ภาครัฐมีบทบาทในการดูแลภาพรวมเศรษฐกิจให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงิน เพื่อให้ธุรกิจรายย่อยสามารถอยู่รอดได้ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่ท้าทายในปัจจุบัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...