โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

‘เรือบิน’ ยื่นหลักฐานให้ผู้ตรวจฯ ปมบาร์โค้ด โต้เหตุคนถ่ายเจาะข้อมูลผิดกฎหมาย

เดลินิวส์

อัพเดต 25 มีนาคม 2569 เวลา 22.00 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
“เรือบิน-ธนารัตน์” ยื่นหลักฐานเพิ่มให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน ปมคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด ทำให้การเลือกตั้งไม่ลับ โต้กรณีคนถ่ายเจาะข้อมูลผิดกฎหมาย ลั่นไม่ต้องใช้ความพยายามเลย แค่กล้องมือถือก็เชื่อมถึงคนลง วอนศาล รธน. เรียกเป็นพยานความจริงกระจ่างแน่

เมื่อวันที่ 25 มี.ค. ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการรีโหวตมหาวิทยาลัยศรีปทุม พร้อมด้วย นายธนารัตน์ เกื้อวัฒนาพันธ์ุ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อเป็นหลักฐานประกอบคำร้องในคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 2569 ที่ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 213 ของรัฐธรรมนูญ กรณีบัตรเลือกตั้งมีการใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนนรวมถึงผลการลงคะแนนได้ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยรับเป็นการกระทำที่ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญ

นายธรรม์ธีร์ กล่าวว่า หลักฐานที่เรามายื่นให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาในวันนี้ประกอบด้วยหลักฐานเชิงเทคนิคในคิวอาร์โค้ด และบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง รวมถึงหลักฐานที่ขอความร่วมมือจากสื่อมวลชน ช่างภาพอิสระที่ส่งรูป และคลิปกันเข้ามา ทั้งนี้ถ้านำทั้ง 2 ข้อมูลมารวมกันตามที่เราได้แสดงวิธีการจัดการเลือกตั้งก๋วยเตี๋ยวจำลองที่รัฐสภา ก็สามารถทราบได้เลยว่าผู้มาใช้สิทธิได้กาให้กับใครบ้าง แต่วันนี้เรายังไม่ได้นำข้อมูลทั้งสองอย่างมารวมกัน จึงขอความกรุณาว่าถ้าศาลรัฐธรรมนูญอยากทราบ อยากให้เรานำมารวมกัน เรียกเราไปเป็นพยานบนศาล ก็จะทราบว่าใครเลือกใคร แล้วจะได้ทราบว่าการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ ตามรูปถ่ายทั้งหมดที่ได้มาตั้งแต่วันที่ 8 ก.พ. และวันที่ 22 ก.พ. นอกจากนี้ยังส่งความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีที่ระบุว่าคิวอาร์โค้ด บาร์โค้ดไม่ใช่เครื่องมือป้องกันการปลอมแปลง แต่เป็นเทคโนโลยีในการสืบหาข้อมูลย้อนกลับได้ ขึ้นอยู่กับว่าจะสืบย้อนหาข้อมูลอะไร จึงเป็นคำถามที่ถามไปถึง กกต. ว่ามีอะไรจูงใจอะไรที่มาใช้เทคโนโลยีการสืบย้อนกลับ แล้วมาบอกว่าเป็นการป้องกันการปลอมแปลง

ด้านนายธนารัตน์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาเราเห็นแนวทางการต่อสู้ของ กกต. ในเรื่องนี้อยู่ 2 แนวทางคือ 1.จากการแถลงข่าว กกต. ยอมรับว่าบาร์โค้ด สามารถเชื่อมโยงไปที่ต้นขั้วได้ โดยใช้คำว่ามีกลไกทางกฎหมายมากำกับ เอาผิดคนที่ไปเปิดเผยความลับ ซึ่งรายงานที่ตนเขียนไปจะเน้นย้ำในส่วนนี้ว่า ความลับเมื่อถูกเปิดเผยแล้วมันย้อนคืนไม่ได้ ความลับรั่วไหลไปแล้ว เพราะฉะนั้นหลักการที่ว่าความลับถูกปกป้องด้วยกลไกทางกฎหมายใช้ไม่ได้แน่นอน และแนวสู้ข้อที่ 2 คือข้อกำหนดที่ 129 เรื่องรูปแบบการเลือกตั้ง ทาง กกต. มีอำนาจในการทำเครื่องหมายลงไปในบัตรเลือกตั้ง แต่ในวรรคสุดท้ายของข้อดังกล่าวระบุว่ามีเอาไว้เพื่อกันการปลอมแปลงเท่านั้น ซึ่งเราได้หาหลักฐานมาประกอบให้ศาลเห็นว่าคำกล่าวอ้างเรื่องที่ว่า ทำเครื่องหมายเพื่อกันการปลอมแปลงนั้นขาดน้ำหนักเป็นอย่างมาก เพราะจนถึงขนาดนี้ก็ยังไม่เห็นว่าบาร์โค้ดดังกล่าวนำไปใช้เพื่อกันการปลอมแปลงในขั้นตอนไหน

เมื่อถามว่า อีกมุมหนึ่งมีการตั้งข้อสังเกตว่าคนที่พยายามถ่ายเจาะข้อมูล เพื่อให้ทราบว่าใครลงคะแนนให้ใคร อาจจะมีความผิดมากกว่า นายธรรม์ธีร์ กล่าวว่า เป็นความเข้าใจผิด เพราะสิ่งที่เราทำเราไม่ได้เจาะข้อมูลอะไรเลย ข้อมูลที่มีบนบาร์โค้ดไม่ได้เข้ารหัสอะไรเลย ใช้มือถือธรรมดาสแกนก็เห็นตัวเลขแล้ว เป็นตัวเล็กต้นขั้ว ไม่มีใครไปเจาะอะไร ทุกคนใช้แค่กล้องธรรมดา หรือกล้องที่สื่อมวลชนถ่าย เพราะฉะนั้นไม่ได้ใช้ความสามารถในการเจาะอะไรเลย แค่เอากล้องถ่ายตอนผู้มาใช้สิทธิ แล้วตอนนับคะแนนแค่นี้มาลิงก์ก็ทราบแล้วว่าใครกาอะไร

เมื่อถามว่าสิ่งที่ทางกลุ่มพยายามดำเนินการมีการเมืองอยู่เบื้องหลังหรือไม่ นายธรรม์ธีร์ กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่ได้มีการเมืองอยู่เบื้องหลัง ไม่มีใครลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นผู้มีส่วนได้สูญเสีย ตนยอมรับว่าไม่ได้กาในช่องไม่ลงคะแนนให้กับผู้ใด ตนกาให้กับพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่เรื่องนั้นไม่ได้เป็นสาระสำคัญในเรื่องความเป็นกลาง กลุ่มเราพร้อมรับฟังและพยายามทำให้ทุกอย่างตรงไปตรงมา และเป็นประโยชน์กับประชาชน ไม่ได้ตัดสินโดยใช้ความรู้สึก

เมื่อถามว่าในกรณีที่ไม่มีการถ่ายบัตรเลือกตั้งติดต้นขั้ว จะสามารถสืบย้อนไปถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้หรือไม่ นายธนารัตน์ กล่าวว่า ไม่ได้ครับ ด้านนายธรรม์ธีร์ กล่าวว่า ในบัตรเลือกตั้ง ในวันนับคะแนนสื่อมวลชนจำนวนมากถ่ายภาพ แค่นั้นก็อันตรายแล้ว วันนั้นรูปทุกรูปที่ถ่ายคิวอาร์โค้ด บาร์โค้ด ถ้านำรวมกันก็สามารถรู้ได้ แต่ไม่สามารถประเมินได้ว่ากี่คน ซึ่งเท่าที่เห็นแนวทางการตัดสินของศาล แค่รู้ไม่กี่คนแค่หันคูหาที่ด้านก็ผิดแล้ว ตนกล้ายืนยันว่าครั้งนี้ สามารถสืบค้นได้ว่าใครลงคะแนนให้ใครได้มากกว่าการเลือกตั้งในครั้งนั้น

เมื่อถามว่าวันที่ 22 ก.พ. ในการลงคะแนนใหม่มีการถ่ายต้นขั้วและเห็นชื่อประชาชนผู้มาใช้สิทธิ ถือว่าเป็นการเข้าข่ายละเมิดสิทธิเสรีภาพหรือไม่ นายธรรม์ธีร์ กล่าวว่า ตอนถ่ายบัตรเลือกตั้งไม่เห็นชื่อ แต่เห็นคิวอาร์โค้ด และบาร์โค้ด ซึ่งสามารถทราบลำดับได้ หากเรียงลำดับผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง เช่น 300 คนเข้ามาคูหาในลำดับที่ 10 ก็แค่นำบาร์โค้ดที่อยู่ในลำดับที่ 10 มาแมตช์ ก็สามารถทราบได้ว่าเลือกให้กับใคร ส่วนใบหน้าก็สามารถนำไปค้นหาข้อมูลได้ว่าเป็นใคร พร้อมยืนยันว่ากระบวนการที่ไปตรวจสอบมา สามารถยืนยันให้ศาลเห็นว่าบัตรเลือกตั้งสามารถเชื่อมโยงไปยังผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้

ด้านนายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ กล่าวว่า เรื่องนี้ กลุ่มของนายสมชัย ศรีสุทธิยากร และนายธรรม์ธีร์ ได้นำสืบพิสูจน์ให้เห็นว่าการเลือกตั้งไม่เป็นความลับอย่างไรอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งข้อต่อสู้ของ กกต. มี 5 ประเด็นคือหลักๆ วันนี้ กกต. ยอมรับแล้วว่าคิวอาร์โค้ด ถ้ายิงมาแล้วจะรู้ว่ามาจากต้นขั้วใด ขณะที่ กกต. ก็ต่อสู้ว่า มีรัฐธรรมนูญ มีกฎหมาย ห้ามพิสูจน์ทราบ และระเบียบ ให้แยกกันชัดเจนระหว่างต้นขั้วบัตร กับบัตร กับประเด็นที่ 2 อ้างนัยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 6/2561 กรณีการใช้สิทธิเลือกตั้งของผู้พิการ ทางการมองเห็นและผู้สูงอายุ ที่ต้องให้ กปน. เป็นผู้ช่วยลงคะแนน ซึ่งศาลระบุว่าตราบใดที่ยังไม่มีการเปิดเผย หมายความว่าทาง กปน. ไม่เอาไปบอกหรือยังไม่มีใครรู้ก็ถือว่าเป็นความลับอยู่ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับกรณีนี้.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...