Social offloading ยกโหลดเข้าสังคมให้ AI
Cool Tech | จิตต์สุภา ฉิน
Social offloading
ยกโหลดเข้าสังคมให้ AI
ไม่มีใครชอบการต้องเผชิญหน้า บอกปฏิเสธ บอกปัด หรือบอกข่าวร้ายกับคนอื่น อย่างการจะบอกเลิกใครสักคนก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เราจะต้องเรียบเรียงถ้อยคำ ให้เหตุผลและหาวิธีในการพูดแบบบัวไม่ช้ำ น้ำไม่ขุ่น
ที่ผ่านมาต่อให้เราไม่อยากทำหรือคิดคำไม่เก่งแค่ไหนเราก็จะต้องถูกบังคับให้ทำอยู่ดี แต่ในยุคที่ AI ทำแทนเราได้แทบทุกอย่าง หน้าที่ของการคิดถ้อยคำปฏิเสธแบบสวยๆ ก็ถูกยกให้ตกเป็นของ AI ไปโดยปริยาย
CNN รายงานว่า การยกให้ AI ช่วยคิดคำพูดให้ในสถานการณ์ที่เราไม่อยากคิดเองเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมมากในหมู่ Gen Z โดยยกเคสของผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ Emily ที่ได้รับข้อความกลางดึกจาก Patrick ผู้ชายที่เธอไปออกเดตด้วยเมื่อสองวันก่อนหน้า
ข้อความยืดยาวที่ Patrick ส่งมาเริ่มต้นด้วยการถามไถ่ว่าเธอไปวิ่งมาราธอนมาเป็นอย่างไรบ้าง จากนั้นก็ค่อยๆ นำเข้าเรื่องแบบเนียนๆ โดยมีเนื้อหาใจความว่ายังอยากจะเจอ Emily อยู่นะ แต่ตัวเขาเองไม่ได้มองหาความสัมพันธ์จริงจังอะไรในช่วงนี้
ในตอนแรก Emily ก็ไม่ได้คิดว่าข้อความของเขาผิดปกติอะไร กลับรู้สึกว่าก็เขียนได้สุภาพดี อ่านแล้วให้ความรู้สึกว่าเขาเป็นคนดีคนหนึ่ง แต่หลังจากนำข้อความของเขาไปให้เพื่อนๆ อ่าน และเอาเข้าโปรแกรทดสอบว่าเป็นผลงานของ AI หรือไม่ ก็ได้ผลลัพธ์ว่า 99 เปอร์เซ็นต์ AI เป็นคนเขียนขึ้นมา
เมื่อเธอเอาเรื่องนี้กลับไปเผชิญหน้ากับ Patrick เขาก็ยอมรับสารภาพว่าเขาให้ AI เป็นคนร่างข้อความบอกปัดนี้แทนให้จริง เพราะตัวเขาเองก็ห่างหายจากการออกเดตมานานก็เลยไม่ค่อยแน่ใจว่าควรจะบอกปฏิเสธผ่านข้อความยังไงดี ก็เลยหันไปพึ่ง ChatGPT
เทรนด์ของการให้ AI ช่วยเวลาที่เจอโจทย์ทางสังคมยากๆ เป็นสิ่งที่เห็นได้บ่อยขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในกลุ่มเจน Z ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเขียนข้อความปฏิเสธ การช่วยถอดรหัสข้อความกำกวมจากคนที่กำลังคบอยู่ หรือการช่วยร่างบทสนทนายากๆ แทนให้
ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าหากทำบ่อยๆ จนเป็นนิสัยก็อาจจะส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตด้านอารมณ์ โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Z ที่ถือเป็นเจเนอเรชั่นที่ค่อนข้างโดดเดี่ยวเพราะต้องเผชิญหน้ากับการล็อกดาวน์ในช่วงโรคระบาดจนทำให้ไม่มีประสบการณ์ในการสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกันตามแบบที่ควรจะเป็นภายใต้สถานการณ์ปกติ
ทาง Patrick เองก็บอกว่าเขาก็ไม่ได้ปล่อยให้ ChatGPT เขียนข้อความทั้งหกย่อหน้านั้นล้วนๆ นะ จริงอยู่ที่เขาก๊อบปี้ เพสต์ แทบทั้งหมด แต่เขาก็ยังอุตส่าห์ใส่อีโมจิเพิ่มเข้าไปนะ จะได้ดูไม่เป็นหุ่นยนต์มากจนเกินไป
อย่างไรก็ตาม คนอ่านข้อความอย่าง Emily ก็บอกว่าแทนที่ ChatGPT จะช่วยทำให้การบอกปฏิเสธนั้นชัดเจน อ่านแล้วเข้าใจตรงกัน แต่เธออ่านยังไงก็ยังสับสนอยู่ดี ไม่แน่ใจว่าตกลงเขาอยากจะเป็นแค่เพื่อนหรือจะเอายังไงกันแน่
การให้ AI ช่วยในเวลาที่เจอปัญหายากๆ ของการเข้าสังคมแบบนี้ก็มีคำศัพท์ไว้ใช้เรียกโดยเฉพาะด้วยนะคะ นั่นก็คือคำว่า social offloading หรือการยกหน้าที่ด้านการเข้าสังคมไปให้ AI ทำแทน
แม้ Gen Z จะใช้กันเยอะ แต่ก็ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ Gen Z เท่านั้น เจเนอเรชั่นก่อนหน้านั้นอย่างมิลเลเนียลก็ทำด้วยเหมือนกัน
ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าการใช้ AI ช่วยร่างข้อความที่จะส่งให้เพื่อนหรือคนรักก็คือการยกหน้าที่ในการสื่อสารนั้นให้ AI ไปเลย ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหา 2 เด้ง
เด้งแรก ก็คือการสร้างความคาดหวังที่ไม่ตรงจุด เพราะคนที่ได้รับสารไปถือว่าไม่ได้สื่อสารกลับมาที่ตัวผู้ส่งโดยตรง แต่เป็นการสื่อสารกับ AI มากกว่า
เด้งที่สอง หากเราใช้ AI ช่วยเขียนข้อความให้เยอะๆ ก็จะเป็นการกัดกร่อนความมั่นใจในการคิด การเขียน ของตัวเองให้สึกหรอลงเรื่อยๆ ทำให้พลาดโอกาสที่จะได้ฝึกทักษะที่สำคัญยิ่งยวด อย่างการอ่านจับใจความ การคาดการณ์อารมณ์ของคนอื่น หรือการฝึกรับมือกับการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่คลุมเครือ เป็นต้น
ท้ายที่สุด หากเราไม่มีโอกาสได้ฝึกการเข้าสังคมในสถานการณ์ยากๆ ด้วยตัวเองบ้าง ก็จะนำไปสู่ความรู้สึกว่าถ้อยคำของเราหรือสัญชาตญาณของเรานั้นไม่ดีพอ จนจะต้องพึ่ง AI เสมอ
อย่างไรก็ตาม เราสามารถพลิกสถานการณ์ได้โดยไม่จำเป็นต้องตัดขาดเครื่องมือ AI ทิ้งไปเลยโดยสิ้นเชิง เพราะหากใช้ได้ถูกวิธี มันจะเป็นเหมือนโค้ชให้เราฝึกเข้าสังคมได้
นอกจากการใช้ social offloading แล้ว ก็ยังมี Gen Z ที่ใช้ AI อย่าง ChatGPT ในการช่วยฝึกซ้อม ฝึกปรือ ก่อนจะไปเผชิญหน้ากับสถานการณ์ยากๆ กลืนไม่เข้าคายไม่ออกในชีวิตจริง
สถานการณ์ที่เราสามารถซ้อมก่อนลงสนามจริงได้ก็อย่างเช่น การคุยกับผู้จัดการเพื่อขอขึ้นเงินเดือน การให้ฟีดแบ็กด้านลบ ไปจนถึงการรับมือกับความขัดแย้งในที่ทำงาน
วิธีการใช้งานคือปรับให้ ChatGPT อยู่ใน voice mode บอกโจทย์ว่าเราต้องการทำอะไร เช่น อยากซ้อมขอคุยขึ้นเงินเดือน แล้วให้มันรับบทบาทเป็นผู้จัดการ จำลองสถานการณ์ให้เราลองคุย พร้อมให้คำสั่งไปว่าอยากให้ AI ช่วยเพิ่มความยาก เพิ่มความท้าทาย ให้ลองขัดจังหวะ หรือโต้แย้งกลับ ในแบบที่ผู้จัดการอาจจะทำในสถานการณ์จริง
เมื่อฝึกจนพร้อมรับมือกับทุกความเป็นไปได้แล้วก็ไปลงสนามจริงได้อย่างมั่นใจ
เครื่องมือเดียวกัน เราสามารถใช้มันยกโหลดในการทำงานออกจากเราจนหมดก็ได้ แต่วิธีนั้นเราก็จะไม่เรียนรู้อะไร
หากเราปรับวิธีใช้นิดเดียว นอกจากจะได้ผลลัพธ์แล้ว เราก็จะได้ทักษะที่ติดตัวเราไปตลอดชีวิต
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : Social offloading ยกโหลดเข้าสังคมให้ AI
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly