โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘เอกนิติ’ โชว์ปราบ “ของเถื่อนเกลื่อนเมือง” 6 เดือน ยึด 1.36 ล้านชิ้น 2,300 ล้าน มากกว่าปีก่อน 78%

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 28 เม.ย. เวลา 10.19 น. • เผยแพร่ 27 เม.ย. เวลา 21.39 น.

เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 ดร.เอกนิติ นิตทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงผลการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในช่วง 6 เดือนแรกปีงบประมาณ 2569 ณ ห้องโถงชั้นล่าง กรมศุลกากร

“เอกนิติ” โชว์ผลงานปราบ “ของเถื่อนเกลื่อนเมือง” แค่ 6 เดือน ยึดของกลาง 1.36 ล้านชิ้น มูลค่า 2,300 ล้าน มากกว่าปีก่อนตลอดทั้งปี 78% ด้าน ‘ศุภจี’ เตรียมเดินทางไปวอชิงตัน ดี.ซี. – เจรจา USTR ตั้งเป้าหลุดพ้นจาก “Watch List” ยกระดับความเชื่อมั่นการค้า-ดึงดูดลงทุนไทย-เสริมภาพลักษณ์ในเวทีโลก

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีข้อสั่งการกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งยกระดับมาตรการป้องกัน และปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านการค้าและการลงทุนของประเทศ ภายใต้ข้อสั่งการดังกล่าว ทุกภาคส่วน กระทรวงการคลังกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้บูรณาการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั้งตลาดย่านการค้า และช่องทางออนไลน์ โดยผลการดำเนินงานในช่วง 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 (ตุลาคม 2568 – มีนาคม 2569) สามารถจับกุมดำเนินคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั้งสิ้น 332 คดี ยึดของกลางกว่า 1.36 ล้านชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 2,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 78% (ตลอดทั้งปีงบประมาณ 2568 มีมูลค่าความเสียหาย 1,300 ล้านบาท) โดยรัฐบาลพุ่งเป้าการจับกุมไปที่ย่านการค้า โกดังเก็บสินค้า ตลอดจนด่านศุลกากรข้ามแดน ซึ่งความเสียหายดังกล่าวนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่เพียงเศรษฐกิจของประเทศเท่านั้น แต่ยังทำลายความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ด้านการค้าการลงทุนของประเทศในระยะยาวด้วย

ด้านนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ในฐานะหน่วยงานกลางในการประสานบูรณาการการทำงาน ด้านการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ร่วมกับหน่วยงานอื่นไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการคลัง กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมทั้งภาคเอกชน สะท้อนให้เห็นถึงรัฐบาลไทยมีความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจัง เพื่อที่จะออกจาก Watch List ของประเทศคู่ค้าที่ถูกเฝ้าระวัง หรือ อาจถูกสอบสวน ตามมาตรา 301 ของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งการที่ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเรื่องการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ก็เป็นส่วนหนึ่งที่กระทรวงพาณิชย์ได้ยื่นเอกสารข้อมูล หรือคำแก้ต่างต่อสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ไปเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 นอกเหนือจากประเด็นการเกินดุลการค้า การผลิตสินค้ามากเกินความจำเป็น การสวมสิทธิ์สินค้า และแรงงานบังคับ โดยในวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 ตนและ ดร.เอกนิติ ก็จะเดินทางไปกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อหารือกับ USTR เพื่อชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมด้วยต้นเอง รวมทั้งนำภาคเอกชนไทยเข้าร่วมงาน Select USA Investment Summit 2026 เพื่อเชิญชวนนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทย

“แต่อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจังนั้น คงไม่ได้มีเป้าหมายแค่การหลุดพ้นจาก Watch List ของสหรัฐอเมริกาเท่า แต่เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องดำเนินการ เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมและผู้บริโภคภายในประเทศเป็นสำคัญ เพราะสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์เหล่านี้อาจะเป็นสินค้าที่ด้อยคุณภาพ หรือเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ซึ่งเราต้องการส่งสัญญาณว่าเราไม่ปล่อยผ่าน เราเอาจริง เพื่อให้ประเทศคู่ค้าของเรารวมทั้งสหรัฐอเมริกาเห็นถึงความตั้งใจของเราในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว” นางศุภจี กล่าว

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า จากการที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ , กระทรวงพาณิชย์ , กรมศุลกากร และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ร่วมกันปราบปรามสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์อย่างบูรณาการ โดยในช่วง 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 ได้ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดไปทั้งหมด 332 คดี ยึดของกลางได้ทั้งหมด 1.36 ล้านชิ้น เฉพาะในส่วนของกรมศุลกากรนั้น แม้จะจับกุมผู้กระทำความผิดดำเนินคดีได้แค่ 79 คดี แต่ถ้าไปดูปริมาณของกลางที่ยึดได้มีจำนวนมากถึง 7.3 แสนชิ้น คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1,600 ล้านบาท ทั้งนี้ เนื่องจากกรมศุลกากรจะใช้ข้อมูลด้านข่าวกรอง และใช้ Ai มาช่วยวิเคราะห์ และเมื่อได้ข้อมูลครบถ้วน ก็จะขอให้ศาลออกหมายค้นตามโกดังสินค้าใหญ่ๆ ซึ่งแต่ละครั้งที่เข้าตรวจค้นสามารถยึดของกลางได้ไม่ต่ำกว่า 10,000 ชิ้น นอกจากการตรวจยึดสินค้าแบรนด์เนมแล้ว ยังพบว่ามีการละเมิดลิขสิทธิ์สินค้าไทยด้วย เช่น อายิโนะโมะโต๊ะ โอวันติน และยาดมโป๊ยเซียน เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่นำเข้ามาจากประเทศจีน

ถามว่ากรมศุลกากรมีวิธีตรวจสอบของจริง-ของปลอม หรือของละเมิดลิขสิทธิ์อย่างไร

นายพันธ์ทอง ตอบว่า อย่างอายิโนะโมะโต๊ะไม่มีการนำเข้าจากต่างประเทศแน่นอน หากเจ้าหน้าที่ศุลกากรเปิดตู้คอนเทนเนอร์เจอ ก็ต้องจับดำเนินคดีได้ทันที ส่วนสินค้าแบรนด์เนมนั้น เราก็ทำงานร่วมกับเจ้าของแบรนด์ หรือ เจ้าของลิขสิทธิ์ต่างๆ มา อัพเดตข้อมูลความรู้เกี่ยวกับสินค้าและจุดที่เป็นตำหนิต่างๆ เพื่อแยกแยะระหว่างของจริง หรือ ของปลอม ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูลของกรมศุลกากร เพื่อให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรใช้ในการตรวจสอบ

“การละเมิดลิขสิทธิ์ปลอมแปลงสินค้า สมัยก่อนเราจะเห็นเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าแบรนด์เนม สินค้าแฟชั่น เครื่องใช้ไฟฟ้า แต่ปัจจุบันก็มีการปลอมแปลงเครื่องวัดความดัน เครื่องใช้ไฟฟ้า นำมาโพสต์ขายผ่านทางออนไลน์ โดยตั้งราคาไม่แตกต่างจากของจริงมากนัก เพราะถ้าตั้งราคาขายถูกเกินไปก็ไม่มีใครซื้อ เพราะกลัวเป็นของปลอม อย่างอายิโนะโมะโต๊ะปลอม ก็เพิ่งเห็นครั้งแรก ตอนนี้ถ้าเราจับสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์อะไรได้ ก็จะเอาไปโพสต์ไว้ใน Instagram หรือ TikTok ของกรมศุลกากร เพื่อแจ้งเตือนผู้บริโภค รวมสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน มอก. หรือ อย.ด้วย เพราะเป็นสินค้าที่อันตรายส่งผลกระทบต่อสุขภาพ” นายพันธ์ทอง กล่าว

ถามว่าการที่หน่วยงานของรัฐมาร่วมบูรณาการปราบปรามของหนีภาษี ทำให้ยอดการจับกุมเพิ่มมากขึ้น แต่ของหนีภาษีไม่ได้ลดลงใช่หรือไม่?

นายพันธ์ทอง ตอบว่า ตราบใดที่ตลาดยังมีความต้องการ หรือ ดีมานด์มาก จับเท่าไหร่ก็ไม่หมด อย่างเช่น บุหรี่ไฟฟ้า ถ้ามีคนซื้อ ก็ต้องมีคนที่พยายามลักลอบนำเข้ามาขาย ยกตัวอย่าง ยาเสพติด เราตรวจจับกันมาหลายสิบปี จับเท่าไหร่ก็ยังไม่หมด ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องบูรณาการการทำงานกับทุกภาคส่วนร่วมกันบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพ

ถามว่าปัจจุบันมีการลักลอบนำสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์แล้วนำมาขายผ่านออนไลน์ กรมศุลกากรดำเนินการอย่างไร?

นายพันธ์ทอง ตอบว่า แต่ละปีจะมีการนำเข้าสินค้าบรรจุอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ประมาณ 12-13.2 ล้านตู้คอนเทนเนอร์ เราจะไปเข้มงวดเปิดตรวจทุกตู้คอนเทนเนอร์ก็ไม่ไหว ก็ต้องใช้ข่าวกรองจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน เมื่อได้ก็มูลมาแล้ว ก็ใช้ Ai ช่วยเคราะห์ เรียกว่า “Data-Driven Risk Management” จับกุมผู้นำเข้าได้ เราก็จะขยายผลไปยังโกดังที่เก็บของ ขอให้ศาลออกหมายค้นเข้าทำการตรวจค้นและจับดำเนินคดี ส่วนกรณีที่เล็ดลอดเข้ามาได้ วันนี้กรมศุลกากรก็เชิญเจ้าของแพลตฟอร์มออนไลน์ และบริษัทขนส่งสินค้าเข้ามาหารือ หากตรวจสอบพบว่าเป็นสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่มี มอก. หรือ อย. กรมศุลกากรก็จะแจ้งให้เจ้าของแพลตฟอร์มไม่ให้ขาย หรือ เอาสินค้าออกจากแพลตฟอร์ม

ถามว่าเจ้าของแพลตฟอร์มมีความผิดด้วยหรือไม่ กรณีที่เปิดให้ผู้ประกอบการนำสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ หรือสินค้าต้องห้าม-ต้องกำกัดมาโพสต์ขาย

นายพันธ์ทอง ตอบว่า เจ้าของแพลตฟอร์มก็เหมือนกับเจ้าของตลาดที่เปิดให้พ่อค้า หรือแม่ค้านำสินค้ามาวางขาย อาจตรวจดูแลไม่ทั่วถึง เพราะสินค้ามีจำนวนมาก หรือ ไม่รู้ว่าสินค้าแบบไหนเป็นของจริง ของปลอม แต่ถ้ากรมศุลกากรตรวจับได้แล้วแจ้งไป เจ้าของแพลตฟอร์มจะต้องนำสินค้าเหล่านี้ออกจากแพลตฟอร์มทันที ส่วนสินค้าของกลางที่กรมศุลกากรยึดอายัดมาได้นั้น ต้องถูกส่งไปทำลายสถานเดียว จะนำออกไปขายทอดตลาดไม่ได้เพราะนอกจากจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่เขาเสียภาษีอย่างถูกต้องแล้ว สินค้าบางประเภทยังส่งผลกระทบต่อชีวิต และทรัพย์สิน ตลอดจนสุขภาพของผู้บริโภคด้วย จึงต้องทำลายอย่างเดียว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...