โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

แกะรอยเรือผี! DSI สอบเข้ม 9 บริษัทเจ้าของเรือ ปมปิด GPS ถ่ายน้ำมันกลางทะเล-ส่อโกงเงินกองทุนพลังงาน

เดลินิวส์

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
คดีน้ำมันหายกลางทะเลกว่า 57-60 ล้านลิตรยังเข้มข้น ดีเอสไอเรียกสอบบริษัทเรือ 8-9 แห่งต่อเนื่อง พบปมผิดปกติหลายจุด ทั้งปิด GPS-เรือจอดกลางทะเล-ประวิงเวลาขนส่ง ขณะเดียวกันอยู่ระหว่างตรวจสอบใบกำกับการขนส่ง 166 ฉบับ หากเข้าข่ายอาจขยายผลเป็นคดีพิเศษ

จากกรณีที่คณะพนักงานสอบสวนพบความผิดปกติในการขนส่งน้ำมันทางเรือ จำนวน 20 เที่ยวเรือ ด้วยเรือ 12 ลำ (จาก 8 บริษัท) ที่แล่นเข้ารับน้ำมันจากโรงกลั่นในพื้นที่ภาคตะวันออกไปยังคลังน้ำมันใน จ.สุราษฎร์ธานี ก่อนพบว่ามีน้ำมันหายกลางทะเล จ.สุราษฎร์ธานี ประมาณ 57-60 ล้านลิตร โดยคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้มีมติออกหนังสือเรียกเชิญกรรมการบริษัทเรือขนส่งน้ำมัน จำนวน 8 บริษัทที่เป็นเจ้าของเรือทั้ง 12 ลำ มาสอบปากคำในฐานะพยาน โดยเริ่มต้นสอบสวนปากคำตั้งแต่วันอังคารที่ 21 เม.ย. 69-วันพฤหัสบดีที่ 30 เม.ย. 69 ซึ่งประเด็นที่จะใช้ในการสอบถาม อาทิ การประกอบธุรกิจของบริษัท ใบกำกับการขนส่งน้ำมันทางเรือ ความเกี่ยวข้องกับการขนส่งน้ำมันทางเรือในช่วงวิกฤติขาดแคลนพลังงาน สัญญาจ้าง ตลอดจนใบกำกับการขนส่งน้ำมันทางเรือ หลังพบความผิดปกติหลายอย่างในการขนส่งน้ำมันทางเรือในจำนวนดังกล่าว ทั้งการปิด GPS ถึง 10 เที่ยวเรือ การพบว่าเรือจอดอยู่กลางทะเล ซึ่งคาดว่าอาจจะมีการถ่ายน้ำมันกลางทะเลถึง 2 เที่ยวเรือ และการประวิงเวลาที่ชัดเจนถึง 20 เที่ยวเรือ ซึ่งเป็นการประวิงเวลาเดินเรือในห้วงก่อนวันที่ 26 มี.ค. 69 ที่คณะกรรมการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้มีมติค่ำวันที่ 25 มี.ค. 69 ปรับลดอัตราชดเชยน้ำมันเชื้อเพลิงกลุ่มเบนซินและดีเซลรวดเดียว 6 บาทต่อลิตรนั้น ตามที่มีการรายงานข่าวไปแล้วนั้น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 28 เม.ย. พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 59/2569 และ โฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยความคืบหน้าว่า กรณีบริษัทเจ้าของเรือทั้ง 8 แห่ง คณะพนักงานสอบสวนได้ดำเนินการสอบสวนปากคำบริษัทเจ้าของเรือไปเรียบร้อยแล้ว 7 แห่ง และในวันพุธที่ 29 เม.ย. พนักงานสอบสวนจะเดินทางไปสอบสวนปากคำบริษัทเจ้าของเรือ 1 เเห่งที่สำนักงาน เนื่องจากทางบริษัทเจ้าของเรือมีความจำเป็นต้องใช้เอกสารหลักฐานจำนวนมากประกอบการชี้แจง จึงสะดวกที่จะให้ข้อมูลพร้อมกับเอกสารกับพนักงานสอบสวน ณ ที่สำนักงานของตนเองแทน ส่วนอีก 1 บริษัทเจ้าของเรือ อยู่ระหว่างนัดหมายให้เข้าชี้แจงต่อพนักงานสอบสวนไม่เกินวันที่ 30 เม.ย. อย่างไรก็ตาม กรณีที่มีจำนวนบริษัทเรือเพิ่มมาเป็น 9 บริษัทจากเดิม 8 บริษัท เนื่องด้วยระหว่างที่พนักงานสอบสวนทำการสอบปากคำบริษัทเรือแห่งหนึ่ง ทางบริษัทฯ ได้ชี้แจงว่าเป็นบริษัทให้เช่าซื้อเรือ (Leasing) ไม่ใช่บริษัทเจ้าของเรือ แต่บริษัทที่มาใช้เรือนั้นเป็นอีกบริษัทแทน ทำให้พนักงานสอบสวนได้ออกหนังสือเชิญบริษัทที่ใช้เรือจริง ๆ มาเพื่อสอบถามด้วย จึงทำให้ตัวเลขเกี่ยวกับบริษัทเรือเพิ่มขึ้นมาเป็น 9 บริษัท ฉะนั้น ผลสรุปการสอบปากคำบริษัทเรือในฐานะพยานตอนนี้ พนักงานสอบสวนได้สอบปากคำไปแล้วทั้งสิ้น 7 บริษัท และเหลืออีกเพียง 2 บริษัท ประกอบด้วย บริษัทเจ้าของเรือ กับบริษัทที่ใช้เรือจริงจากการเช่าจากบริษัทเรือลีสซิ่ง ที่ต้องดำเนินการสอบสวนปากคำในฐานะพยานต่อไป และได้กำหนดไว้ว่าจะสอบสวนปากคำบริษัทเรือให้เสร็จสิ้นไม่เกินวันพฤหัสบดีที่ 30 เม.ย.

พ.ต.ต.วรณัน เผยอีกว่า กรณีหากบริษัทฯ ไม่เข้าพบตามนัดหมาย ก็ต้องดูเหตุผลความจำเป็นว่าสาเหตุที่ไม่เข้าพบพนักงานสอบสวนคืออะไร ซึ่งตนคิดว่าไม่มีปัญหาแต่อย่างใด ส่วนทั้ง 7 บริษัทที่ได้สอบปากคำนั้น ส่วนใหญ่จะให้การชี้แจงในลักษณะที่เกี่ยวกับภาพรวมการประกอบธุรกิจ เช่น ได้รับสัญญาในการขนส่งน้ำมันอย่างไรบ้าง ซึ่งพนักงานสอบสวนก็จะต้องนำข้อมูลที่ได้รับไปตรวจสอบคู่ขนานว่าการขนส่งน้ำมันทางเรือแต่ละเที่ยว มีรายละเอียดอย่างไรบ้าง ใช้เวลานานกว่าปกติจริงหรือไม่

พ.ต.ต.วรณัน เผยต่อว่า ส่วนเรื่องใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือ จำนวน 166 ฉบับ ของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 จำนวน 6 แห่ง ที่ทางกรมธุรกิจพลังงานพบความผิดปกติ เอกสารรายละเอียดไม่เป็นไปตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่อง กำหนดวิธีการและเงื่อนไขในการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ได้เข้ามอบให้กับกรมสอบสวนคดีพิเศษนั้น ในเบื้องต้นตนได้รับข้อมูลจากกรมธุรกิจพลังงานไว้เรียบร้อยแล้ว และถ้าหากพบความผิดปกติจริง ก็จะต้องนำไปพิจารณาว่ามีองค์ประกอบใดเข้าเกณฑ์ตามมติของคณะกรรมการคดีพิเศษหรือไม่ เพื่อที่จะได้รับไว้สอบสวนเป็นคดีพิเศษ ดังนั้น หากเข้าเกณฑ์ภายใต้มติคณะกรรมการคดีพิเศษ ดีเอสไอจึงจะได้ดำเนินการสอบสวนขยายผลต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...