‘วันน้ำโลก’ ระบบอาหารโลกเพิ่มแรงกดดันต่อทรัพยากรน้ำ ‘ซิเนอร์เจีย แอนนิมอล’ ชี้อุตสาหกรรมปศุสัตว์คือตัวแปรสำคัญ
อาหารบนจานที่เราบริโภคในทุกวัน อาจกำลังทิ้งรอยแผลไว้กับโลกมากกว่าที่คิด เนื่องใน วันน้ำโลก (World Water Day) 22 มีนาคม ความสนใจจากทั่วโลกกำลังมุ่งเป้าไปที่บทบาทของ ‘ระบบอาหาร’ ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อทรัพยากรน้ำจืดที่เหลืออยู่อย่างจำกัด ซิเนอร์เจีย แอนนิมอล ระบุว่าโดยเฉพาะการผลิตอาหารจากสัตว์ซึ่งต้องใช้น้ำในปริมาณมหาศาล เช่น เนื้อวัว 1 กิโลกรัมต้องใช้น้ำเฉลี่ยกว่า 15,400 ลิตรตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่การปลูกพืชอาหารสัตว์ การเลี้ยงสัตว์ ไปจนถึงการแปรรูปผลิตภัณฑ์
18 มี.ค. 2569 - น้ำคือทรัพยากรที่ถูกใช้มากที่สุดในโลก ด้วยปริมาณการใช้สูงถึง 4 ล้านล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ล่าสุดองค์การสหประชาชาติ (UN) ได้ออกมาเตือนถึงภาวะ “ล้มละลายทางทรัพยากรน้ำของโลก” (Global Water Bankruptcy) ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่มนุษย์ใช้น้ำจืดเร็วเกินกว่าที่ธรรมชาติจะฟื้นฟูได้ทัน ขณะที่ภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมอาหารถูกจับตามองในฐานะผู้ใช้ทรัพยากรน้ำรายใหญ่ที่สุด ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงของน้ำจืดทั่วโลก
ทั้งนี้ ข้อมูลที่น่ากังวลจากงานวิจัยยังระบุว่า 50% ของทะเลสาบขนาดใหญ่ทั่วโลก มีปริมาณน้ำลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ทศวรรษ 1990 พื้นที่ชุ่มน้ำธรรมชาติราว 410 ล้านเฮกตาร์ (เทียบเท่าขนาดสหภาพยุโรป) เลือนหายไปในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ประชากรกว่าครึ่งโลก ยังคงต้องพึ่งพาน้ำใต้ดินในการอุปโภคบริโภค
สำหรับในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ประชากรเกือบ 2 พันล้านคน ยังคงเผชิญความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงน้ำสะอาด ขณะที่ 80% ของน้ำเสียทั่วโลก ถูกปล่อยคืนสู่ธรรมชาติโดยไม่ผ่านการบำบัด ส่งผลให้แหล่งน้ำสำคัญปนเปื้อนอย่างรุนแรง
ขณะที่ประเทศไทย แรงกดดันต่อทรัพยากรน้ำทวีความรุนแรงขึ้นจากหลายปัจจัย ได้แก่ มลพิษจากเมืองและอุตสาหกรรม โดยการปล่อยน้ำเสียโดยตรงสู่แหล่งน้ำจืด สารเคมีแฝงจากภาคเกษตร: การตกค้างของสารกำจัดศัตรูพืช ปุ๋ย และยาปฏิชีวนะ และ วิกฤตแม่น้ำสายหลัก: ปัญหามลพิษที่เด่นชัดในบริเวณตอนล่างของแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำและสุขอนามัยของประชาชนในระยะยาว
นอกจากนี้ ภาคเกษตรกรรมยังคงเป็นภาคส่วนที่ใช้น้ำมากที่สุด โดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุว่า ภาคเกษตรกรรมใช้น้ำคิดเป็นประมาณ 70% ของการใช้น้ำจืดทั่วโลก และคาดว่าความต้องการใช้น้ำในภาคส่วนนี้อาจเพิ่มขึ้นอีกในอนาคตตามการเติบโตของประชากรโลก โดยงานวิจัยยังพบว่า น้ำส่วนใหญ่ที่ใช้ในการผลิตปศุสัตว์ไม่ได้ถูกใช้โดยตรงกับสัตว์ แต่แฝงอยู่ในกระบวนการปลูกพืชอาหารสัตว์ โดยข้อมูลจาก Water Footprint Network พบว่า ประมาณ 98% ของรอยเท้าน้ำของผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เกิดจากการผลิตอาหารสัตว์
ข้อมูลจาก Water Footprint Network ระบุว่า การผลิตเนื้อวัวหนึ่งกิโลกรัมต้องใช้น้ำเฉลี่ยประมาณ 15,400 ลิตร เมื่อเทียบกับธัญพืชที่ใช้น้ำประมาณ 1,600 ลิตรต่อกิโลกรัม ขณะที่การผลิตไข่หนึ่งกิโลกรัมต้องใช้น้ำประมาณ 3,200 ลิตร และเนื้อไก่ประมาณ 4,300 ลิตร เมื่อคำนึงถึงกระบวนการผลิตทั้งหมด
สำหรับประเทศไทย ภาคเกษตรกรรมก็เป็นภาคส่วนที่ใช้น้ำมากที่สุดเช่นกัน โดยข้อมูลจากภาครัฐระบุว่า ประมาณ 82.5% ของความต้องการใช้น้ำทั้งหมดของประเทศ หรือราว 1 แสนล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ถูกใช้ในภาคเกษตรกรรม
นอกจากการใช้ปริมาณน้ำมหาศาล การผลิตปศุสัตว์ในระบบฟาร์มอุตสาหกรรมยังส่งผลกระทบในวงกว้าง ฟาร์มขนาดใหญ่สามารถสร้างของเสียและน้ำเสียจำนวนมากลงสู่แหล่งน้ำ ซึ่งอาจนำไปสู่การปนเปื้อนของแม่น้ำ ทะเลสาบ และระบบนิเวศชายฝั่ง เป็นสาเหตุของ ปรากฏการณ์ยูโทรฟิเคชัน (Eutrophication) ไนโตรเจนและฟอสฟอรัสจากมูลสัตว์กระตุ้นให้สาหร่ายเติบโตอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ระดับออกซิเจนในน้ำลดลง และกระทบต่อปลาและสิ่งมีชีวิตในน้ำ อีกประเด็นที่น่ากังวลคือการใช้ยาปฏิชีวนะในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ ซึ่งอาจนำไปสู่การแพร่กระจายของ เชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ (antimicrobial resistance) ผ่านน้ำเสีย ดิน และสิ่งแวดล้อมโดยรอบ
การศึกษาวิจัยฟาร์มสุกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยระบุว่า พบเชื้อแบคทีเรียที่ดื้อยาหลายชนิด รวมถึงสายพันธุ์ E. coli ในสภาพแวดล้อมของฟาร์มปศุสัตว์ ขณะที่การศึกษาในภาคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของไทยก็พบแบคทีเรียดื้อยาในระบบการเลี้ยงปลาเช่นกัน
งานวิจัย 137 ชิ้นทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ชี้ชัดว่าเชื้อดื้อยากำลังหมุนเวียนอย่างไร้พรมแดนระหว่างมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อม โดยมีมลพิษจากภาคเกษตรกรรมเป็นตัวการสำคัญที่ทำลายระบบนิเวศแม่น้ำและชายฝั่งอันเป็นเส้นเลือดใหญ่ของวิถีชีวิต วงจรการปนเปื้อนนี้จึงไม่ได้คุกคามเพียงความสมดุลของธรรมชาติ แต่ยังส่งผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพของประชาชนและความมั่นคงทางอาหารของภูมิภาคอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
ศนีกานต์ รศมนตรี ผู้อำนวยการ ซิเนอร์เจีย แอนนิมอล ประจำประเทศไทย ระบุว่า ปัญหาการขาดแคลนน้ำไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเป็นประเด็นของระบบอาหารด้วย การผลิตอาหารในปัจจุบันส่งผลโดยตรงต่อทรัพยากรน้ำและสวัสดิภาพสัตว์ การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบอาหารที่ยั่งยืนและมีมนุษยธรรมมากขึ้น จึงเป็นหัวใจสำคัญในการปกป้องโลกและคนรุ่นต่อไป
ซิเนอร์เจีย แอนนิมอล ทำงานร่วมกับบริษัทอาหารและธุรกิจบริการอาหารในหลายประเทศ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ห่วงโซ่อุปทานไข่ที่ไม่ใช้กรงขัง (cage-free) และส่งเสริมทางเลือกอาหารที่มีความเมตตาต่อสัตว์มากขึ้น ในปี 2568 องค์กรได้ติดตามความคืบหน้าของบริษัทอาหารและธุรกิจบริการอาหาร 36 แห่งใน 9 ประเทศ เพื่อส่งเสริมความโปร่งใสและการพัฒนานโยบายไข่ปลอดกรง
สำหรับในประเทศไทย บริษัทต่าง ๆ เช่น IKEA Thailand, Raya Collection และ Capella Hotel Group ได้ประกาศและดำเนินนโยบายจัดหาไข่ไก่ปลอดกรง 100% แล้ว ขณะที่องค์กรยังติดตามความคืบหน้าของบริษัทอาหารและธุรกิจบริการอาหารในหลายประเทศผ่านรายงาน Cage-Free Tracker รวมถึงการจัดอันดับนโยบายไข่ปลอดกรงของซูเปอร์มาร์เก็ตในประเทศไทย เพื่อสร้างความตระหนักรู้แก่ผู้บริโภค
ในวันน้ำโลกปีนี้ เราขอเชิญชวนทุกคนตระหนักว่า เรื่องราวของน้ำมีมากกว่าการใช้น้ำในชีวิตประจำวันของเรา แต่เริ่มต้นจากอาหารบนจานของเรา การเลือกบริโภคอย่างมีความรับผิดชอบและการสนับสนุนนโยบายสวัสดิภาพสัตว์ คือพลังสำคัญที่จะช่วยรักษาทรัพยากรน้ำจืดของโลกไว้อย่างยั่งยืน