โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เลิกอุ้ม!ขึ้น50สต. ทยอยขยับ‘ดีเซล’เพดาน33บาทคุมเข้มราคา59สินค้าตรึงค่าไฟ

ไทยโพสต์

อัพเดต 18 มีนาคม 2569 เวลา 4.46 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“ศบก.” ขยายเพดานน้ำมันดีเซล B7 ไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร แจงไม่ได้กระชากราคา เริ่ม 18 มี.ค. ขยับก่อน 50 สตางค์ต่อลิตร “เบนซิน” ปล่อยตามกลไก แก๊สโซฮอล์ 95 ขยับขึ้น 1 บาท “E20” ลดราคาจูงใจอีก 79 สตางค์ พร้อมเพิ่มสูตร B10-B20 ราคาต่ำช่วยเกษตรกร จัดทีมลงพื้นที่ตรวจจับพวกกักตุน “ศุภจี” สั่งคุมเข้ม 8 หมวดหลักสินค้า ยันไร้เหตุผลปรับขึ้น ย้ำ 59 รายการต้องคำนวณจากต้นทุนแท้จริง “อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน” ไหว้ขอโทษ ปชช. ปั๊มขาดน้ำมันทำโกลาหล “พลังงาน” ลั่นใช้ทุกปัจจัยตรึงค่าไฟช่วยผู้บริโภค

ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 17 มี.ค.2569 เวลา 10.00 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แทนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ที่ไปปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีเกียรติยศ ในโอกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 16-18 มี.ค.2569 ทั้งนี้ ที่ประชุมจะพิจารณากรณีกระทรวงพาณิชย์เสนอมาตรการดูแลราคาสินค้าในสถานการณ์วิกฤตตะวันออกกลาง รวมถึงศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) รายงานมาตรการดูแลราคาพลังงาน

นายพิพัฒน์ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุม ครม.ถึงการตรึงราคาน้ำมันดีเซลว่า จะประชุมกันในช่วงเย็นวันนี้ (17 มี.ค.) แต่บอกได้เลยว่าในวันพรุ่งนี้ (18 มี.ค.) จะมีการขยับราคาทั้งน้ำมันเบนซินและดีเซล ซึ่งเบนซินมีการขยับมาแล้วประมาณหนึ่งถึงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่น้ำมันดีเซลจะเริ่มขยับในวันพรุ่งนี้ (18 มี.ค.) แต่ยืนยันว่าจะขยับเพียงหลักสตางค์ ไม่ถึงหลักบาท โดยจะเริ่มเช้าวันที่ 18 มี.ค. ซึ่งจะอั้นราคาไว้ไม่เกิน 33 บาท

“จะมีการปรับสูตร ซึ่งน้ำมันเบนซินเราปรับเรียบร้อยแล้ว มี E10 E20 และ E85 ซึ่งเราจะเห็นโครงสร้างราคาที่มีราคาแตกต่างกัน ซึ่งการปรับสูตรผสมน้ำมันดีเซลก็จะเป็นลักษณะคล้ายกับเบนซิน ที่จะต้องมีการปรับสูตรและบวกราคาเพิ่มขึ้นไป และเมื่อเป็นโครงสร้างลักษณะแบบนี้เราก็จะต้องหาวิธี โดยเบื้องต้นเราจะส่ง B20 ให้ภาคอุตสาหกรรม ภาคขนส่ง และภาคการเกษตร ประมาณการตอนนี้ B20 จะลดจาก B7 ประมาณ 4-5 บาท แต่เป็นการประมาณการที่ยังไม่มีข้อสรุป ซึ่งจะต้องเข้าในที่ประชุมในช่วงเย็นวันนี้ (17 มี.ค.)” นายพิพัฒน์กล่าว

รองนายกฯ กล่าวว่า ในส่วนของกองทุนน้ำมันขณะนี้ติดลบอยู่ที่ 12,000 กว่าล้านบาท และได้หารือกันในวงประชุมที่มีนายกฯ เป็นประธานเมื่อวันที่ 16 มี.ค. ว่ากองทุนน้ำมันจะติดลบ 40,000 กว่าล้านบาทไม่ได้ เพราะฉะนั้นจะต้องหาวิธีการแก้ไข ซึ่งตอนนี้ต้องรอให้มีรัฐบาลใหม่ที่มีอำนาจเต็มแถลงนโยบายต่อรัฐสภาไปแล้ว กระทรวงการคลังถึงจะเซ็นค้ำประกันได้ เพราะการกู้เงินขณะนี้เท่าที่พูดคุย ธนาคารกรุงไทยกับธนาคารออมสินน่าจะสามารถกู้ได้ประมาณ 4 หมื่นกว่าล้านบาท แต่หากมากกว่านั้นต้องให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกัน ในอดีตเราเคยติดลบสูงสุดประมาณ 120,000 ล้านบาท ซึ่งจะต้องเป็นไปตามกระบวนการขั้นตอน แต่ตอนนี้ก็ต้องเป็นเรื่องของกองทุนที่จะต้องรับผิดชอบ แต่หากรัฐบาลใหม่มาไม่ทัน รัฐบาลที่รักษาการอยู่ในขณะนี้ต้องทำเรื่องไปถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ให้ยกเรื่องนี้เป็นกรณีพิเศษในกรณีที่เป็นเหตุสุดวิสัยจริงๆ

“ขอยืนยันน้ำมันไม่ขาดแน่นอน ในขณะนี้เรายังมีน้ำมันนอกอ่าวไม่น้อยกว่า 50% ที่ทาง ปตท.และกระทรวงพลังงานได้มีการเซ็นสัญญาต่อไปแล้ว และอีก 50% เราก็พยายามหาจากแหล่งน้ำมันอื่นเข้ามาเสริม และที่สำคัญเป็นข่าวดีที่ใหญ่มาก เมื่อวานนี้นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ ได้พูดคุยหารือกับประเทศรัสเซียแล้ว ที่จะขอซื้อน้ำมันดิบจากรัสเซีย ซึ่งหากได้น้ำมันดิบจากประเทศรัสเซียก็จะไม่มีปัญหาแล้ว” รองนายกฯ กล่าว

ต่อมาเวลา 16.10 น. นายพิพัฒน์ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เป็นประธานการประชุม ศบก. มีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์, นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม โดยนายพิพัฒน์แจ้งให้ที่ประชุมรับทราบว่า จากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของโลก โดยเฉพาะประเด็นการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการขนส่งน้ำมัน หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อต่อไป ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจทั้งระดับโลกและประเทศไทย

ดีเซลขึ้น50สต.โซฮอล์95ขยับ1บ.

เวลา 17.45 น. นายอรรถพลแถลงผลประชุม ศบก.ว่า ตอนนี้สามารถยืนยันแหล่งน้ำมันดิบ นอกเหนือจากตะวันออกกลางได้เพิ่มขึ้น ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ได้จากแองโกลา 2 ล้านบาร์เรล และสหรัฐอเมริกา 700,000 บาร์เรล ซึ่งน้ำมันสำรองที่เป็นน้ำมันต้นทางสามารถใช้ได้จริงเป็น 101 วัน ในขณะที่สถานการณ์หน้าโรงกลั่นจะสามารถกลั่นน้ำมันได้มากกว่าปริมาณความต้องการใช้ปกติอยู่ไม่มาก ที่เหลือก็ส่งออก แต่ล่าสุดได้ประกาศห้ามส่งออกน้ำมันแล้ว ซึ่งเมื่อวันที่ 16 มี.ค.ได้เชิญโรงกลั่นและผู้ประกอบการมาหารือ เนื่องจากสถานีน้ำมันยังขาดแคลนน้ำมันอยู่ จึงต้องมาไล่เรียงว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น โดยโรงกลั่นได้ยืนยันและให้คำมั่นว่าเดินหน้ากลั่นแบบ 100% ทุกโรง บางโรงกลั่นมากกว่า 100% จากโรงกลั่นส่งไปยังผู้ค้าน้ำมันไปยังคลังและถังน้ำมันต่างๆ

นายอรรถพลกล่าวว่า สำหรับราคาน้ำมันในส่วนของน้ำมันดีเซลที่ก่อนหน้านี้มีการตรึงราคาไว้ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร ซึ่งจะสิ้นสุดกำหนด 15 วัน ในวันที่ 18 มี.ค. โดยหลักการที่หารือร่วมกัน ในที่ประชุมจะขอขยับเพดานราคาน้ำมันดีเซลพื้นฐาน หรือ B7 ไปที่ 33 บาทต่อลิตร แต่จะไม่ขยับราคาแบบกระชาก เพื่อไม่ให้กระทบต่อประชาชนและราคาสินค้า ส่วนที่มาของราคา 33 บาทต่อลิตร หากเปรียบเทียบราคาน้ำมันกับประเทศมาเลเซียจะพบว่าถูกกว่าประเทศไทย อยู่ที่ลิตรละ 23 บาทต่อลิตร ปัจจุบันขยับเป็น 32 บาทกว่าต่อลิตร แต่ในไทยขยับไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร ซึ่งหากเปรียบเทียบกับราคาน้ำมันในปีที่ผ่านมาก็เคยขึ้นถึง 33 บาทต่อลิตร โดยจะเป็นการทยอยปรับขึ้นเริ่มวันที่ 18 มี.ค. จำนวน 50 สตางค์ต่อลิตร ซึ่งถือเป็นราคาขึ้นลงตามปกติของกลไกราคาน้ำมันของไทยอยู่แล้ว

“ขณะเดียวกันได้เพิ่มตัวเลือกให้กับประชาชน และส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตในประเทศ โดยการปรับสเปกน้ำมันจาก B5 และ B7 เป็น B10 และ B20 หรือการเพิ่มเปอร์เซ็นต์ของน้ำมันปาล์มเป็น 10% และ 20% โดยราคา B10 จะถูกกว่า B7 อยู่ 2 บาท ส่วน B20 ที่รถบรรทุกสามารถใช้ได้ จะถูกกว่า B7 อยู่ 5 บาท แต่จะไม่ได้จำหน่ายอยู่หน้าสถานีบริการน้ำมันเพื่อลดการจราจร โดยให้รถบรรทุกไปเติมที่คลังน้ำมัน” นายอรรถพลกล่าว

รมว.พลังงานกล่าวว่า สำหรับน้ำมันเบนซินปัจจุบันมี E10 E20 และ E85 จะไม่มีการเพิ่มอัตราเงินอุดหนุนจากกองทุนน้ำมัน จะปล่อยราคาไปตามต้นทุน โดยวันที่ 18 มี.ค. E20 จะปรับลง 79 สตางค์ต่อลิตร ส่วนแก๊สโซฮอล์ 95 โดยจะมีการปรับขึ้น 1 บาทต่อลิตร ทำให้ผลต่างของราคาน้ำมัน 2 ชนิดดังกล่าวเพิ่มขึ้น ต่างกัน 5 บาท จึงขอเชิญชวนประชาชนเติมน้ำมัน E20 ให้มาก ซึ่งในความจริงรถรุ่นใหม่กว่า 60% ที่ใช้ในปัจจุบันสามารถเติม E20 ทั้งหมดแล้ว แต่ยอดขายคิดเป็น 16% ของการขายน้ำมันเบนซินทั้งหมด

ถามถึงมาตรการควบคุมดูแลการกระตุ้นน้ำมัน และการขายราคาเกินควร รมว.พลังงานกล่าวว่า จะร่วมกันระหว่างกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงพลังงาน ในการลงพื้นที่ตรวจระบบการค้าน้ำมันว่าไม่มีส่วนใดในการกักตุนหรือค้ากำไรเกินควร ซึ่งก่อนหน้านี้กรมธุรกิจพลังงานได้ลงพื้นที่ไปตรวจคลังน้ำมันเพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีการกักตุน โดยเฉพาะบางสถานีบริการที่มีการติดป้ายประกาศว่าน้ำมันหมดนั้นหมดจริงหรือไม่

ซักว่าประชาชนกังวลจะมีน้ำมันเติมหรือไม่ นายอรรถพลยืนยันว่า น้ำมันเพียงพอ เราสามารถหาจากแหล่งอื่นนอกจากตะวันออกกลางได้ ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ว่าอาจจะมีการจ่ายได้ไม่เต็มที่อย่างที่ต้องการ ได้แค่ 500 บาท หรือ 1,000 บาท เป็นปัญหาของสถานบริการน้ำมัน ก็พยายามแก้ตรงนี้ให้ระบบการขนส่งเพิ่มเที่ยวรถให้มากขึ้น ก็คิดและหวังว่าสถานการณ์นี้จะเริ่มคลี่คลายไปได้

ส่วนนายพิพัฒน์กล่าวว่า นายกฯ ได้มีข้อสั่งการประเด็นสำคัญที่สุดคือ ขณะนี้เรามีการประกาศราคาหน้าสถานีบริการทุกโปรดักต์ ซึ่งหลังจากนี้จะมีการประกาศราคาเพิ่มขึ้น จะมีการประกาศราคาหน้าโรงกลั่นและหน้าคลังน้ำมัน สำหรับการใช้ส่วนผสมของน้ำมันไบโอดีเซลที่มีส่วนผสมของไบโอดีเซล 7% (B7) จะมีการทยอยปรับเป็นโปรดักต์ใหม่เป็น B10 ซึ่งอาจต้องใช้ระยะเวลาช่วงหนึ่งในการเตรียมความพร้อมของสถานีบริการ และ B20 ซึ่งกระทรวงพลังงานได้ตรวจสอบแล้วว่ามีรถยนต์ประเภทไหนที่สามารถใช้ได้ ในส่วนน้ำมัน B20 จะสามารถใช้กับรถขนาดใหญ่หรือรถขนส่งที่ใช้ภาคอุตสาหกรรม ทั้งการขายส่ง การเกษตร และการก่อสร้าง ทั้งนี้ น้ำมัน B20 จะไม่มีการจำหน่ายในสถานีบริการแต่จะจำหน่ายในลักษณะขายส่ง

“ในการปรับโปรดักต์ใหม่จะเป็นการช่วยเกษตรกร โดยพืชผลเกษตรที่นำมาทำเอทานอลหรือไบโอดีเซล จะสามารถพยุงราคาหรือดันราคาพืชผลการเกษตรให้มีราคาที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในเดือนเม.ย. จะเป็นช่วงที่ฤดูกาลที่ผลปาล์มทะลายออกผลสูงสุดต่อเนื่องไปอีก 4-6 เดือน ซึ่งโดยปกติราคาปาล์มทะลายตกลง แต่หากมีการเติม B10 หรือ B20 ก็เชื่อว่าน่าจะช่วยให้ราคาปาล์มทะลายคงที่ราคากิโลกรัมละ 7 บาทได้” นายพิพัฒน์กล่าว

คุม 59สินค้าห้ามปรับราคา

ด้านนางศุภจีกล่าวว่า ในมุมของกระทรวงพาณิชย์ เราตระหนักดีว่าสถานการณ์ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นในตลาดโลกสร้างความกังวลกับผู้ประกอบการและประชาชนหลายภาคส่วน แต่ รมว.พลังงานยืนยันเราจะมีการควบคุมดูแลราคาพลังงานให้อยู่ในระดับที่ไม่สูงไปกว่าปีที่แล้ว ดังนั้นในมุมที่จะมีผลกระทบในเรื่องของสินค้าอุปโภคบริโภค ณ วันนี้ยังอยู่ในสถานการณ์ที่ยังควบคุมได้อยู่ ซึ่งในมาตรการที่กระทรวงพาณิชย์จะดูแลคือการตรวจตราในการควบคุมและดูแลเรื่องผลกระทบทั้งในส่วนผู้ประกอบการและประชาชนไปด้วยกัน

“ในหมวดค่าครองชีพ วันนี้ยังไม่ได้มีราคาสินค้าที่ควรจะต้องขยับขึ้น เพราะราคาน้ำมันยังอยู่ในวิสัยที่เรามีการดูแลอย่างเคร่งครัด มีสินค้าที่อยู่ในหมวดสินค้าควบคุมและห้ามปรับราคาขึ้น 8 หมวด หากมีการปรับขึ้นต้องขออนุญาตจากกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ซึ่ง ณ วันนี้สินค้าทั้ง 8 ตัว เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง ปลากระป๋อง นมผง ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืช อาหารสัตว์ เหล่านี้เป็นหมวดที่ขึ้นราคาต้องมาขอก่อน ซึ่ง ณ ปัจจุบันนี้ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดมาขอขึ้นราคา ดังนั้นถ้ามีเบาะแสหรือข้อมูลที่ใดขึ้นราคาสินค้าหมวดนี้ ขอความร่วมมือให้ชี้เบาะแสส่งมาได้ ส่วนอีกหมวดหนึ่งสินค้าที่อาจจะปรับขึ้น แต่ต้องแจ้งก่อนถึงจะปรับขึ้นได้ แต่ไม่ต้องขออนุญาต เช่น ผงซักฟอก น้ำยาซักฟอก แชมพู น้ำยาล้างจาน เป็นสินค้าในชีวิตประจำวัน ในปัจจุบันนี้ก็ยังไม่มีผู้ประกอบการมาขอขึ้นราคา รวมถึงสินค้าในหมวดที่เราต้องติดตามราคาจำหน่าย ไม่ได้มีการควบคุมมีหลายหมวด เช่น ข้าวสารบรรจุถุง ซอสปรุงรส น้ำปลา สินค้าเหล่านี้ยังไม่มีการปรับขึ้นราคา” นางศุภจีกล่าว

รมว.พาณิชย์กล่าวว่า อีกหมวดหนึ่งที่เราต้องดูแลเช่นกัน แม้จะยังไม่มีการขยับปรับตัว คือการลดต้นทุน ยกตัวอย่างในมุมสินค้าเกษตร ซึ่งต้นทุนสินค้าเกษตร เช่น ปุ๋ย เราได้มีการคุยกับผู้ประกอบการแล้ว เราจะมีสต๊อกของปุ๋ย ที่มีอยู่แล้วในประเทศถึงเดือนพฤษภาคม และมีปุ๋ยที่กำลังอยู่ระหว่างรอขนส่งมา ถ้าได้สต๊อกนี้เข้ามาเพิ่มจะอยู่ได้ถึงสิงหาคม แต่ปัจจุบันนี้ยังขนส่งมาไม่ได้ เพราะติดสถานการณ์ตะวันออกกลาง เราต้องมีการประสานร่วมกัน ส่วนเรื่องผลิตภัณฑ์ที่มีข่าวบอกว่าเม็ดพลาสติกจะขาดตลาดแล้วจะอยู่ได้จนถึงเดือนเมษายน ดังนั้นผลิตภัณฑ์ที่จะมีส่วนทำให้อาหารสำเร็จรูปบางอย่าง เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมีราคาสูงขึ้น จึงมีความกังวลเรื่องผลิตภัณฑ์ที่ทำจากเม็ดพลาสติกอาจจะมีราคาสูงขึ้น เรื่องแรกเราคุยตรงผู้ประกอบการรายใหญ่และผู้ผลิตรายใหญ่ โดยวันนี้ได้มีการคุยกันย้ำว่าได้ตัววัตถุดิบเพิ่มแล้ว ดังนั้นจากที่เราคิดว่ามีวัตถุดิบถึงเมษายน แต่มีรายงานเพิ่มเติมจะมีเม็ดพลาสติกที่จะมาทำวัสดุได้อีก 4 เดือน ซึ่งจะช่วยยืดอายุการทำบรรจุภัณฑ์อาหารเหล่านี้

“โดยสรุปแล้วสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าจำเป็น ยังไม่มีการปรับราคาขึ้น ขอความร่วมมือ ความช่วยเหลือจากประชาชน ถ้ามีเบาะแสที่ไหนว่ามีราคาขึ้น รบกวนช่วยแจ้งด้วยเรา จะได้ดูแลถึงจุดนั้น หากพบว่ามีการกระทำผิดจริงและมีหลักฐานเราจะดำเนินการทันที” รมว.พาณิชย์กล่าว

อย่างไรก็ตาม ช่วงเช้านางศุภจีให้สัมภาษณ์ถึงมาตรการช่วยเหลือประชาชนในช่วงวิกฤตพลังงานว่า จะพิจารณาทั้งระบบ โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคและบริโภค ซึ่งในส่วนที่กระทรวงพาณิชย์ดูแล หากจะขึ้นราคาต้องดูความถูกต้อง ซึ่งมีมาตรการที่ทำร่วมกัน เช่น กระทรวงมหาดไทย พาณิชย์จังหวัด และพลังงานจังหวัด ที่จะต้องลงพื้นที่ไปดูแล หากมีสินค้าควบคุมที่มีการขึ้นราคาเกินกว่ากำหนดจะต้องมีมาตรการที่ต้องไปดูแล สามารถชี้เป้าได้เลย ผ่านสายด่วนพาณิชย์ 1569 ซึ่งปัจจุบันสินค้าควบคุมของกระทรวงพาณิชย์มีอยู่ 59 ประเภท เช่น สินค้าบริโภค อาทิ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป นม สินค้าในกำกับ เช่น ราคาน้ำมัน ซึ่งทางกระทรวงพาณิชย์ไม่ใช่ผู้กำหนดราคา แต่เป็นหน้าที่ของกระทรวงพลังงาน ได้มีการประกาศราคาหน้าปั๊มหน้าโรงกลั่นอยู่ที่เท่าไหร่ กระทรวงพาณิชย์จะเข้าไปดูแลว่ามีการปรับขึ้นราคาเกินกว่ากำหนดหรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดการกักตุน

นางศุภจีกล่าวว่า ส่วนสินค้าที่กำกับในเรื่องโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการก็ได้มีการพูดคุยกันว่าจะมีการบริหารจัดการดูแลเรื่องโครงสร้างอย่างไร รวมถึงความสมเหตุสมผล ว่าจะมีการขยับปรับเปลี่ยนหรือไม่ แต่ขณะนี้ราคาพลังงานยังไม่ได้ขึ้น แต่อาจเป็นการตื่นตระหนกของประชาชน ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงพลังงาน ต้องไปดูแลในเรื่องนี้ เนื่องจากเรามีน้ำมันสำรอง ในมุมเรื่องการดูแล หากมีการขยับตัวขึ้นของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและทั่วโลกกำลังเป็นเช่นนั้น ต้องไปพิจารณาถึงความสมเหตุสมผลในการปรับขึ้นราคาสินค้า รวมถึงมาตรการเยียวยาที่จะต้องมีตามมา ผู้ประกอบการและประชาชนต้องอยู่ได้ ต้องเดินร่วมกันไปทั้งระบบ การกดราคาผู้ประกอบการมากเกินไปจนเขาอยู่ไม่ได้ก็จะส่งผลเรื่องการจ้างงาน ดังนั้น มาตรการต้องดูแลควบคุมทั้งระบบ

“ขอร้องให้ทุกคนให้ความร่วมมือดีกว่า ยิ่งเราตื่นตระหนกและกักตุนสินค้าโดยยังไม่ถึงเวลา ในช่วงวิกฤตโลกทุกคนควรตระหนักรู้ และพยายามช่วยกันและดูแลการใช้อย่างเหมาะสม เพราะฉะนั้นอยากจะขอให้ช่วยกันดูแล ในส่วนของรัฐบาลจะดูแลเท่าที่ทำได้” นางศุภจีกล่าว

พลังงานยันตรึงค่าไฟไม่ขยับ

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ได้มีการประเมินโครงสร้างต้นทุนสินค้า พบมีสินค้า 6 กลุ่มสำคัญที่อาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนน้ำมันและสถานการณ์ด้านการขนส่ง ได้แก่ กลุ่มอาหารสด เช่น ไข่ไก่ เนื้อหมู และเนื้อไก่ กลุ่มสินค้าเกษตรหลัก ได้แก่ ข้าว ปาล์มน้ำมัน และผลไม้ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น เช่น กระดาษทิชชูและบรรจุภัณฑ์กระดาษ กลุ่มอาหารกระป๋อง โดยเฉพาะปลากระป๋อง กลุ่มเครื่องดื่มและสินค้าที่ใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติก เช่น น้ำดื่ม นมบรรจุขวด และน้ำมันพืช รวมถึงกลุ่มวัสดุก่อสร้าง อาทิ ปูนซีเมนต์ เหล็กเส้น สีทาบ้าน ท่อพีวีซี และกระเบื้อง ซึ่งล้วนเป็นสินค้าปัจจัยพื้นฐานต่อการดำรงชีวิตและระบบเศรษฐกิจ

“สำหรับสินค้าและบริการควบคุม ตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยสินค้าและบริการ (กกร.) ปี 2568 มีจำนวน 59 รายการ โดยมาตรการที่ใช้กำกับดูแล กำหนดให้ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายต้องขออนุญาตมายังกรม และกรมจะพิจารณาโครงสร้างต้นทุนอย่างรอบด้านก่อนอนุญาตปรับราคาจำหน่ายได้ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดยื่นขออนุญาตปรับขึ้นราคาสินค้าเลยแต่อย่างใด และกรมยังได้ขอความร่วมมือผู้ผลิตและผู้จำหน่ายสินค้าให้ตรึงราคา โดยจำหน่ายในราคาเดิม เพื่อลดภาระให้แก่พี่น้องประชาชนในช่วงสถานการณ์คับขันไปก่อน” อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าว

ในการแถลงข่าว ศบก. เวลา 11.05 น. นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ได้ยกมือไหว้ขอโทษประชาชน พร้อมแถลงว่า ขอประทานโทษถึงความโกลาหลและอุปสรรคที่เกิดขึ้นหน้าสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงที่ผ่านมา ทั้งนี้ โรงกลั่นน้ำมันประเทศไทยมีทั้งสิ้น 6 โรง มีกำลังการกลั่นในแต่ละวันอยู่ที่ 175 ล้านลิตร โดยนำน้ำมันดิบมากลั่นเป็นน้ำมันสำเร็จรูป ซึ่งจะได้น้ำมันเบนซินอยู่ที่ 32-33 ล้านลิตร น้ำมันดีเซล 75-80 ล้านลิตร นํ้ามันเครื่องบินเจ็ต 25 ล้านลิตร นํ้ามันเตา 13 ล้านลิตร และอีกส่วนหนึ่งเป็นแก๊สหุงต้มและแอลพีจี รวม 6-7 ล้านกิโลกรัม

“สิ่งที่เกิดขึ้นเราได้แก้ปัญหาคอขวดในการจัดส่งน้ำมันไปยังสถานีบริการ เพราะในเวลาปกติโรงกลั่นจะขายให้ผู้ค้ารายใหญ่ที่เรียกว่าผู้ค้ามาตรา 7 หรือบางครั้งจะส่งให้พ่อค้าคนกลาง ที่เรียกว่าจ๊อบเบอร์ (Jobber) โดยผู้ค้ามาตรา 7 จะส่งให้สถานีบริการนํ้ามันของตัวเองเป็นส่วนใหญ่ ประกอบด้วยแบรนด์ต่างๆ และปั๊มอิสระ ขณะเดียวกันก็จะส่งให้จ๊อบเบอร์ด้วย แต่หลังเกิดเหตุการณ์ไม่ปกติ การส่งน้ำมันให้จ๊อบเบอร์อาจจะผิดพลาด เพราะบางจุดอาจจะไม่ได้รับนํ้ามัน และโดยปกติจ๊อบเบอร์จะขนน้ำมันไปให้ภาคอุตสาหกรรม แต่เมื่อขนไปไม่ได้ หลายภาคส่วนก็มาเติมกันที่สถานีบริการ” อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานระบุ

ขณะที่ นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ให้สัมภาษณ์ถึงการประเมินสถานการณ์ฉากทัศน์ (Scenarios) ที่เป็นไปได้ และนัยต่อเศรษฐกิจ จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางที่ได้เสนอต่อที่ประชุม ครม.ว่า สศช.ได้ประเมินสถานการณ์ไว้ 3 ระดับ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบและอัตราเงินเฟ้อของไทยต่างกันออกไป จากกรณีฐานที่ไม่มีการปะทะกัน ราคาน้ำมัน 58-68 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อัตราเงินเฟ้อ 0.2% กรณีที่ 1 สงครามกระจายตัวและจบลงใน 1 เดือน แม้เหตุการณ์จบลง แต่โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันถูกทำลายไปบางส่วน และประเทศต่างๆ ต้องเร่งหาน้ำมันกลับเข้าคลังสำรอง ทำให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกลดลง คาดว่าราคาน้ำมันดิบโลกเฉลี่ยจะพุ่งไปที่ 75-85 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และดันเงินเฟ้อไทยขึ้นมาที่ 1% กรณีนี้มีโอกาสเป็นไปได้ โดยจบช่วงกลางหรือปลายเดือนเม.ย.2569 เช่นวันนี้เริ่มเห็นเรือของปากีสถานและอินเดียออกจากช่องแคบฮอร์มุซได้ เพราะทำตามเงื่อนไขของอิหร่าน ก็เป็นสัญญาณที่ดี

กรณีที่ 2 สงครามยกระดับครอบคลุมภูมิภาคและจบภายใน 3 เดือน การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะได้รับผลกระทบ หลายประเทศอาจเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยและเงินเฟ้อสูง (Stagflation) คาดว่าราคาน้ำมันจะทะยานสู่ระดับ 95-105 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อัตราเงินเฟ้อพุ่งแตะ 1.9% และกรณีที่ 3 สงครามเต็มรูปแบบและยืดเยื้อ หากประเทศมหาอำนาจเข้าร่วม ราคาน้ำมันดิบโลกเฉลี่ยทั้งปีจะพุ่งทะลุ 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จะทำให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะตกต่ำรุนแรง (Global Depression) ท่ามกลางวิกฤตขาดแคลนพลังงานและอาหาร แต่ประเมินว่าโอกาสเกิดขึ้นน้อย กรณีนี้ก็ตัวใครตัวมัน แต่ละประเทศต้องอยู่ให้ได้

ต่อมานายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง เรียกผู้บริหารกระทรวงการคลังมาหารือ เกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หลังสภาพัฒน์สรุปฉากทัศน์เกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าว โดยนายเอกนิติกล่าวว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในขณะนี้ คาดว่าคงมีความยืดเยื้อออกไปจากที่เคยคาดการณ์ และราคาน้ำมันในตลาดโลกก็มีการปรับตัวสูงขึ้นมากอย่างที่หลายฝ่ายเห็นอยู่ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องเร่งหารือเพื่อหาแนวทางในการรองรับมืออย่างใกล้ชิด

“ก่อนหน้านี้สภาพัฒน์ได้ประเมินฉากทัศน์ว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางน่าจะจบได้ภายใน 1 เดือน ถ้าจบได้ผลกระทบต่อราคาน้ำมันน่าจะอยู่ที่ราว 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก็จะกระทบกับจีดีพีประมาณ 0.2% แต่วันนี้มันเกินไปกว่านั้นแล้ว ราคาน้ำมันขึ้นไปสูงมากจากสถานการณ์ตะวันออกกลางอย่างที่หลายฝ่ายเห็นอยู่ ก็ต้องมาเตรียมความพร้อมรับมือกันในทุกด้าน” นายเอกนิติระบุ

วันเดียวกัน นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน กล่าวถึงแนวโน้มสถานการณ์ค่าไฟงวดใหม่ (พ.ค.-ส.ค. 69) ว่า เนื่องจากมีผลกระทบพี่น้องประชาชน รัฐบาลก็อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล และปัจจัยต่างๆ รอบด้านมาช่วย เพื่อทำให้ราคาไม่ปรับขึ้น และไม่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค โดยจะต้องให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ทำประชาพิจารณ์ตามกระบวนการของ กกพ.ไปก่อน เมื่อได้ผลออกมาแล้ว รัฐบาลจะเข้ามาดูอีกครั้งหนึ่ง และใช้หลายภาคส่วนเข้ามาทำให้ตัวค่าไฟฟ้าไม่ปรับขึ้น เพื่อประกาศใช้ค่าไฟงวดถัดไปอย่างเป็นทางการ โดยปัจจุบันค่าไฟงวดเดือน ม.ค.-เม.ย.2569 อยู่ที่ 3.88 บาท/หน่วย.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...