ปชป. เสนอทางออก ฝ่าวิกฤตพลังงาน ชี้เหตุโกลาหล ‘น้ำมันหมดปั๊ม’ รัฐบาลส่งสัญญาณผิดพลาด
"อภิสิทธิ์" จี้รัฐบาลเปิดโครงสร้างราคาน้ำมัน เสนอสูตร "รัฐ-เอกชน" แบ่งเบาภาระ งดเก็บภาษีสรรพสามิต คุยโรงกลั่นส่งภาษีลาภลอย 3 บาทต่อลิตร เข้ากองทุน ตั้งคำถามในอดีตเคยทำได้ ครั้งนี้ทำไมไม่ทำ พร้อมชี้บทเรียนโกลาหลเพราะประกาศตรึงราคาน้ำมันโดยกำหนดห้วงเวลา
18 มีนาคม 2569 - ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข้อเสนอของประชาธิปัตย์กรณีปัญหาราคาน้ำมันว่า ขณะนี้ไม่มีใครปฏิเสธว่าต้นทุนราคาน้ำมันจากผล กระทบของสงครามเป็นเรื่องยากที่จะควบคุม แต่เมื่อรัฐบาลตั้งเป้าที่จะลดภาระให้ประชาชนด้วยการตรึงราคาน้ำมันดีเซล ก็ควรมีแนวทางให้ประชาชน ผู้ค้า และภาคอุตสาหกรรม ปฏิบัติตนเพื่อไม่ให้เกิดสถานการณ์เหมือนในช่วงที่ผ่านมา
"ปัญหารุนแรงที่เกิดขึ้นจากการที่รัฐบาลประกาศมาตรการตรึงราคาน้ำมันโดยกำหนดวันสิ้นสุดมาตรการ ทำให้ผู้เติมน้ำมันวิตกกังวล เมื่อใกล้เวลาที่น้ำมันจะแพงขึ้น ก็ไปเร่งเติมน้ำมัน หรืออาจจะไปเก็บกักตุนน้ำมัน ของตัวเองไว้ ส่วนในแง่ของธุรกิจก็มีแรงจูงใจ โดยไม่ต้องนำของที่มีอยู่มาขายเพราะรู้ว่าภายในระยะเวลาไม่นานนัก ก็จะมีการขึ้นราคา ตรงนี้ถือเป็นการเก็บเกี่ยวบทเรียนที่สำคัญของรัฐบาล ในการไปส่งสัญญาณให้เกิดความโกลาหลในตลาด"
และจากมาตรการตรึงราคาน้ำมันยังทำให้เกิดส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันที่ประชาชนไปเติมหน้าปั๊มกับน้ำมันในภาคอุตสาหกรรมซื้ออยู่ ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมแย่งเติมน้ำมันจากปั๊มที่ประชาชนไปเติม ซึ่งรัฐบาลต้องมีมาตรการในการแก้ไขปัญหาในจุดนี้ด้วย
นอกจากนั้น การตรึงนำราคาน้ำมันเป็นภาระต่อกองทุนน้ำมันค่อนข้างมาก ซึ่งการอุดหนุนน้ำมันต่อลิตรพุ่งสูงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน รัฐบาลเองก็กังวลว่าหากกองทุนติดลบอาจต้องกู้เงินเพิ่มหรืออาจจะต้องไปค้ำประกัน
อย่างไรก็ตาม คนที่รับภาระจากราคาที่สูงขึ้นคือประชาชน เพราะวันข้างหน้าการที่จะทำให้กองทุนไม่กลับมาเป็นหนี้อีก ก็คือการที่ประชาชนต้องกลับมาจ่ายค่าน้ำมันแพงในช่วงราคาขาลงอีกนั่นเอง
ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์ เห็นว่า สองภาคส่วนที่ควรเข้ามาแบ่งเบาภาระ ส่วนแรกคือรัฐบาลซึ่งปัจจุบันยังคงเก็บภาษีสรรพสามิตอยู่ลิตรละ 6 บาท ในอดีตรัฐบาลเคยมีการยกเว้นภาษีสรรพสามิตในการลดต้นทุนราคาน้ำมัน ภาระก็จะไม่ตกอยู่กับกองทุนน้ำมันและประชาชนฝ่ายเดียว ส่วนที่สองคือภาคเอกชน ซึ่งค่าการ กลั่นขึ้นมาจาก 2 บาท เป็น 6 บาท จริงอยู่ว่า แม้ค่าการกลั่นไม่ใช่กำไรทั้งหมดที่เพิ่มขึ้น และโรงกลั่นไม่ได้กำหนดอัตรานี้แต่เป็นส่วนต่างระหว่างราคาหน้าโรงกลั่นที่อ้างอิงจากสิงคโปร์ กับราคาน้ำมันดิบที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่ในสถานการณ์เช่นนี้หลายประเทศเช่น สหราชอาณาจักร อิตาลี สเปน เคยใช้มาตรการให้เอกชนส่งเงินเข้ามาเพื่อแบ่งเบาภาระของประชาชน
พรรคประชาธิปัตย์จึงเสนอรัฐบาลว่าควรให้โรงกลั่นส่งเงิน 3 บาทต่อลิตรจากค่าการกลั่นเข้ามาเพื่อสมทบกองทุนน้ำมัน ซึ่งแนวทางที่เสนอเหล่านี้จะทำให้ภาครัฐธุรกิจเอกชนประชาชนล้วนแล้วแต่แบ่งเบาภาระกันไปในการช่วยกัน นอกจากนั้นยังทำให้ฐานะของกองทุนน้ำมันมีเงินเพียงพอในการบริหารจัดการ ไม่เป็นอันตรายต่อสถานะของกองทุนในอนาคต โดยเชื่อว่าหากทำตามนี้ก็จะสามารถดูแลสถานการณ์ไปได้จนช่วงเลยสงกรานต์ และหลังจากนั้นค่อยดูอีกทีว่าเหตุการณ์จะเปลี่ยนแปลงอย่างไร
นายอภิสิทธิ์ ยังบอกว่า พรรคประชาธิปัตย์ยังเรียกร้องให้รัฐบาลฉายภาพให้ประชาชนเห็นอย่างชัดเจนว่าโครงสร้างราคาน้ำมันเป็นอย่างไร และไม่ใช่บริหารจัดการปัญหาน้ำมันโดยใช้กองทุนน้ำมันอย่างเดียว พร้อมกันนั้นอยากให้รัฐบาลเตรียมความพร้อมรับมือกับปัญหาเรื่องเม็ดพลาสติกและปุ๋ยซึ่งจะกระทบกระเทือนต่อภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมต่อไป
ส่วนจะมีการยื่นเป็นหนังสือถึงรัฐบาล หรือแจ้งข้อเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรีโดยตรงหรือไม่นั้นนายอภิสิทธิ์ระบุว่า กำลังรอดูอยู่ว่าหลังจากการประชุมสภาฯเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้แล้วประธานสภาฯจะมีการเรียกประชุมตามปกติหรือไม่ ซึ่งหากเป็นไปตามนี้พรรคก็ใช้กลไกสภา พร้อมเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองอื่นและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้นำเสนอต่อรัฐบาลต่อไป แต่ถ้าได้พบนายกฯก็จะพูดถึงปัญหาเหล่านี้ให้ฟังว่าสามารถทำเรื่องเหล่านี้ได้เลย
เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ที่จะให้โรงกลั่นส่งเงิน3บาทเข้ารัฐ เพราะนักการเมืองถือหุ้นในบริษัทน้ำมัน และโรงกลั่น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ระบุว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเรียกว่าภาษีลาภลอยจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่หากจำกันได้ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลขณะนั้นได้เรียกผู้ประกอบการมาตกลงกันว่าจะมีการแบ่งเบาภาระโดยส่งเงินเข้ากองทุนเพิ่มเติม ซึ่งก็ทำได้ แต่ทำในระยะเวลาสั้นๆ เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายไป ซึ่งตนยังไม่เห็นเหตุผลว่าในเมื่อเคยทำได้แล้วทำไมจะไม่สามารถทำได้อีก ในเมื่อตัวเลขปรากฏชัดเจนอยู่แล้วว่าความเหมาะสมจะเป็นอย่างไร