โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เปิดปม "วิกฤตมะพร้าวไทย" ล้นตลาด-ถูกกดราคา ใครได้? ใครเสีย? ในเกมราคาที่ไม่เป็นธรรม!

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
เปิดปม

วิกฤตมะพร้าวไทย “ยิ่งขายยิ่งขาดทุน” ราคาหน้าสวนเหลือ 2 บาท สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งระบบ

: เกิดอะไรขึ้นกับ "มะพร้าวไทย"

มะพร้าวไทยกำลังเผชิญวิกฤตครั้งใหญ่ เมื่อราคาหน้าสวนร่วงหนักเหลือเพียง 2–3 บาทต่อลูก ทั้งที่ต้นทุนการผลิตอยู่ที่ราว 7 บาทต่อลูก ส่งผลให้เกษตรกรยิ่งขายยิ่งขาดทุน จากสินค้าทำเงินในอดีต กลับกลายเป็นภาระในปัจจุบัน

ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ โดยสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ที่ลงพื้นที่ตรวจสอบล้งในจังหวัดราชบุรี พบว่าราคามะพร้าวของไทยมีความผิดปกติ โดยเฉพาะราคาหน้าสวนที่ตกต่ำสวนทางกับต้นทุน สะท้อนให้เห็นว่าวิกฤตมะพร้าวน้ำหอมไทยไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

ในระดับต้นน้ำ ปัญหาหลักคือ “ผลผลิตล้นตลาด” โดยพื้นที่ปลูกมะพร้าวในไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ในปี 2568 ปริมาณผลผลิตพุ่งขึ้นแตะ 877,681 ตัน จาก 585,906 ตันในปีก่อนหน้า หรือเพิ่มขึ้นเกือบครึ่งภายในเวลาเพียงปีเดียว

พื้นที่ปลูกสำคัญกระจุกตัวอยู่ใน 5 จังหวัดหลัก ได้แก่ ราชบุรี สมุทรสาคร นครปฐม สมุทรสงคราม และประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งล้วนเป็นแหล่งผลิตมะพร้าวน้ำหอมสำคัญของประเทศ

: ตีแผ่ นายทุน ฮั้วราคา ล้นตลาดปลอม?

อย่างไรก็ตาม แม้ผลผลิตจะเพิ่มขึ้น แต่คุณภาพกลับลดลง เนื่องจากในปี 2567 ไทยเผชิญภัยแล้งรุนแรง ส่งผลให้ต้นมะพร้าวขาดการดูแล ทำให้ผลผลิตในปีถัดมาตกเกรดจำนวนมาก โดยมีข้อมูลว่ามะพร้าวตกเกรดสูงถึงกว่า 70%

นอกจากปัญหาปริมาณและคุณภาพแล้ว ยังมีข้อกังวลเรื่องการแทรกแซงตลาด โดย กขค. พบข้อสังเกตว่าราคามะพร้าวอาจไม่ได้เป็นไปตามกลไกตลาดปกติ และมีความเป็นไปได้ว่ามีกลุ่มทุนขนาดใหญ่เข้ามามีบทบาท

หนึ่งในประเด็นสำคัญคือการตั้งข้อสงสัยเรื่องพฤติกรรม “ฮั้วราคา” ผ่านกลุ่มแชตของผู้ประกอบการกว่า 300 แห่ง เพื่อกำหนดราคารับซื้อไม่ให้เกินเพดาน เช่น ไม่เกิน 10 บาทต่อลูกตลอดปี

ขณะเดียวกัน ยังมีการตรวจสอบพฤติกรรมใช้อำนาจเหนือตลาด เช่น การควบคุมระบบโลจิสติกส์ หรือการกักสินค้าไว้ในโรงงาน เพื่อสร้างภาพว่ามีสินค้าล้นตลาด ก่อนใช้เป็นเหตุผลในการกดราคา

เมื่อเข้าสู่ช่วงกลางน้ำ สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนมากขึ้น มะพร้าวที่เก็บเกี่ยวจะถูกคัดเกรดออกเป็น 2 กลุ่มหลัก

กลุ่มแรก คือ มะพร้าวเกรดส่งออก ซึ่งมีเพียงประมาณ 30% ของผลผลิตทั้งหมด และได้ราคาดีกว่าเพียงเล็กน้อย

กลุ่มที่สอง คือ มะพร้าวตกเกรดที่มีสัดส่วนสูง ต้องเข้าสู่โรงงานแปรรูปในราคาต่ำเพียงประมาณ 2 บาทต่อลูก ส่งผลให้โรงงานมีอำนาจต่อรองสูง และสามารถกดราคาซื้อได้ง่าย

ในด้านตลาดปลายน้ำ โครงสร้างการพึ่งพาการส่งออกถือเป็นความเสี่ยงสำคัญ โดยไทยส่งออกมะพร้าวประมาณ 70% ของผลผลิตทั้งประเทศ และในจำนวนนี้กว่า 80% ส่งไปยังประเทศจีน

อย่างไรก็ตาม ภาวะเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว ทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น พฤติกรรมการบริโภคจึงเปลี่ยนจากมะพร้าวสดไปเป็นน้ำมะพร้าวบรรจุขวด

ขณะเดียวกัน ไทยยังต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากประเทศคู่แข่ง เช่น อินโดนีเซีย ที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า และมีความร่วมมือกับแบรนด์เครื่องดื่มในจีน รวมถึงเวียดนาม ที่ได้เปรียบด้านต้นทุนขนส่งและราคาที่ถูกกว่า

นอกจากนี้ จีนยังเร่งพัฒนาแหล่งปลูกมะพร้าวภายในประเทศ เช่น มณฑลไห่หนาน ซึ่งอาจลดความต้องการนำเข้าในระยะยาว

: รัฐบาลไทย หาทางออกอย่างไร?

เพื่อตอบสนองต่อวิกฤตดังกล่าว รัฐบาลไทยได้เร่งออกมาตรการช่วยเหลือ โดยกระทรวงพาณิชย์ร่วมมือกับห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ เพิ่มปริมาณรับซื้อมะพร้าวจากเกษตรกร จากเดิมประมาณ 3 ล้านลูกต่อปี เป็น 6 ล้านลูกต่อปี ผ่านเครือข่ายกว่า 2,600 สาขาทั่วประเทศ

ข้อมูลจากกรมการค้าภายในระบุว่า ตั้งแต่ต้นปี 2569 สามารถระบายผลผลิตได้แล้วกว่า 2.8 ล้านลูก คิดเป็นมูลค่าประมาณ 45 ล้านบาท ซึ่งช่วยลดปริมาณสินค้าคงค้างในตลาดต้นทางได้โดยตรง

ผลจากมาตรการดังกล่าวทำให้ราคาหน้าสวนเริ่มปรับตัวดีขึ้น จากเดิม 2–3 บาทต่อลูก เป็นประมาณ 6–7 บาทต่อลูก แม้ยังไม่ถึงจุดคุ้มทุน แต่ถือเป็นสัญญาณบวกที่ช่วยพยุงสถานการณ์ในระยะสั้น

นอกจากนี้ ยังมีการเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรนำมะพร้าวไปจำหน่ายโดยตรงถึงผู้บริโภค เพื่อลดการพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร

: ล้งกลาง = ความหวังแก้ราคาสินค้าเกษตร

ในระยะต่อไป กระทรวงพาณิชย์มีแนวคิดจัดตั้ง “ล้งกลาง” เพื่อสร้างความโปร่งใสในระบบการค้า และลดปัญหาการแทรกแซงจากกลุ่มทุน รวมถึงแก้ปัญหานอมินีต่างชาติ โดยมีแผนขยายโมเดลดังกล่าวไปยังสินค้าเกษตรอื่น

อย่างไรก็ตาม ภาครัฐยอมรับว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหา โดยโจทย์สำคัญยังอยู่ที่การยกระดับคุณภาพผลผลิตให้สม่ำเสมอ และลดสัดส่วนมะพร้าวตกเกรด ผ่านการปรับปรุงตั้งแต่ต้นน้ำ เช่น การจัดโซนการปลูก (Zoning)

ขณะเดียวกัน ยังต้องเร่งฟื้นความเชื่อมั่นของตลาด โดยเฉพาะกรณี “น้ำมะพร้าวปลอม” ในจีน ซึ่งมีการเติมน้ำ น้ำตาล หรือแต่งกลิ่นเลียนแบบ

แม้จะเป็นวิกฤต แต่ก็เปิดโอกาสให้มะพร้าวไทยสามารถสร้างจุดขายด้านคุณภาพและความเป็นธรรมชาติ พร้อมพัฒนาสินค้าในตลาดพรีเมียมที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้

อีกหนึ่งแนวทางคือการเพิ่มมูลค่าผ่านแนวคิด “Zero Waste” โดยนำทุกส่วนของมะพร้าวมาใช้ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อ เปลือก หรือกะลา เพื่อนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น ถ่านอัดแท่ง ลดการพึ่งพาการขายผลสดเพียงอย่างเดียว

บทเรียนสำคัญจากวิกฤตครั้งนี้คือการพึ่งพาตลาดเดียวมากเกินไป ทำให้ไทยมีความเปราะบางต่อความเปลี่ยนแปลงของตลาดโลก โดยกระทรวงพาณิชย์จึงเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการรักษาตลาดหลักอย่างจีน ควบคู่กับการเร่งขยายตลาดใหม่ เพื่อกระจายความเสี่ยงในระยะยาว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...