เช็คลิสต์ 59 สินค้าควบคุม ห้ามขึ้นราคาเอง ต้องขออนุญาตทุกครั้ง
ก.พาณิชย์ยกระดับคุมเข้มสินค้า 59 รายการ สั่งเบรกขึ้นราคาพุ่งเป้าบรรเทาผลกระทบวิกฤตตะวันออกกลาง สั่งกรมการค้าภายในทบทวนรายการสินค้าควบคุมปรับเกณฑ์จากเดิมเพียง "แจ้งเพื่อทราบ" เป็น "ต้องขออนุญาต" ก่อนปรับราคาจริงทุกครั้ง เพื่อสกัดการฉวยโอกาสซ้ำเติมค่าครองชีพ ชี้โทษสูงสุดจำคุก 7 ปี ปรับ 1.4 แสนบาท หากกักตุนหรือค้ากำไรเกินควร
24 มีนาคม 2569 ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงานและห่วงโซ่อุปทานโลก กระทรวงพาณิชย์ได้ประกาศยกระดับการกำกับดูแลราคาสินค้าและบริการอย่างเคร่งครัด โดยมุ่งเน้นไปที่สินค้า 59 รายการที่จำเป็นต่อการดำรงชีพภายใต้พระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 เพื่อป้องกันการปรับขึ้นราคาสินค้าโดยพลการและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในภาคครัวเรือน
นางสาวกนิษฐา กังสวนิช ผู้ตรวจราชการกระทรวงและรองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกลไกการกำกับดูแลในครั้งนี้ว่า กลุ่มสินค้าที่ถูกจัดอยู่ในหมวด "จำเป็นเร่งด่วน" อาทิ อาหารสำเร็จรูป บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง นมสด นมผง ปุ๋ยเคมี และอาหารสัตว์ เป็นกลุ่มที่ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายไม่สามารถปรับราคาเองได้ โดยต้องยื่นเรื่องขออนุญาตและได้รับการอนุมัติจากกระทรวงพาณิชย์ก่อนดำเนินการเท่านั้น
ขณะที่กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป เช่น ผงซักฟอก แชมพู น้ำยาล้างจาน รวมถึงเวชภัณฑ์และยารักษาโรค แม้ในเบื้องต้นจะกำหนดให้เพียงแจ้งการเปลี่ยนแปลงราคาให้กระทรวงฯ ทราบ แต่ล่าสุดได้รับข้อสั่งการจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ให้ดำเนินการทบทวนหลักเกณฑ์ใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
"รัฐมนตรีกว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในทบทวนสินค้าควบคุมให้เหมาะสมกับสถานการณ์ จากเดิมบางกลุ่มที่แจ้งเปลี่ยนราคา อาจต้องขออนุญาตก่อนปรับขึ้นราคาทุกครั้ง" นางสาวกนิษฐา กล่าว
สำหรับการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์การควบคุมราคานี้ จะต้องผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบอย่างรอบด้าน ก่อนจะนำเสนอต่อคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เพื่อพิจารณาเห็นชอบอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นมาตรการเชิงโครงสร้างที่นำมาใช้เพื่อจำกัดผลกระทบจากปัจจัยภายนอกประเทศที่อาจส่งผ่านมายังราคาสินค้าในประเทศ
ในเชิงปฏิบัติ กระทรวงพาณิชย์ได้ใช้วิธีการทำงานแบบบูรณาการร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ พลังงานจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อลงพื้นที่ตรวจสอบราคาสินค้าและบริการให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง พร้อมทั้งติดตามสถานการณ์สต็อกสินค้าอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันปัญหาการปฏิเสธการจำหน่ายหรือการกักตุนสินค้าที่อาจเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดมีความผันผวน
บทลงโทษทางกฎหมายและการบรรเทาค่าครองชีพ
กระทรวงพาณิชย์ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยกำหนดบทลงโทษที่ชัดเจนสำหรับผู้ฝ่าฝืน ดังนี้:
- กรณีไม่ติดป้ายแสดงราคาสินค้า: มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท
- กรณีจำหน่ายสินค้าแพงเกินสมควร/กักตุนสินค้า/ปฏิเสธการจำหน่าย: มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
นอกจากมาตรการป้องปรามทางกฎหมายแล้ว กระทรวงฯ ยังได้ขับเคลื่อนมาตรการเชิงรุกเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนผ่าน "โครงการธงฟ้าราคาประหยัด" โดยขยายจุดจำหน่ายสินค้าจำเป็นราคาพิเศษครอบคลุมทั่วประเทศ และ "โครงการธงเขียวราคาประหยัด" เพื่อลดต้นทุนปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกร
ขณะเดียวกันยังได้รับความร่วมมือจากกลุ่มผู้ผลิตรายใหญ่ในการกระจายสินค้ากลุ่มสบู่ แชมพู และผงซักฟอก ในราคาพิเศษผ่านเครือข่ายร้านค้าปลีกรายย่อยและร้านค้าชุมชน รวมถึงการใช้กลไกร้านอาหารราคาประหยัดของกรมการค้าภายใน เพื่อเป็นทางเลือกในการลดภาระค่าใช้จ่ายและสร้างสมดุลให้กับราคาสินค้าในตลาดให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมภายใต้สภาวะวิกฤตเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้