โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“พิพัฒน์”ย้ำ ศึกษา”แลนด์บริดจ์”เพิ่ม 90 วัน อัปเดตข้อมูลครอบคลุมสถานการณ์ใหม่”ตะวันออกกลาง-ข้อกังวลสวล.”

Manager Online

เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • MGR Online

“พิพัฒน์”ย้ำ รมว.คลังศึกษา”แลนด์บริดจ์”90 วัน อัปเดต สถานการณ์ตะวันออกกลาง-ปมช่องแคบมะละกาเก็บค่าผ่านทาง “อุต-พลังงาน-ทรัพยากร”ร่วมวางระบบเชื่อมต่อโลจิสติกส์ หาคุ้มค่าพร้อมเดินหน้าต่อ

วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสม สะพานเศรษฐกิจเชื่อมฝั่งทะเลอ่าวไทยและอันดามัน หรือ “แลนด์บริดจ์” (Land Bridge) “ชุมพร-ระนอง” โดนมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน เพื่อทบทวนข้อมูลการศึกษาให้ครอบคลุมทั้งระบบ ทั้งด้านความคุ้มครองทางเศรษฐกิจ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ โดยกำหนดกรอบเวลาการศึกษาให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน และจะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

เนื่องจากผลการศึกษาที่ทางสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ทำไว้ใช้ข้อมูลเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ซึ่งในตอนนั้นยังไม่มีเหตุการณ์เรื่องของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเกิดขึ้น

ข้อมูลเดิมที่เคยทำไว้ก็อาจไม่ตอบโจทย์รอบด้าน เมื่อมีเหตุการณ์ใหม่

และยังมีประเด็นที่ประเทศอินโดนีเซีย อาจพิจารณาการเก็บค่าธรรมเนียมผ่านช่องแคบมะละกา แม้จะเป็นเพียงแนวคิดที่มีการปรารภออกมาและอาจมีการถอนเรื่องในภายหลัง แต่เมื่อเขามีไอเดียแล้ว รัฐบาลมองว่าเป็น "ความเป็นไปได้ใหม่" ที่ต้องนำมาคำนวณในแบบจำลองความคุ้มค่าของแลนด์บริดจ์ด้วย

“รวมถึง ความครอบคลุมในทุกระบบ เนื่องจากขาดความเชื่อมโยงของระบบโลจิสติกส์ที่ครบถ้วน ในครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีจึงมีคำสั่งให้ทำการศึกษาใหม่แบบ "ครบวงจร" เช่น การเชื่อมโยงรถไฟทางคู่ลงไปหรือไม่ ไม่ใช่แค่มีเพียงพื้นที่ท่าเรือ 2 ฟากทะเลเท่านั้น”

การปรับแผนครั้งนี้ก็ต้องศึกษาเชื่อมโยงกับโครงการแลนด์บริดจ์เข้ากับ โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (Southern Economic Corridor - SEC) ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช, สุราษฎร์ธานี, ชุมพร และระนอง จากเดิมที่โครงการแลนด์บริดจ์มักถูกพูดถึงเพียงในพื้นที่ 2 จังหวัด (ระนอง-ชุมพร) การขยายขอบเขตไปยังอีก 2 จังหวัดที่เหลือจะช่วยให้การพัฒนาเชิงพื้นที่ในภาคใต้เกิดความสอดคล้องและเป็นชิ้นเดียวกันมากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ "หลังท่าเรือ" เพื่อการพัฒนา และตอบข้อกังวลของคนในพื้นที่ว่าจะถูกการเวนคืนที่ดินหรือไม่

รัฐบาลยืนยันว่า หากผลการศึกษาที่คณะกรรมการฯ ที่มีรมว.คลังเป็นประธาน หากชี้ให้เห็นถึงความคุ้มค่า รวมถึงการดูแลเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม รัฐบาลพร้อมจะเดินหน้าโครงการต่อทันที เนื่องจากโครงการแลนด์บริดจ์มีการผลักดันมาตั้งแต่ปี 2562 โดยเฉพาะในส่วนของ พ.ร.บ. SEC พรรคภูมิใจไทย ได้เสนอพื้นที่ ครอบคลุม 4 จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช, สุราษฎร์ธานี, ชุมพร และระนอง ส่วนโครงการแลนด์บริดจ์เดิม เกี่ยวเนื่องกับ 2 จังหวัด คือ ระนอง-ชุมพร แต่ตอนนี้รัฐบาลกำลังทำให้แลนด์บริดจ์และ SEC เป็น "ชิ้นเดียวกัน" ตัวร่าง พรบ. เรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงประเด็นเรื่องกองทุน ซึ่งอาจเดินหน้าไปก่อนหรือรอผลการศึกษาจบก็ได้

ทั้งนี้เพื่อให้การเดินหน้าโครงการเป็นไปอย่างรอบด้าน นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งให้การศึกษาครั้งนี้มีองค์ประกอบจากหลายกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่เพียงกระทรวงคมนาคมกระทรวงเดียวเหมือนในอดีต โดยคณะกรรมการชุดใหม่จะมีตัวแทนจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อ ศึกษาผลกระทบเชิงลึก เพราะการพัฒนาขนาดใหญ่ย่อมส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

รวมถึง กระทรวงพลังงาน ที่จะช่วยดูแลเรื่องการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม วางแผนการพัฒนาพื้นที่หลังท่าและเขตอุตสาหกรรม กระทรวงคมนาคม ดูแลระบบโครงสร้างพื้นฐานหลักการทำงานข้ามกระทรวงนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเมื่อมีการนำแนวคิด SEC เข้ามาเกี่ยวข้อง จะมีประเด็นที่เชื่อมโยงถึง 4-6 กระทรวงในคราวเดียว

นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับความกังวลของคนในพื้นที่ในเรื่องการเวนคืนที่ดิน โดยสั่งการให้ทีมงานลงไปทำความเข้าใจและศึกษาแนวทางการเยียวยาที่เหมาะสม

ในส่วนของรายละเอียดทางวิศวกรรมและการขนส่ง โครงการแลนด์บริดจ์รูปแบบใหม่จะประกอบด้วยองค์ประกอบหลักที่สำคัญคือ ท่อส่งน้ำมัน (Pipeline) ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบที่ "ไม่มีไม่ได้" นอกจากนี้ยังมีระบบถนนและรางรถไฟ โดยเน้นย้ำว่าการวางระบบรางจะไม่ใช่แค่การเชื่อมต่อ 2 จังหวัดเข้าด้วยกัน แต่ต้องเป็นการ เชื่อมรางจากกรุงเทพฯลงไปโดยเฉพาะจากแหลมฉบังหรือพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ลงไปถึงระนองแนวคิดนี้จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะสินค้าที่ผลิตจากอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC หรือแหลมฉบัง ที่ต้องการส่งออกไปยังยุโรป แทนที่จะต้องนำเรือไปถ่ายลำที่สิงคโปร์ ก็สามารถขนส่งทางรางมาลงที่ท่าเรือระนองเพื่อส่งออกได้ทันที ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีตัวเลขสินค้าที่ส่งออกไปยังยุโรปและจีนรวมกันเกือบ 6 ล้านตู้ต่อปี การมีท่าเรือทั้งสองแห่งจะช่วยเพิ่มความคุ้มค่าและประสิทธิภาพในการจัดการสินค้าเหล่านี้ได้อย่างมหาศาล

สำหรับกรอบเวลาในการดำเนินงาน หลังจากใช้เวลาศึกษาเชิงลึก 90 วันและได้ข้อสรุปที่ชัดเจนแล้ว รัฐบาลจะดำเนินการเรื่องร่าง พรบ. SEC ต่อไป ซึ่งคาดว่าอาจจะมีการขับเคลื่อน พรบ. ไปพร้อมๆ กัน โดยยังคงเหลือประเด็นเรื่องกองทุนที่ต้องพิจารณา หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน คาดว่ากระบวนการเตรียมการจะแล้วเสร็จทันในรัฐบาลชุดนี้ และอาจเริ่มเข้าสู่ขั้นตอนการก่อสร้างได้ในช่วงปี 2573

นายพิพัฒน์กล่าวถึงกระแสการต่อต้านโครงการว่า รัฐบาลเชื่อมั่นว่าหากทบทวนข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน ตามสถานการณ์ และตอบโจทย์ผลประโยชน์ของประเทศอย่างแท้จริง โครงการนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจไทยในอนาคต สำหรับรายชื่อนักลงทุนต่างชาติที่สนใจนั้น รัฐบาลระบุว่าที่ผ่านมามีหลายประเทศเข้ามาหารือและให้ความสนใจอย่างต่อเนื่องตั้งแต่รัฐบาลก่อนหน้านี้ ซึ่งจะมีความชัดเจนมากขึ้นหลังจากการศึกษารอบนี้สิ้นสุดลง

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...