คลัง ย้ำออกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนลบ. สู้ “วิกฤตปากท้อง” ยันหนี้ไม่ทะลุเพดาน 70%
ดร.เอกนิติ ย้ำ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน จำเป็นต่อการแก้ “วิกฤตปากท้อง” และต้นทุนพลังงาน ชูหลัก 5T โปร่งใส มั่นใจหนี้สาธารณะไม่เกิน 70% มุ่งประคองเศรษฐกิจระยะยาว
5 พ.ค.2569 ที่ กระทรวงการคลัง - ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยถึง การตราร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ จะช่วยประคับประคองเศรษฐกิจระยะสั้น และผลจากการปรับโครงสร้างทางพลังงานจะช่วยลดต้นทุนให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน เพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน และสามารถดึงดูดการลงทุนสู่ระบบเศรษฐกิจได้อีกด้วย จึงถือเป็นการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างไปพร้อมกับการบรรเทาทุกข์ของประชาชน
สำหรับผลกระทบต่อหนี้สาธารณะและความยั่งยืนทางการคลัง แม้จะมีการกู้เงินเพิ่มเติมแต่สถานะทางการคลังของไทยยังอยู่ในกรอบที่บริหารจัดการได้ หลังการกู้เงินตามร่าง พ.ร.ก. นี้แม้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะเพิ่มขึ้นแต่ก็ยังต่ำกว่าเพดานตามกฎหมายที่ 70% ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบการบริหารหนี้สาธารณะตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ มีแผนการชำระหนี้ที่ชัดเจนและโปร่งใส และที่สำคัญคือการดำเนินการทุกประการยังอยู่ภายใต้กรอบความรับผิดชอบทางการคลัง
โดยระบุด้วยว่าการออกพ.ร.ก.เงินกู้ในครั้งนี้เป็นความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็น วิกฤตระดับโลก ไม่ใช่วิกฤตเฉพาะของประเทศไทย โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางซึ่งยังไม่ยุติ และเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนสูง ส่งผลให้วิกฤตดังกล่าวมีลักษณะ รวดเร็ว รุนแรง และเกิดขึ้นเป็นระลอก คือ
- ระลอกที่ 1 วิกฤตสงครามและความขัดแย้ง
- ระลอกที่ 2 วิกฤตแหล่งพลังงานโลก
- ระลอกที่ 3 วิกฤตราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ รวมถึงการขาดแคลน
- ระลอกที่ 4 วิกฤตต้นทุนการผลิตและค่าขนส่ง ทำให้ของแพงขึ้น
- ระลอกที่ 5 วิกฤตกำลังซื้อและปากท้อง ซึ่งอาจกระทบธุรกิจและการจ้างงาน
“วิกฤตที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ ไม่ใช่เพียงปัญหาระยะสั้นด้านค่าครองชีพเท่านั้น แต่คือ วิกฤตปากท้องของประชาชน ที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ การแก้ปัญหาจึงไม่อาจหยุดอยู่เพียงมาตรการบรรเทาชั่วคราว หากแต่จำเป็นต้องแก้ไขเชิงโครงสร้างในระยะยาว ผ่านการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เพื่อให้ประเทศสามารถยืนอยู่ได้อย่างมั่นคงในอนาคต”
ดร.เอกนิติ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ที่ผ่านมาจะเห็นได้ชัดว่า เกิดเหตุการณ์หนึ่ง ราคาน้ำมันก็ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วทันที ประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูงย่อมได้รับผลกระทบโดยตรง จากการประเมินของทั้งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศอันดับต้น ๆ ของโลกที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง คิดเป็นประมาณ 7% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงมาก ส่งผลให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากความผันผวนด้านพลังงานมากกว่าหลายประเทศ
ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวไม่ใช่ปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะประเทศไทย ตามที่หลายประเทศ รวมถึงสิงคโปร์และประเทศอื่น ๆ ได้ออกมาชี้แจงในทิศทางเดียวกันว่า วิกฤตครั้งนี้มีแนวโน้มจะดำเนินต่อไปเป็นระยะ และอาจทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคต หากไม่มีการรับมืออย่างทันท่วงทีและเป็นระบบ
“หัวใจสำคัญของพ.ร.ก.ฉบับนี้คือกำหนดวัตถุประสงค์ไว้อย่างชัดเจนและจำกัด ไม่เปิดกว้างให้ใช้จ่ายโดยไม่มีกรอบ แต่ระบุไว้เฉพาะสองเรื่องหลักเท่านั้น คือ การบรรเทาความเดือดร้อนและลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และ การสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ”
ดร.เอกนิติ กล่าวอีกว่า ซึ่งเป็นการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ผลลัพธ์ที่คาดหวังอย่างชัดเจน คือ การลดการใช้และการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของความผันผวนด้านต้นทุนพลังงานและเงินเฟ้อและเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทย
เนื่องจากในปัจจุบัน ประเทศไทยยังคงพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศและประเทศเพื่อนบ้านในสัดส่วนสูง การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานที่ประเทศสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น จะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มเสถียรภาพให้กับระบบเศรษฐกิจในระยะยาว
“พ.ร.ก.ฉบับนี้ไม่ได้มุ่งเพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการวางรากฐานเพื่อแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศให้มั่นคง แข่งขันได้ และพร้อมรับมือกับวิกฤตของโลกในอนาคต”
เพื่อความโปร่งใสและวินัยการเงิน ในการใช้เงินกู้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด รัฐบาลได้กำหนดกลไกการคัดกรองโครงการผ่านหลักการ 5T ประกอบด้วย
- Target : ตรงกลุ่มเป้าหมาย
- Transition : เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานใหม่
- Transform : ปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรม
- Transparency : ตรวจสอบได้ผ่านเว็บไซต์และมีผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกร่วมเป็นกรรมการ
- Together : ทำงานร่วมกับภาคเอกชน
อย่างไรก็ดีเป้าหมายหลักของมาตรการในครั้งนี้ ไม่ได้มุ่งเน้นที่การขับเคลื่อน GDP เป็นตัวตั้ง แต่ให้ความสำคัญกับการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นเป็นหลัก รวมถึงการส่งเสริมและสนับสนุนพลังงานทางเลือกเพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว
“จากการคาดการณ์ของสศช. คาดว่า เม็ดเงินในครี้งนี้จะช่วยสนับสนุนการขยายตัวของ GDP ได้ประมาณ 0.8% ในขณะที่หนี้สาธารณะของประเทศยังคงอยู่ในเกณฑ์ที่บริหารจัดการได้ โดยคาดการณ์ว่าสัดส่วนหนี้ต่อ GDP จะไม่เกิน 70% ซึ่งจะขึ้นไปสูงสุดที่ประมาณ 69% ในปี 2571 และจะค่อยๆ ลดลงหากเศรษฐกิจขยายตัวได้ตามเป้าหมาย”
เปิดร่างพ.ร.ก.กู้เงินฯ
รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เผย ร่างพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์ วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. ….
ปัจจุบันนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญ “ วิกฤตปากท้อง ” ที่ไม่ได้มาเพียงระลอกเดียวแต่กำลังมาเป็นคลื่นต่อเนื่อง ระลอกแรก คือ ราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้น ระลอกที่สอง คือ กำลังลุกลามไปสู่ต้นทุนอาหารและสินค้าต่าง ๆ ที่เพิ่มสูงขึ้น และระลอกที่สาม คือ กำลังซื้อของประชาชนที่เริ่มลดลง ส่งผลกระทบในลักษณะแรงบีบสองด้าน ( Double Squeeze) ต่อภาคธุรกิจและภาคประชาชนที่รายได้ลดลงแต่ต้นทุนกลับสูงขึ้น ฉุดกำลังซื้อของประชาชนและเพิ่มความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะชะลอตัวภายใต้เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจตกต่ำ ( Stagflation) ในระยะถัดไป
แม้สงครามความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางอาจจะจบลงแต่ภัยต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจก็จะคงมีอยู่ เพราะประเทศไทยกำลังเข้าสู่ระเบียบโลกใหม่ที่ราคาน้ำมันจะไม่กลับไปเหมือนเดิม
และความเสี่ยงด้านพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน ( Supply Chain) ยังคงสูงต่อเนื่อง ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงที่สุดอันดับต้น ๆ ในเอเชีย จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยต้องลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานอย่างเร่งด่วนเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ แม้รัฐบาลจะใช้มาตรการทางการคลังในกรอบงบประมาณที่มีอยู่เพื่อแก้ไขสถานการณ์วิกฤตแต่จะไม่ทันการณ์ เนื่องจากไม่สามารถตอบโจทย์ได้อย่างครบถ้วนทั้งในด้านขนาด ( Scale) ความเร็ว ( Speed) และความยืดหยุ่น ( Flexibility) ที่ไม่เพียงพอและหากจะดำเนินการผ่านกระบวนการตรากฎหมายปกติจะไม่ทันต่อสถานการณ์และอาจก่อให้เกิดความเสียหายที่ยากต่อการแก้ไขในภายหลัง
วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้จึงเป็นวิกฤตซ้อนหลายระลอกต้องรับมืออย่างเร่งด่วนและเป็นปราการสำคัญในการรับมือวิกฤตระลอกถัดไปและจำกัดผลกระทบไม่ให้ขยายตัวในวงกว้างและยืดเยื้อ จึงมีความจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดอันเนื่องจากความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ
คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 อนุมัติร่างพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. …. (ร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ซึ่งเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศโดยเป็นการตราพระราชกำหนดตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และสอดคล้องกับมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 พร้อมทั้งให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน โดยสรุปสาระสำคัญของร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ มีดังนี้
1. ให้กระทรวงการคลังโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีมีอำนาจกู้เงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท
2. วัตถุประสงค์ในการใช้จ่ายเงินกู้ เพื่อบรรเทาผลกระทบอย่างตรงจุดในการช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ และปรับโครงสร้างพลังงานซึ่งเป็นประเด็นที่มีผลต่อวิกฤตโดยตรง โดยให้นำไปใช้จ่ายได้ตามที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ ประกอบด้วย 2 แผนงานหลัก ดังนี้
แผนงานที่ 1 : มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือภาคประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน วงเงิน 200,000 ล้านบาท เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนและประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ให้หยุดชะงัก โดยมุ่งตรงไปยังกลุ่มเป้าหมายสำคัญคือประชาชนผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง เกษตรกร ผู้ประกอบการ SME รวมทั้งลดต้นทุนให้กับภาคการเกษตรเพื่อให้เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพต่อไปได้โดยไม่ถูกผลกระทบซ้ำจากต้นทุนที่สูงขึ้น และช่วยเหลือผู้ประกอบการให้สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง
แผนงานที่ 2 : มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก และพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรม วงเงิน 200,000 ล้านบาท
2.1 กิจกรรมที่มีวัตถุประสงค์เพื่อลดการใช้พลังงานฟอสซิล การใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต
2.2 การใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการใช้พลังงานฟอสซิล ทำให้การใช้พลังงานมีประสิทธิภาพ หรือส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือก รวมทั้งสนับสนุนการติดตั้งสถานีบรรจุไฟฟ้า
2.3 การพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมสำหรับรองรับการปรับโครงสร้างพลังงานและการสร้างเศรษฐกิจใหม่
3. ให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ โดยมีปลัดกระทรวงการคลัง (ประธานกรรมการ) เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ อธิบดีกรมบัญชีกลาง ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ผู้ทรงคุณวุฒิที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่งตั้งไม่เกิน 3 คน (กรรมการ) และผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (กรรมการและเลขานุการ) ผู้แทน สศช. และ สศค. (ผู้ช่วยเลขานุการร่วม) และเพื่อให้การใช้จ่ายเงินกู้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของร่าง พ.ร.ก. กู้เงินฯ
กระทรวงการคลังยังได้กำหนดหลักการใช้จ่ายเงินกู้ภายใต้หลักการ 5 T ได้แก่ Target ตรงจุด ใช้เงินตรงเป้าหมาย Transition เร่งรัดการเปลี่ยนผ่าน ลดความเปราะบางทางพลังงาน Transformation เปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเน้นการลงทุนที่ช่วยให้เศรษฐกิจสามารถฟื้นตัว Transparent โปร่งใส ตรวจสอบได้ Together ขับเคลื่อนร่วมกันทุกภาคส่วน เพื่อให้เงินทุกบาทที่ใช้สร้างคุณค่าสูงสุดแก่ประชาชนและประเทศ