สงครามดัน ‘อีวีเอเชีย’ ฟื้น ค่ายจีนรับอานิสงส์ ยอดจองพุ่ง 2 เท่า
บลูมเบิร์กรายงานว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่รุนแรงและยืดเยื้อ ปลุกความสนใจรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ทำให้โชว์รูมของค่ายรถยนต์ไฟฟ้าจีนยักษ์ใหญ่อย่าง “บีวายดี” (BYD) คึกคักไปด้วยผู้คนที่สนใจ และยอดการสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นทั่ว “เอเชีย”
คนตัดสินใจซื้อ EV
แมทธิว โดมินิก โพห์ พนักงานขายประจำโชว์รูมแห่งหนึ่งในกรุงมะนิลาเปิดเผยว่า ยอดจองรถในช่วงเพียง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา พุ่งสูงเท่ากับยอดจองตลอดทั้งเดือน
"ลูกค้าเริ่มเปลี่ยนจากรถยนต์แบบเดิมมาใช้รถ EV กันมากขึ้น เพราะทนแบกรับภาระ ราคาน้ำมันที่แพงขึ้นเรื่อยๆ ไม่ไหว" แมทธิวกล่าว
ทางด้านกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม กระแสรถยนต์ไฟฟ้าก็ร้อนแรงไม่แพ้กัน โดยโชว์รูม “วินฟาสต์” (VinFast) ก็มียอดผู้เข้าชมพุ่งสูงขึ้นถึง 4 เท่า จนต้องเร่งจ้างพนักงานขายเพิ่มเพื่อให้ทันกับความต้องการ ซึ่งนับตั้งแต่เกิดสงครามในอิหร่านเป็นต้นมา โชว์รูมสามารถปิดการขายรถ EV ได้ถึง 250 คันภายในเวลาเพียง 3 สัปดาห์ หรือเฉลี่ยสัปดาห์ละกว่า 80 คัน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในปี 2025 ถึงสองเท่า
เหตุผลสำคัญคือ “ความคุ้มค่า” ในระยะยาว โดย ไล เดอะ แมนห์ ลินห์ พนักงานบริษัทโทรคมนาคมวัย 41 ปี ได้ตัดสินใจเปลี่ยนจากรถน้ำมันคันเดิมอย่าง Toyota Vios มาเป็นรถไฟฟ้า VinFast 5 เพื่อใช้เดินทางไปทำงานวันละ 60-70 กิโลเมตร ซึ่งเขามั่นใจว่าการเปลี่ยนมาใช้รถEV จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและประหยัดเงินในกระเป๋าได้มากกว่าเดิม
แม้ว่าบรรดาผู้ผลิตรถยนต์จะยังไม่ได้ประกาศตัวเลขยอดขายอย่างเป็นทางการของเดือนมี.ค. ซึ่งเป็นเดือนแรกที่ได้รับผลกระทบเต็มๆ จากความขัดแย้งในอ่าวเปอร์เซีย แต่สัญญาณเริ่มต้นต่างๆ บ่งชี้ว่า ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในเอเชียอย่าง BYD ของจีน และ VinFast ของเวียดนาม กำลังได้รับอานิสงส์โดยตรงจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้น
สงครามกระตุ้นตลาด EV เอเชียฟื้น
อัลเบิร์ต ปาร์ค หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) ให้ความเห็นว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้น มักจะเป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้รถยนต์ไฟฟ้าเสมอ เพราะมันสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจที่ช่วยให้ผู้คนหันมาใช้พลังงานสะอาดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
จากการวิเคราะห์ของ BloombergNEF พบว่า การที่ผู้คนทั่วโลกหันมาใช้กันมากขึ้น ช่วยลดการใช้น้ำมันดิบลงได้เทียบเท่ากับ 2.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในช่วงปีที่ผ่านมา
สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า "ก่อนหน้านี้เรามองภาพรวมความต้องการรถ EV ในปี 2026 ไม่ค่อยสดใสนัก เพราะการที่รัฐบาลลดเงินอุดหนุนทำให้ราคารถ EV ดูไม่จูงใจเมื่อเทียบกับรถยนต์สันดาปทั่วไป แต่ถ้าหากราคาน้ำมันยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงแบบนี้หรือพุ่งสูงขึ้นไปอีก เราคาดว่าจะเห็นความต้องการรถ EV เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ"
ส่วนที่ประเทศลาว รัฐบาลกำลังตอบโต้ภาวะราคาน้ำมันแพงด้วยมาตรการฉุกเฉิน โดยสั่งลดค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนและค่าบริการรถ EV ลง 30% ในขณะเดียวกันก็สั่ง ปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมในอัตราเท่ากันสำหรับรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน ตามแถลงการณ์จากสำนักนายกรัฐมนตรีของลาว