อัยการกางกฎหมาย คดีนักร้องรีดเงินเหยื่อ เข้าเงื่อนไขข้อหากรรโชกทรัพย์เป็นปกติธุระ
อัยการกางกฎหมาย เคสนักร้องรีดเงินเหยื่อ เข้าเงื่อนไขข้อหา “กรรโชกทรัพย์เป็นปกติธุระ” ผิดกฎหมายฟอกเงิน ส่ง ปปง.อายัดทรัพย์เหมือนคดีทนายตั้ม
22 เมษายน 2569 - เเหล่งข่าวนักกฎหมายจากสำนักงานอัยการสูงสุด ให้ความเห็นกรณีการบุกจับกุม นักร้องชื่อดัง กรรโชกทรัพย์เจ้าพนักงาน เเละในสื่อมวลชนยังรายงานเหตุผลค้านประกันของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า มีการทำเป็นขบวนการ แบ่งหน้าที่กันทำ เเละพบว่านอกจากคดีนี้แล้วยังมีการกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันกันผู้เสียหายรายอื่นๆ อีก ว่าการเข้าจับกุม ของตำรวจกองปราบปราม ที่เข้าจับกุม นักแฉชื่อดัง ที่มัก ชอบไลฟ์สด ผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ และ มักกล่าววาจาดูหมิ่นเหยียดหยาม ถากถาง ด้อยค่าบุคคลอื่น แต่เจตนาที่แท้จริง ของนักแฉคนดังกล่าว มุ่งประสงค์ต่อผล ให้เหยื่อที่ถูกแฉหรือนำเสนอข้อมูล ผ่านทางช่องรายการของตนติดต่อมาเคลียร์ หรือนำทรัพย์สินมามอบให้
ซึ่งพฤติกรรมการกระทำความผิดดังกล่าว ย่อมเป็นการข่มขืนใจผู้อื่น ให้ยอมให้หรือยอมจะให้ ตนเองได้รับประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน โดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อ ชื่อเสียง ของผู้ถูกขู่เข็ญ หรือบุคคลที่ 3 ซึ่งเป็น อาจเป็นบุคคลใกล้ชิดหรือ บุคคลในครอบครัว การกระทำความผิดดังกล่าวย่อมเป็นความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 337
ซึ่งหากเหยื่อเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง หรือเป็นบุคคล ที่มีตำแหน่งหน้าที่ราชการ เป็นที่รู้จักของบุคคลทั่วไป ย่อมเกิดความหวาดกลัว ว่าการกระทำดังกล่าว อาจกระทบต่อชื่อเสียง หรือกระทบต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ เหยื่อผู้ถูกกระทำ จึง ต้องจำยอมต้อง นำเงินหรือผลประโยชน์ ไปมอบให้กับนักแฉดังกล่าว ซึ่งนักแฉดังกล่าว มักกล่าวอ้างหรือโอ้อวดว่า ตนเป็นสื่อมวลชน หรือสุจริตชน แสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริต ติชมด้วยใจเป็นธรรม
การกระทำของตน เป็นวิสัยของประชาชน ที่สามารถทำได้ อันเป็นการยกข้ออ้าง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 329 ว่าการกระทำของตนไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท
แต่อย่างไรก็ดีหากข้อเท็จจริงพิสูจน์ทราบได้ว่า การกระทำของนักแฉดังกล่าวมีวาระซ่อนเร้น ว่าจะเป็นการตบทรัพย์เหยื่อ ซึ่งเป็นบุคคลผู้มีชื่อเสียงก็ดี มีตำแหน่งหน้าที่ราชการก็ดี ย่อมครบองค์ประกอบความผิดฐานกรรโชกทรัพย์
หากกระทำต่อเหยื่อหลายๆครั้ง และหลายๆคน โดยมีเจตนาที่จะเอาทรัพย์สินของเหยื่อ การกระทำดังกล่าว ย่อมเชื่อมโยงกับกฎหมายฟอกเงินที่เรียกว่า กรรโชกทรัพย์เป็นปกติธุระ เป็นไปตาม พรบ.ป้องกันเเละปราบปรามการฟอกเงินฯมาตรา 3 (18) เรื่องความผิดมูลฐาน
(18)บัญญัติไว้ว่า ความผิดเกี่ยวกับการลักทรัพย์ กรรโชก รีดเอาทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ฉ้อโกง หรือยักยอก ตามประมวลกฎหมายอาญาอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ
คำว่าเป็นปกติ คือการกระทำที่ทำเป็นประจำสม่ำเสมอ คำว่าธุระมักอ้างว่า ตนมีหน้าที่สอดส่อง ให้ความเป็นธรรมหรือเป็นกระบอกเสียงแก่บุคคลทั่วไปที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งย่อมเข้าเงื่อนไขและองค์ประกอบความผิดดังกล่าวมาแล้ว
ซึ่งในกฎหมายฟอกเงินนั้น จะมีเครื่องมือในการยึดอายัดทรัพย์สิน ที่ได้มาจากการกระทำความผิด คืนเงินหรือทรัพย์สินให้กับ เหยื่อที่ถูกกรรโชกทรัพย์ หากคืนครบถ้วนแล้ว ยังมีเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดอยู่
พนักงานอัยการย่อมร้องขอให้ทรัพย์สินดังกล่าวนั้นตกเป็นของแผ่นดินได้ ดังนั้นกรณีที่เกิดขึ้นนี้ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่บุคคลผู้เป็นเหยื่อ แล้วถูกนักแฉดังกล่าวข่มขู่หรือ ขู่เข็ญ ว่าจะทำอันตรายต่อชื่อเสียง จะต้องลุกขึ้นมาทำหน้าที่ โดยให้ข้อมูลกับ พนักงานสอบสวน ถึงเหตุการณ์ที่ตน ถูกข่มขู่ ขู่เข็ญรีดเอาทรัพย์สิน
และพนักงานสอบสวนมีหน้าที่ ต้องส่งเรื่องราวดังกล่าวให้สำนักงานปปง. ดำเนินการตรวจสอบ ยึดอายัดทรัพย์สิน ของผู้กระทำความผิดดังกล่าว โดยตรวจสอบที่มาของรายได้ ว่านักแฉดังกล่าว ประกอบอาชีพใดเป็นหลัก อันเป็นที่มาของรายได้ รวมทั้ง ตรวจสอบหลักฐานการเสียภาษี ตรวจสอบบุคคลใกล้ชิดว่ามีการถือครองทรัพย์สิน ที่มีลักษณะเพิ่มผิดปกติ หรือไม่อย่างไร การดำเนินการเช่นนี้จะเป็นการตัดวงจรอาชญากรรม ไม่ให้กลุ่ม นักแฉหรือนักตบทรัพย์ ได้ไปซึ่งทรัพย์สิน แล้วนำทรัพย์สินดังกล่าวมาแสวงหาประโยชน์ที่ไม่ควรได้โดยชอบ และเป็นการคุ้มครองสุจริตชน ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อจากการกระทำดังกล่าว จะคบ้ายกับที่ทนายตั้มถํกเเจ้งข้อหาฉ้อโกงอันเป็นปกติธุระในคดีโกงเงินเจ๊อ้อย