เอกนิติ ลุยกู้เงิน 5 แสนล้านฝ่าวิกฤต เดินหน้า“คนละครึ่งพลัส” มิย.
"เอกนิติ"เผยคลังจ่อออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน อัดฉีดเศรษฐกิจฝ่าวิกฤตพลังงาน ยันหนี้ยังไม่ชนเพดาน เดินหน้า “คนละครึ่งพลัส” มิ.ย.นี้
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังเตรียมออกพระราชกำหนดกู้เงินวงเงินไม่เกิน 5 แสนล้านบาท เพื่อนำมาใช้ในช่วงก่อนงบประมาณปี 2570 ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วยกลุ่มเปราะบางและเปลี่ยนผ่านเป็นพลังงานสะอาด เสริมกับเงินที่จะมาจากพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาารายจ่ายปี 2569 วงเงินประมาณ 8 หมื่นล้านบาท ถึง 1 แสนล้านบาท และเงินจากงบประมาณรายจ่ายปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งในวันนี้ได้มีการประชุม 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ และได้มีมติให้ตัดงบรายจ่ายที่ไม่จำเป็นทั้งการดูงานต่างประเทศ การก่อสร้างใหม่
การออกพ.ร.ก.กู้เงินวงเงินไม่เกิน 5 แสนล้านบาท ไม่จำเป็นต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะที่ปัจจุบันอยู่ที่ 70% ของจีดีพี โดยสัดส่วนหนี้สาธารณะอยู่ที่ 66% ของจีดีพี เหลือช่องว่างอีก 4% คิดเป็นเงินที่กู้ได้ 8 แสนล้านบาท มากกว่าวงเงินออกพ.ร.ก.กู้เงิน จึงไม่จำเป็นต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะในขณะนี้
“กระทรวงการคลังมีหน้าที่ดูแลกระสุนในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งการออกพ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท จะนำไปใช้ในช่วงพฤษภาคมถึงตุลาคม 2569 เนื่องจากเป็นช่วงสุญญากาศ และเป็นเหตุผลที่จะออกพ.ร.ก.กู้เงินมาดูแลกลุ่มเปราะบางและเปลี่ยนผ่านพลังงานได้ และการกู้มีความจำเป็นเพราะถ้าไม่กู้อาจจะมีอันตรายต่อเศรษฐกิจมากกว่า”
ขณะที่โครงการคนละครึ่งพลัส ได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่าจะให้ลงทะเบียนช่วงพฤษภาคม และเริ่มใช้ได้ในเดือนมิถุนายน โดยวงเงินและจำนวนคนที่ได้รับสิทธิอยู่ระหว่างการพิจารณาความเหมาะสม และรูปแบบการใช้เงิน เนื่องจากจะคาดว่าเศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานในระยะยาวตามที่คาดไว้
นายเอกนิติ กล่าวว่า การประชุมงบประมาณ 2570 กับ 4 หน่วยงานเศรษฐกิจยืนยันกรอบเดิมที่ 3.788 ล้านล้านบาท เป็นงบประมาณแบบขาดดุล โดยยังยืนยันตัวเลขการเก็บรายได้ที่ 2 ล้านล้านบาท โดยอยู่ภายใต้สมมติฐานโตได้ 1.4% และปี 2570 โตได้ 2% โดยจะเน้นการลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเนื่องจากได้ผลดี จากที่ดำเนินการมาในไตรมาส 4 ปีงบประมาณ 2569 โดยในปีงบประมาณ 2570 ตั้งเป้าที่จะดึงการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนภายในประเทศจะเร่งรัดการเบิกจ่ายของภาครัฐ ที่สำคัญจะเริ่งการเบิกจ่ายของรัฐวิสาหกิจ และเร่งโครงการการร่วมลงทุนภาครัฐและเอกชน (PPP) มากขึ้น ซึ่งจะเป็นเครื่องยนต์ที่ทำให้เศรษฐกิจโตได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews