EGCO Group ปี 2569 อัดงบ 3 หมื่นล้านบาท ปิดดีล M&A ขยายพอร์ตพลังงาน
นายธวัชชัย สำราญวานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของบริษัทในปี 2568 ที่ผ่านมาประสบความสำเร็จในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและการบริหารจัดการพอร์ตโฟลิโออย่างมีประสิทธิภาพ โดยบริษัทมีรายได้รวมอยู่ที่ 37,900 ล้านบาท และมีกำไรจากการดำเนินงาน 4,439 ล้านบาท
เมื่อรวมกำไรจากการบริหารสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ผ่านการขายเงินลงทุน 49% ในโรงไฟฟ้า RISEC ในประเทศสหรัฐอเมริกา และการขายหุ้น 100% ในโรงไฟฟ้า Boco Rock Wind Farm ในประเทศออสเตรเลีย
จะส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นเป็น 7,082 ล้านบาท และผลักดันให้กำไรสุทธิเบ็ดเสร็จของบริษัทอยู่ที่ 4,727 ล้านบาท ซึ่งกระแสเงินสดที่ได้จากการขายสินทรัพย์ดังกล่าวได้ถูกนำไปชำระหนี้และเตรียมพร้อมสำหรับการลงทุนในโครงการใหม่
จากผลประกอบการดังกล่าว คณะกรรมการบริษัทจึงมีมติเสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมัติการจ่ายเงินปันผลสำหรับครึ่งปีหลังในอัตรา 3.25 บาทต่อหุ้น ทำให้ยอดรวมการจ่ายเงินปันผลทั้งปี 2568 อยู่ที่ 6.50 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทน 5.26% โดยมีกำหนดจ่ายในวันที่ 28 เมษายน 2569
โดยโครงสร้างรายได้ของบริษัทมาจากต่างประเทศเป็นหลักในสัดส่วน 77% หรือ 8,059 ล้านบาท ขณะที่รายได้ในประเทศอยู่ที่ 23% หรือ 2,396 ล้านบาท ซึ่งกลุ่มธุรกิจที่ทำกำไร ได้แก่ กลุ่มโรงไฟฟ้าพลังน้ำในประเทศลาวที่ผลิตไฟฟ้าส่งกลับมายังประเทศไทยในสัดส่วน 17% หรือ 1,763 ล้านบาท รองลงมาคือกลุ่มธุรกิจอื่นๆ โดยเฉพาะโครงการ CDI ในประเทศอินโดนีเซียที่ทำกำไร 1,242 ล้านบาท และโรงไฟฟ้า Quezon ในประเทศฟิลิปปินส์ที่เพิ่งต่อสัญญาซื้อขายไฟฟ้าฉบับใหม่ทำกำไรได้ 1,002 ล้านบาท
สำหรับสัดส่วนกำไรตามประเภทเชื้อเพลิงพบว่า โรงไฟฟ้าพลังงานดั้งเดิม ยังคงเป็นสัดส่วนหลักที่ 59% ในขณะที่กลุ่มพลังงานหมุนเวียน มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 29% สถานะทางการเงินของบริษัทยังคงแข็งแกร่งด้วยอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ที่ลดลงเหลือ 1.22 เท่า นอกจากนี้ บริษัทยังประสบความสำเร็จในการขยายการลงทุนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในโรงไฟฟ้า Linden Cogen ขนาด 980 เมกะวัตต์ในสหรัฐฯ การเข้าซื้อหุ้น 49% ในกลุ่มโรงไฟฟ้า Pinnacle Wind 2 แห่ง ได้แก่ Taralga Wind 126 เมกะวัตต์ และ Waterloo Solar 125 เมกะวัตต์ รวมไปถึงการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนภายใต้กลุ่ม APEX ในสหรัฐฯ จำนวน 7 แห่ง รวมกำลังผลิต 1,050 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่ง Yunlin ขนาด 640 เมกะวัตต์ในประเทศไต้หวัน
สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2569 บริษัทเดินหน้าภายใต้กลยุทธ์ "Power4" ที่ประกอบด้วยการเพิ่มศักยภาพการทำกำไร การมุ่งเน้นลงทุนในธุรกิจไฟฟ้าและพลังงานที่เกี่ยวเนื่อง การบริหารพอร์ตโฟลิโออย่างเหมาะสม และการยกระดับองค์กรเชิงรุกด้วยการนำเทคโนโลยี AI มาวิเคราะห์และเพิ่มประสิทธิภาพการเดินเครื่องโรงไฟฟ้า
บริษัทได้ตั้งงบประมาณสำหรับการลงทุนไว้ที่ 30,000 ล้านบาท โดยมีแหล่งเงินทุนจากกระแสเงินสดในมือร่วมกับการสนับสนุนจากสถาบันการเงิน เป้าหมายหลักคือการผลักดันการเติบโตของรายได้ให้สูงกว่าปีที่ผ่านมาผ่านการเข้าควบรวมกิจการ (M&A) โครงการใหม่จำนวน 2 โครงการ แบ่งเป็นโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ 1 โครงการ และโครงการพลังงานหมุนเวียนอีก 1 โครงการ
ปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิตรวม 6,844 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นกำลังผลิตที่จ่ายไฟฟ้าแล้ว 6,788 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างก่อสร้าง 56 เมกะวัตต์ โดยมีสัดส่วนการลงทุนในต่างประเทศ 57% และในประเทศไทย 43% สำหรับโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2569 มีจำนวน 3 โครงการในประเทศสหรัฐอเมริกาภายใต้การพัฒนาของกลุ่ม APEX กำลังผลิตรวม 318 เมกะวัตต์ ประกอบด้วย โครงการ Lotus Wind ในรัฐอิลลินอยส์ โครงการระบบกักเก็บพลังงาน Braven Storage ในรัฐเทกซัส และโครงการ Rocking Ford Wind ในรัฐเวอร์จิเนีย
เราวางกรอบงบประมาณไว้ 3 หมื่นล้านบาท เป้าหมายคือปีนี้จะต้องมีโครงการใหม่เข้าไปลงทุน 2 โครงการ เป็นลักษณะ M&A แบ่งเป็นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและพลังงานหมุนเวียนอย่างละ 1 โครงการ เป้าหมายของเราคือต้องเติบโต โดยหาโครงการเข้าไปซื้อและรับรู้รายได้เข้ามา ซึ่งคาดหวังว่าจะทำให้ปี 2569 เติบโตสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา
ส่วนความคืบหน้าของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในประเทศไทยจำนวน 11 โครงการที่บริษัทได้รับสิทธิ บริษัทยินดีปรับลดราคาค่าไฟลง 1 สตางค์ต่อหน่วยตามนโยบายภาครัฐ ทำให้ราคาค่าไฟอยู่ที่ 2.1578 บาทต่อหน่วย ซึ่งได้ประเมินแล้วว่าสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้และมีผลกระทบเพียงเล็กน้อย โดยคาดว่าจะทยอยลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ทั้งกับ กฟผ. และ กฟภ. ได้ครบถ้วนภายในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ และจะเริ่มทยอยจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบตั้งแต่ปี 2571 ไปจนถึงปี 2573
ในด้านธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่อง บริษัทยังคงรับรู้กระแสเงินสดจากการร่วมทุนในโครงการ CDI ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งให้บริการทั้งการผลิตไฟฟ้า บำบัดน้ำเสีย คลังเก็บเคมีภัณฑ์ และระบบโลจิสติกส์ และพัฒนานิคมอุตสาหกรรมบนพื้นที่โรงไฟฟ้าระยองเดิมเพื่อรองรับดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งปัจจุบันได้รับใบอนุญาตและการสนับสนุนสิทธิประโยชน์จากทาง EEC แล้ว
ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการคัดกรองและเจรจากับลูกค้ารายใหญ่ โดยเป้าหมายความต้องการใช้ไฟฟ้าของลูกค้ากลุ่มนี้จะเริ่มต้นที่ 100 เมกะวัตต์ และขยายไปถึง 400-500 เมกะวัตต์ตามแผน ซึ่งในระยะแรกจะใช้ไฟฟ้าจากระบบของภาครัฐ ก่อนที่จะมีการพัฒนาโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ในพื้นที่เพื่อรองรับความต้องการในระยะต่อไป
ด้านปัจจัยความท้าทายจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง บริษัทประเมินว่ามีผลกระทบต่อธุรกิจอย่างจำกัด เนื่องจากโครงการลงทุนทั้งในและต่างประเทศไม่ได้ตั้งอยู่ในพื้นที่ความขัดแย้ง อีกทั้งสัญญาซื้อขายไฟฟ้าส่วนใหญ่มีกลไกการส่งผ่านต้นทุนค่าเชื้อเพลิงไปยังผู้รับซื้อ หรือเป็นรูปแบบการขายไฟฟ้าเข้าสู่ตลาดกลาง (Pool Market) ที่สะท้อนต้นทุนเชื้อเพลิงอยู่แล้ว นอกจากนี้ ก๊าซ LNG ที่นำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าพาจู ประเทศเกาหลีใต้ ยังเป็นการนำเข้าจากสหรัฐฯและออสเตรเลียทั้งหมด ทำให้บริษัทไม่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงในตะวันออกกลางแต่อย่างใด
โครงสร้างราคาเชื้อเพลิงในประเทศไทยเป็นลักษณะ Pool ซึ่งสะท้อนผ่านกลไกราคาอยู่แล้วจึงไม่ได้รับผลกระทบ ส่วนก๊าซ LNG เรานำเข้าจากสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย จึงไม่ได้รับผลกระทบในส่วนนี้เช่นกัน ถือว่าอยู่ในวงจำกัด
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
สหรัฐฯ อาจชนะการรบแต่แพ้สงคราม GDP โลก- เศรษฐกิจไทยเสี่ยงชะลอตัว
หอการค้า ชี้ สงครามตะวันออกกลาง ฉุดท่องเที่ยว ห่วงลากยาว ฉุด GDP โตต่ำกว่า 1%
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : EGCO Group ปี 2569 อัดงบ 3 หมื่นล้านบาท ปิดดีล M&A ขยายพอร์ตพลังงาน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.pptvhd36.com