“ฮ่องกง” ขาดดุลการค้าหนักสุดในรอบ 74 ปี กว่า 1.14 หมื่นล้านดอลลาร์
"ฮ่องกง" ขาดดุลการค้าหนักสุดในรอบ 74 ปี กว่า 1.14 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังนำเข้าเร่งตัวแรง 41% แรงหนุนการกักตุนสินค้าเทค-ราคาพลังงานพุ่งจากสงคราม
วันที่ 29 เมษายน 2569 เวลา 13.32 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ฮ่องกง เผชิญภาวะขาดดุลการค้าสูงที่สุดในรอบอย่างน้อย 74 ปี หลังการนำเข้าเร่งตัวแรง จากผลกระทบสงครามตะวันออกกลางและกระแสลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ดันความต้องการสินค้าเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น
ข้อมูลจากรัฐบาลฮ่องกง ระบุว่า เดือนมีนาคมที่ผ่านมา การนำเข้าเพิ่มขึ้นกว่า 41% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบกว่า 30 ปี ส่งผลให้เกิดขาดดุลการค้าราว 8.91 หมื่นล้านดอลลาร์ฮ่องกง หรือประมาณ 1.14 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงที่สุดนับตั้งแต่มีการบันทึกข้อมูลในปี 1952
ฮ่องกงในฐานะศูนย์กลางการส่งผ่านสินค้า (transshipment hub) มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมการค้าสู่จีนแผ่นดินใหญ่ โดยเดือนมีนาคมที่ผ่านมา China เร่งนำเข้าสินค้าเทคโนโลยี เช่น เซมิคอนดักเตอร์และชิ้นส่วนต่าง ๆ เพื่อกักตุนสินค้า ขณะที่ฮ่องกงเองต้องนำเข้าพลังงานเกือบทั้งหมด ทำให้ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นจากสงคราม
นักเศรษฐศาสตร์จาก Bloomberg ระบุว่า ทั้งกระแส AI และการกักตุนสินค้าในช่วงสงครามเป็นปัจจัยหลักที่หนุนการนำเข้า อีกทั้งราคาสินค้าเทคโนโลยี เช่น ชิปและวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น ยังทำให้มูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้นในเชิงตัวเลข
การลงทุนด้าน AI ทั่วโลกที่มีมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้นฐาน ส่งผลให้ราคาชิปปรับตัวสูง และกระตุ้นการส่งออกของประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะไต้หวันและเหาหลีใต้ ซึ่งเป็นแหล่งสำคัญของชิ้นส่วนที่จีนนำเข้า
จีนยังคงเป็นคู่ค้าหลักของฮ่องกง โดยคิดเป็นมากกว่าครึ่งของการค้าสินค้าทั้งหมด และในปี 2569 ปริมาณการค้าระหว่างกันยิ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยการนำเข้าและส่งออกระหว่างฮ่องกงกับจีนเพิ่มขึ้น 42% และ 35% ตามลำดับ ในไตรมาสแรก
โดยรวมแล้ว เดือนมีนาคม ฮ่องกงมีมูลค่านำเข้ารวม 7.075 แสนล้านดอลลาร์ฮ่องกง ขณะที่การส่งออกอยู่ที่ 6.184 แสนล้านดอลลาร์ฮ่องกง เพิ่มขึ้นเกือบ 36% และการส่งออกไปสหรัฐเพิ่มขึ้นถึง 81% ซึ่งตัวเลขทั้งหมดสูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้มาก ขณะที่การนำเข้าเครื่องจักรไฟฟ้าและชิ้นส่วนเพิ่มขึ้น 50% อุปกรณ์โทรคมนาคมเพิ่มขึ้น 93% ขณะที่น้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเพิ่มขึ้น 81% และโลหะที่ไม่ใช่เหล็กพุ่งสูงถึง 404%
นักวิเคราะห์ชี้ว่า การเปลี่ยนเส้นทางการค้าจากตะวันออกกลางมายังเอเชีย รวมถึงการเร่งกักตุนสินค้าเพื่อหลีกเลี่ยงต้นทุนที่สูงขึ้น เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การค้าเติบโตอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม ทางการฮ่องกงเตือนว่า ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและราคาพลังงานที่สูงขึ้นยังเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกในระยะสั้น และอาจกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน แม้จะมีความเสี่ยงดังกล่าว แต่ความต้องการสินค้าเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI ทั่วโลกยังคงแข็งแกร่ง ซึ่งคาดว่าจะช่วยพยุงการส่งออกของฮ่องกงในระยะต่อไป
อ้างอิง : www.bloomberg.com