เกมตั้งรัฐบาลยังไม่จบ โจทย์พลังงาน-เศรษฐกิจ รอท้าทาย
*** คอลัมน์ฐานโซไซตี หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,1785 ระหว่างวันที่ 22-25 มี.ค. 2569 “ว.เชิงดอย” ประจำการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ที่มีสาระ เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะเช่นเคย
*** จังหวะการเมืองไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญอีกครั้ง ท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะ “วิกฤติพลังงานโลก” ที่เริ่มส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงภาคธุรกิจและประชาชนในประเทศไทย ขณะที่ในการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 ซึ่งมีพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม ทำหน้าที่ประธาน ได้มีการประเมิน “ไทม์ไลน์การจัดตั้งรัฐบาลใหม่” อย่างเป็นรูปธรรม โดยบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย วางกรอบไว้ 2 ทางเลือกที่สะท้อนทั้งสถานการณ์ปกติและสถานการณ์พิเศษ
*** ใน“สูตรปกติ” หลังการโหวตนายกฯ วันที่ 19 มีนาคม จะเข้าสู่กระบวนการตามรัฐธรรมนูญ เริ่มจากการนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ และรอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีอย่างละเอียด แม้จะเป็นบุคคลเดิมก็ต้องยืนยันใหม่ทั้งหมด จากนั้นจึงนำรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯ อีกครั้ง คาดว่าจะได้รัฐบาลใหม่ในช่วง 10-11 เมษายน หรืออย่างช้าไม่เกิน 16 เมษายน ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนแถลงนโยบายต่อรัฐสภาภายใน 15 วัน ซึ่งหมายความว่า “อำนาจเต็ม” ของรัฐบาลจะเกิดขึ้นจริงในช่วงปลายเดือนเมษายนถึงต้นพฤษภาคม
*** แต่ในอีกด้านหนึ่ง “สูตรพิเศษ” ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณา คือการใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 161 วรรค 3 ซึ่งเปิดช่องให้คณะรัฐมนตรีสามารถมีอำนาจบริหารได้ทันทีในสถานการณ์ไม่ปกติ เช่น วิกฤติพลังงาน โดยไม่ต้องรอการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ทางเลือกนี้แม้ไม่ใช่แนวปฏิบัติปกติ แต่สะท้อนชัดว่า “โจทย์พลังงาน” ได้กลายเป็นปัจจัยเร่งทางการเมือง ที่อาจกำหนดจังหวะการบริหารประเทศตั้งแต่วันแรกของรัฐบาลใหม่
*** ในฝั่ง“ภาคธุรกิจ” เสียงสะท้อนเริ่มชัดและเป็นระบบมากขึ้น “หอการค้าไทย” ภายใต้การนำของ พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ได้รวบรวมข้อมูลจากเครือข่ายทั่วประเทศ และนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา สาระสำคัญคือ ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้อยู่แค่“ราคาน้ำมันแพง” แต่เป็น “โครงสร้างการกระจายและความโปร่งใส” ของระบบพลังงาน โดยเฉพาะปัญหาความแออัดของรถบรรทุกในสถานีบริการ และการขาดแคลนน้ำมันในบางพื้นที่ ข้อเสนอให้ “เร่งกระจายน้ำมันสู่หน้าคลัง” และ “ประกาศราคาน้ำมันหน้าคลังรายวัน” จึงไม่ใช่เพียงมาตรการระยะสั้น แต่เป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่รัฐเริ่มตอบรับแล้ว
*** ขณะเดียวกัน การผลักดันพลังงานทางเลือก เช่น น้ำมัน B20 และการปรับโครงสร้างราคา E20 ให้มีส่วนต่างมากขึ้น ถือเป็นสัญญาณว่ารัฐพยายามใช้ “กลไกตลาด” ควบคู่กับ “มาตรการบรรเทา” เพื่อลดแรงกดดันต่อประชาชนและผู้ประกอบการ …แต่แรงกดดันที่เข้มข้นยิ่งกว่า กำลังมาจากภาคขนส่ง ซึ่งเป็น “ต้นน้ำของต้นทุนเศรษฐกิจ” สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย นำโดย ทองอยู่ คงขันธ์ ได้ยื่นข้อเสนอ 4 ข้อที่มีน้ำหนักเชิงนโยบายต่อรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการ “ตรึงราคาดีเซล” ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตรเป็นเวลา 60 วัน การยุติระบบโควตาน้ำมัน การควบคุมราคาหน้าโรงกลั่นไม่ให้ต่างกันเกิน 2 บาท และ การแก้ปัญหาคอขวดด้านโลจิสติกส์ เช่น การจราจรในท่าเรือแหลมฉบัง
*** สารที่ส่งออกมาชัดเจนคือ“ภาคขนส่งเริ่มถึงจุดอ่อนไหว” แม้ยังไม่ปรับขึ้นค่าขนส่งเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อประชาชน แต่ก็ประกาศชัดว่าเป็น “ทางเลือกสุดท้าย” และอาจมีมาตรการกดดันรัฐ เช่น การหยุดเดินรถ หากสถานการณ์ไม่คลี่คลาย …อีกประเด็นที่น่าจับตา คือข้อกล่าวหาเรื่อง “ภาวะขาดแคลนน้ำมันเทียม” ที่โยงไปถึงพฤติกรรมของโรงกลั่นบางแห่ง ซึ่งหากเป็นจริง จะไม่ใช่เพียงปัญหาตลาด แต่เป็นประเด็นด้านธรรมาภิบาลที่รัฐต้องเข้าตรวจสอบอย่างจริงจัง
*** ภาพรวมทั้งหมดจึงสะท้อนว่า “รัฐบาลใหม่” ที่กำลังจะเกิดขึ้น ไม่ได้เริ่มต้นจาก “ศูนย์” แต่กำลังรับไม้ต่อจากสถานการณ์ที่ซับซ้อนและกดดันหลายด้านพร้อมกัน ทั้งไทม์ไลน์ทางการเมืองที่ต้องเร่งเดินหน้าให้ทันกรอบรัฐธรรมนูญ และแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ไม่รอเวลา โดยเฉพาะพลังงานและโลจิสติกส์ ซึ่งเป็น “เส้นเลือดหลัก” ของระบบเศรษฐกิจไทย คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า “รัฐบาลใหม่จะมาเมื่อไร” แต่คือ “เมื่อมาแล้วจะรับมือสถานการณ์ได้เร็วแค่ไหน” เพราะในเกมนี้ เวลาอาจเป็นต้นทุนที่แพงที่สุดของประเทศ…