ผู้ประกอบรถทัวร์ ยัน ช่วงสงกรานต์มีรถวิ่ง แต่หลังสงกรานต์ต้องลดลง
ผู้ประกอบรถทัวร์โดยสาร ยัน ช่วงสงกรานต์มีรถวิ่ง แต่หลังสงกรานต์ต้องลดเที่ยววิ่งเหลือขั้นต่ำ สู้ราคาน้ำมันไม่ไหว หากไปต่อไม่ได้คงต้องหยุด
(4 เม.ย. 2569) นายชัยวัฒน์ วงศ์เบญจรัตน์ กรรมการผู้จัดการบริษัทนครชัย 21 และรองกรรมการผู้จัดการบริษัทนครชัยทัวร์ กล่าวว่า ในการประชุมสมาคมผู้ประกอบการรถโดยสารประจำทางแห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2569 ที่ กรุงเทพฯ กรณีราคาน้ำมันดีเซลปรับขึ้นราคาทุกวัน ทางคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง ได้ประกาศขึ้นราคาค่าโดยสาร 5 สตางค์ต่อกิโลเมตร แยกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ผู้ประกอบการที่มีได้รับใบอนุญาตเป็นของตัวเองในการประกอบกิจการ จะขึ้นราคาตั้งแต่วันที่ 6 เมษายนเป็นต้นไป และผู้ประกอบการที่เป็นรถร่วมอยู่ในรายการทำสัญญารถร่วมกับ บขส. และเส้นทางของ บขส. จะเป็นการใช้ราคาค่าโดยสารเดิม ในช่วงวันที่ 6 - 19 เม.ย. 2569 เพื่อแบ่งเบาภาระให้กับประชาชน
โดยส่วนต่างของราคาที่เพิ่มขึ้นใหม่นี้ กรมการขนส่งทางบก และบริษัท ขนส่ง จำกัด จะดำเนินการนำเงินส่วนต่างมาซัพพอร์ตให้ผู้ประกอบการ หรือมาชดเชยให้ผู้ประกอบการตามที่ประชุมกันไว้
ซึ่งหลังจากประกาศขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาท จนมาขึ้นอีก 2 ครั้งใหญ่ๆ ครั้งละประมาณ 3 บาทกว่า รวม 2 ครั้งนี้ประมาณ 7 - 8 บาทนั้น เมื่อเทียบกับราคาอัตราค่าโดยสารที่เพิ่มขึ้น 5 สตางค์ต่อกิโลเมตร เห็นได้ชัดเลยว่า ทุกเที่ยวที่ผู้ประกอบการออกวิ่งมันขาดทุน ต่อให้วันที่ 6 เม.ย. นี้ จะมีการปรับราคาค่าโดยสารให้ แต่ก็ยังขาดทุนอยู่ จึงได้เสนอหน่วยงานภาครัฐและผู้ที่เกี่ยวข้อง ว่า การปรับราคาค่าโดยสารมีความจำเป็นอย่างมากเพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนน้ำมัน และยังมีทางเลือกอีก 2 - 3 ทาง ที่ภาครัฐน่าจะรีบเร่งกำหนดแผนล่วงหน้า เพราะรู้ว่าราคาน้ำมันอาจจะมีการปรับขึ้นอยู่เป็นระยะอยู่แล้วในสถานการณ์ช่วงนี้
ฉะนั้นถ้าน้ำมันขึ้นไปมาก จนเกิดการขาดทุนมากๆ จะกระทบกับประชาชนหรือผู้โดยสารที่จะเดินทางทันที เพราะผู้ประกอบการจะวิ่งรถกันไม่ไหว รายได้ที่ได้รับ มันไม่คุ้มกับต้นทุนต่อเที่ยวที่วิ่งออกไป สุดท้ายก็จะไม่มีกระแสเงินสดมาเติมน้ำมันเพื่อจะวิ่งในเที่ยวถัดๆ ไป คาดว่า อีกไม่นานจะเกิดสถานการณ์เช่นนี้ เพราะตอนนี้มีส่วนต่างเกือบ 10 บาทไปแล้ว
สำหรับช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะมาถึง ตนเชื่อว่า รถโดยสารทุกหมวดยังมีความรับผิดชอบวิ่งรถให้อยู่ แต่อาจจะต้องบริหารต้นทุน ให้สามารถบริหารกระแสเงินสดได้เพียงพอที่จะยืดระยะระหว่างรอเวลาความช่วยเหลือจากภาครัฐ และการบริหารแบบนี้ อาจจะทำให้มีเที่ยววิ่งได้ไม่มากเหมือนทุกๆ เทศกาลที่ผ่านมา ซึ่งผู้ประกอบการหลายเจ้า ก็มีการประกาศลดเที่ยววิ่งบ้างแล้ว และหลายๆ เจ้าก็ยังคงเที่ยววิ่งไว้ แต่ทั้งนี้ ยังขึ้นอยู่ที่ความช่วยเหลือทั้งเรื่องของต้นทุนค่าน้ำมันที่เกินราคาค่าโดยสารจริงๆ อาจจะต้องมีการปรับราคาค่าโดยสารส่วนหนึ่ง และแม้ว่าจะปรับขึ้นค่าโดยสารแล้วก็ตาม แต่การวิ่งรถอาจจะขาดทุนหรือไม่เหลือกำไรเลย ซึ่งเรื่องนี้ผู้ประกอบการเองก็รู้ว่า แต่จำเป็นจะต้องวิ่งเพื่อให้บริการประชาชนไม่ให้เดือดร้อนกันจนเกินไป
ขณะเดียวกัน ภาครัฐจะวางนโยบายช่วยเหลือแบบไหน จะเป็นการขึ้นอัตราค่าโดยสาร แต่ผลกระทบก็จะไปตกอยู่ที่ประชาชน หรืออาจจะขึ้นราคาค่าโดยสารส่วนหนึ่งและนำเงินมาอุดหนุนส่วนหนึ่ง แต่ต้องเป็นเงินอุดหนุนที่เกิดกระบวนการปฏิบัติด้วยความรวดเร็วด้วย เพราะผู้ประกอบการไม่มี Cash Flow มากพอที่จะไปจ่ายค่าน้ำมันสูงๆ ทุกวัน จึงต้องดำเนินการด้วยความรวดเร็ว หรือถ้าไม่อยากยกระดับค่าครองชีพ ก็ต้องอุดหนุนส่วนต่างทั้งหมดเอง โดยหากรอบงบประมาณมาอุดหนุนชดเชย ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ขึ้นอยู่กับกระบวนการของทางภาครัฐที่กำลังดำเนินการประชุมแก้ปัญหากันอยู่ทุกวัน แต่ราคาน้ำมันก็คงไม่หยุดเท่านี้ คงจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะราคาชดเชยบวกกับราคาหน้าปั๊มในปัจจุบัน เฉพาะน้ำมันดีเซล ตอนนี้ ราคาจริงน่าจะปาไป 60 กว่าบาทแล้ว
ฉะนั้น ตอนนี้ขึ้นอยู่กับนโยบายภาครัฐว่า ถ้าเทศกาลสงกรานต์นี้ จะทำให้การขนส่งประชาชนเป็นไปอย่างราบรื่น และเมื่อพ้นจากเทศกาลฯ แล้ว ยังมีรถโดยสารให้บริการประชาชนได้อยู่ ภาครัฐก็ต้องกำหนดมาตรการที่ชัดเจนออกมาล่วงหน้า แต่ที่ผ่านมา พอเกิดปัญหาแล้ว กว่าจะมาประชุม กว่าจะอนุมัติ กว่าจะมีมติ กว่าจะกำหนด และถ้าราคาส่วนต่างสูงขนาดนี้ ผู้ประกอบการก็ยื้อไม่ไหว
ดังนั้น มาตรการพวกนี้ควรจะเป็นมาตรการที่ออกมาล่วงหน้า เช่น วันนี้ระดับราคาน้ำมันจะอยู่ที่ประมาณนี้ ขั้นตอนที่จะทำคือวันที่เท่าไหร่ ควรทำเรื่องอะไร และจะลงมือทำเรื่องอะไรบ้าง ซึ่งหากราคายังขึ้นไปอีก ขั้นตอนที่จะทำขั้นต่อไปคืออะไร อยากให้มีมติล่วงหน้าเป็นขั้นๆ ไปเลย เพื่อให้ผู้ประกอบการได้มั่นใจว่า ที่ยังคงฝืนช่วยวิ่งให้บริการประชาชนอยู่นี้ จะได้รับการช่วยเหลือวันใด และจะได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือแบบไหน เพื่อจะได้ไปต่อกันได้ นี่คือสิ่งที่ผู้ประกอบการอยากจะเห็น
ท้ายที่สุด ถ้ารัฐบาลยังเพิกเฉยหรือล่าช้า จนถึงขั้นจะต้องหยุดวิ่ง เพราะผู้ประกอบการขาดทุนจนไปต่อไม่ไหว คงจะเหลือแค่จำนวนเที่ยวรถที่จะวิ่งให้บริการตามใบอนุญาตขั้นต่ำที่กำหนดไว้เท่านั้น ซึ่งหากเป็นอย่างนั้น เชื่อว่า แต่ละรายจะค่อยๆ ทยอยลดเที่ยววิ่ง จนให้เหลือแค่เที่ยววิ่งขั้นต่ำ ก็จะทำให้เกิดความเดือดร้อนพอสมควร เพราะเที่ยววิ่งขั้นต่ำของแต่ละเจ้า จะต่ำมากตั้งแต่มีการแพร่ระบาดโควิดมา