โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รัฐบาลอนุทินไหวไหม? เศรษฐกิจไทยป่วยเรื้อรัง GDP รั้งท้ายอาเซียน

สยามรัฐ

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

IMF หั่น GDP ไทยเหลือ 1.5% ต่ำสุดอาเซียน สะท้อนจุดอ่อนโครงสร้างเศรษฐกิจ ซ้ำแรงกดดันพลังงานโลก เสี่ยง “โตต่ำ-ของแพง” บีบรัฐบาลจนมุม

ตัวเลข 1.5% ที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประกาศออกมา ไม่ใช่แค่การ “ปรับลดประมาณการ” ตามปกติของวัฏจักรเศรษฐกิจ หากแต่เป็นสัญญาณเตือนที่ดังชัดและหนักหน่วงที่สุดครั้งหนึ่งต่อเศรษฐกิจไทยในรอบหลายปี เพราะนี่คือการตอกย้ำว่า ไทยกำลังกลายเป็นประเทศที่ “โตช้าที่สุดในอาเซียน” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในขณะที่เพื่อนบ้านกำลังเร่งเครื่องแซงหน้าไปไกลแบบไม่หันกลับมามอง

เวียดนามที่ทะยานเกิน 7% อินโดนีเซียที่ยืนระยะเหนือ 5% หรือแม้แต่มาเลเซียและฟิลิปปินส์ที่ยังขยับอยู่เหนือ 4% ล้วนสะท้อนภาพเดียวกันคือ “เศรษฐกิจภูมิภาคกำลังเดินหน้า” แต่ไทยกลับเหมือนติดอยู่ในวงจรเดิมที่ไม่สามารถเร่งความเร็วได้ทันโลก การเติบโตที่ระดับ 1.5% จึงไม่ใช่แค่ตัวเลขต่ำ หากแต่เป็นสัญญาณของการ“สูญเสียตำแหน่ง” ทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอย่างเงียบงัน

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าเศรษฐกิจไทยชะลอตัวเพราะอะไร แต่คือ “โครงสร้างเศรษฐกิจของเรากำลังมีปัญหาอะไรซ่อนอยู่” เพราะหากเป็นเพียงแรงกระแทกระยะสั้น ไทยย่อมฟื้นตัวได้ตามวัฏจักร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับสะท้อนลึกไปถึงระดับฐานราก เมื่ออุตสาหกรรมหลักที่เคยเป็นเครื่องยนต์สำคัญเริ่มอิ่มตัว ขณะที่อุตสาหกรรมใหม่ซึ่งโลกกำลังแข่งขันกันอย่างเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีขั้นสูง พลังงานสะอาด หรือซัพพลายเชนยุคใหม่ ไทยกลับยังไม่สามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนได้เท่าที่ควร

กระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศที่เคยไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องในอดีต กำลังเปลี่ยนทิศทางไปยังประเทศที่มีความพร้อมมากกว่าในเชิงโครงสร้าง นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ไทยไม่ได้แค่ “โตช้า” แต่กำลัง “ถูกทิ้งห่าง” อย่างเป็นระบบ และเมื่อการลงทุนไม่มา เครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ก็ไม่เกิด วงจรการเติบโตจึงยิ่งอ่อนแรงลงไปอีก

ในขณะเดียวกัน จุดอ่อนที่ IMF ชี้ออกมาอย่างตรงไปตรงมา คือสถานะของไทยในฐานะประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นหลัก ซึ่งทำให้เศรษฐกิจทั้งระบบเปราะบางต่อความผันผวนของโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทุกครั้งที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง และค่าครองชีพจะถูกผลักขึ้นพร้อมกันทั้งระบบ โดยที่ไทยแทบไม่มีอำนาจในการควบคุม

สถานการณ์ยิ่งน่ากังวลมากขึ้น เมื่อเครื่องมือเชิงนโยบายของรัฐเริ่มมีข้อจำกัดมากขึ้นกว่าที่เคยเป็น กองทุนน้ำมันที่ยังมีภาระสะสม หนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง และภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น ล้วนทำให้ความสามารถในการ “อุ้มเศรษฐกิจ” ของรัฐลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นั่นหมายความว่า หากเกิดแรงกระแทกจากภายนอกอีกระลอก ไทยอาจไม่มี “กันชน” มากพอเหมือนในอดีต

อีกหนึ่งประเด็นที่สะท้อนความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยอย่างชัดเจน คือความแตกต่างของตัวเลขเงินเฟ้อระหว่าง IMF กับหน่วยงานในประเทศ เมื่อ IMF ประเมินว่าเงินเฟ้อไทยอยู่เพียง 0.9% ขณะที่สภาพัฒน์และธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินไว้สูงกว่านั้นอย่างมีนัยสำคัญ ภาพนี้ไม่ได้เป็นเพียงความคลาดเคลื่อนของการคาดการณ์ แต่สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยกำลังยืนอยู่บน“สองฉากทัศน์ที่สวนทางกัน”

หาก IMF มองถูก เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญภาวะกำลังซื้ออ่อนแรงจนราคาสินค้าแทบไม่สามารถขยับขึ้นได้ เป็นสัญญาณของการชะลอตัวที่ลึกกว่าที่คิด แต่หากฝั่งในประเทศมองถูก ไทยอาจต้องเผชิญกับภาวะ “Stagflation” ที่เศรษฐกิจไม่เติบโต แต่ค่าครองชีพกลับเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ยากต่อการบริหารนโยบายมากที่สุด

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความเสี่ยงใหม่ที่กำลังก่อตัวในเวทีโลก เมื่อ IMF เตือนถึงโอกาสที่โลกจะเผชิญวิกฤตพลังงานรอบใหม่จากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง สำหรับประเทศไทยซึ่งต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นหลัก นี่ไม่ใช่เพียงความเสี่ยงในเชิงทฤษฎี แต่คือ “แรงกระแทกจริง” ที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจทั้งระบบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเมื่อผนวกกับข้อจำกัดด้านนโยบายที่มีอยู่ ก็ยิ่งทำให้ขีดความสามารถในการรับมือของประเทศลดลงไปอีก

ในจังหวะเดียวกัน การที่ประเทศไทยกำลังจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมใหญ่ IMF และธนาคารโลกในเดือนตุลาคม 2026 กลับยิ่งเพิ่มแรงกดดันทางการเมืองและเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเวทีดังกล่าวไม่ใช่เพียงโอกาสในการแสดงศักยภาพของประเทศ แต่ยังเป็นเวทีที่ทั่วโลกจะจับตาถึง “ทิศทางเศรษฐกิจไทย” อย่างใกล้ชิด คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าไทยจะจัดงานได้ดีเพียงใด แต่คือไทยจะสามารถนำเสนอภาพอนาคตของเศรษฐกิจที่น่าเชื่อถือได้หรือไม่

เมื่อเชื่อมโยงทุกปัจจัยเข้าด้วยกัน ภาพของเศรษฐกิจไทยในปี 2026 จึงไม่ใช่เพียงการชะลอตัวตามวัฏจักร แต่เป็นลักษณะของ “โรคเรื้อรัง” ที่สะสมมาอย่างยาวนาน เครื่องยนต์หลักหลายตัวเริ่มทำงานได้ไม่เต็มกำลัง การส่งออกเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขัน การลงทุนใหม่ไม่เข้ามาเติมเต็ม ขณะที่การบริโภคภายในประเทศก็อ่อนแรงจากภาระหนี้และค่าครองชีพที่สูงขึ้น

และสิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ ประเทศไทยยังไม่สามารถสร้าง “เครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่” ขึ้นมาทดแทนได้ทันเวลา ในขณะที่เพื่อนบ้านกำลังเร่งเครื่องเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจยุคใหม่อย่างรวดเร็ว

สุดท้ายแล้ว คำถามที่ย้อนกลับมาหาหัวใจของสถานการณ์นี้ จึงไม่ใช่เพียงตัวเลข GDP ที่ลดลง แต่คือคำถามทางการเมืองและนโยบายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า “รัฐบาลอนุทินไหวไหม” ภายใต้แรงกดดันรอบด้านเช่นนี้ และหากคำตอบยังไม่ชัดเจนในวันนี้ เวลาที่เหลืออยู่ก็อาจไม่มากพอสำหรับการแก้เกมในวันที่เศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าที่เคยเป็นมา

#IMF #เศรษฐกิจไทย #GDPไทย #อนุทิน #รัฐบาล #น้ำมันแพง #วิกฤตพลังงาน #Stagflation #ASEAN#siamrathonline

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...