โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ADB แนะทางออกเศรษฐกิจไทย เลิกแก้ปัญหาปลายเหตุ "กับดักโครงสร้าง" คือศัตรูตัวจริง

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) เผยรายงาน Asian Development Outlook ฉบับเดือนเมษายน 2569 ฉายภาพเศรษฐกิจไทยที่กำลังเดินหน้าเข้าสู่ช่วงชะลอตัวอีกครั้ง โดยคาดการณ์ว่า GDP จะขยายตัวเพียง 1.8% ในปีนี้ ลดลงจาก 2.4% ในปี 2568 และ 2.9% ในปี 2567 ก่อนจะฟื้นตัวเล็กน้อยสู่ระดับ 2.0% ในปี 2570 ทว่าตัวเลขที่น่าเป็นห่วงกว่าคือสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ตัวเลขเหล่านั้น

แรงกดดันจากภายนอกรุมเร้าในปีนี้หลายทิศทางพร้อมกัน ทั้งภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่กระทบการส่งออก ราคาพลังงานที่พุ่งสูงตามความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงต้นทุนโลจิสติกส์และค่าระวางเรือที่แพงขึ้น ขณะที่แรงกดดันจากภายในประเทศก็ไม่ได้เบาบางกว่ากัน ทั้งหนี้ครัวเรือนที่ยังสูงระดับ 86.8% ต่อ GDP และกำลังซื้อในประเทศที่ยังทรงตัวอย่างเปราะบาง ทำให้ภาพรวมปี 2569 ถูกบีบจากสองทางอย่างชัดเจน

แม้ปีที่ผ่านมาการส่งออกสินค้าจะเติบโตถึง 11.9% นำโดยอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่ ADB ชี้ว่าตัวเลขสวยงามนั้นมาจากการเร่งส่งสินค้าล่วงหน้าเพื่อหนีภาษีสหรัฐฯ ซึ่งแรงหนุนดังกล่าวจะหมดลงในปีนี้ ขณะที่ตอนนี้ผู้ส่งออกไทยต้องแบกรับผลกระทบเต็มๆ จากภาษีตอบโต้ชั่วคราว 10% พร้อมกับอากรเพิ่มเติมอื่นๆ อีกด้วย

ด้านการท่องเที่ยว ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติยังอยู่ห่างไกลจากระดับก่อนโควิด โดยปี 2568 มีนักท่องเที่ยวเพียง 32.9 ล้านคน ต่ำกว่าระดับ 40 ล้านคนในปี 2562 สาเหตุหลักมาจากนักท่องเที่ยวจีนที่ยังไม่กลับมา และการแข่งขันจากจุดหมายปลายทางอื่นในภูมิภาคที่รุนแรงขึ้น ขณะที่ปีนี้ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ยิ่งทำให้แนวโน้มการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวยากต่อการคาดเดา

ปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจขาดเบาะรองรับในยามวิกฤตคือสถานะทางการคลัง หนี้สาธารณะไต่ขึ้นมาอยู่ที่ 65.1% ของ GDP และการยุบสภาเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ทำให้รัฐบาลรักษาการไม่สามารถผลักดันโครงการลงทุนขนาดใหญ่ได้ ผลก็คือในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ภาครัฐแทบไม่มีบทบาทในการพยุงเศรษฐกิจ และการจัดทำงบประมาณปีงบประมาณ 2570 ก็มีแนวโน้มล่าช้าไปด้วย

แต่ความท้าทายที่ ADB ให้น้ำหนักมากที่สุดและมองว่าเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาวที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ปัจจัยวัฏจักรเศรษฐกิจในปีนี้ คือเรื่อง "มูลค่าเพิ่มในประเทศที่ต่ำ" และ "การเติบโตของผลิตภาพที่ซบเซา"

ปัญหาหลักคือแม้ไทยจะส่งออกได้มาก แต่กลับ "ได้กำไรน้อย" เพราะสินค้าส่งออกส่วนใหญ่ใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนขั้นกลางที่นำเข้าจากต่างประเทศเป็นหลัก

ข้อมูลจาก Trade in Value Added ปี 2568 ชี้ว่ามูลค่าเพิ่มที่แท้จริงที่ตกอยู่ในมือคนไทยจากการส่งออกนั้นต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย เวียดนาม และอินโดนีเซียอย่างเห็นได้ชัด ผลก็คือถึงแม้ตัวเลขส่งออกจะสวย เงินส่วนใหญ่ก็ไหลออกไปนอกประเทศ ไม่ได้หมุนเวียนสร้างรายได้ การจ้างงาน และผลิตภาพในระบบเศรษฐกิจไทยอย่างเต็มที่

รากของปัญหานี้ฝังลึกในโครงสร้างการผลิตที่พึ่งพาบริษัทต่างชาติเป็นหลัก โดยไม่มีกลไกถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีไปยังบริษัทไทยและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) อย่างเพียงพอ บวกกับการที่ผลิตภาพรวมของประเทศแทบไม่เติบโตเลย

ข้อมูลจาก APO Productivity Database ปี 2568 ระบุว่า Total Factor Productivity ของไทยในช่วงปี 2558–2566 เติบโตเฉลี่ย 0% หมายความว่าตลอดเกือบทศวรรษที่ผ่านมา ไทยแทบไม่ได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมเลย ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซียต่างขยับตัวหนีห่างออกไป

ความไม่ตรงกันระหว่างทักษะแรงงานกับความต้องการของอุตสาหกรรม การลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาที่ยังอยู่ในระดับต่ำ และการที่ SMEs ในไทยเข้าไม่ถึงเทคโนโลยีและแหล่งทุน ล้วนซ้ำเติมปัญหานี้ให้หนักขึ้น และที่น่าเป็นห่วงคือโครงสร้างประชากรที่เริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุก็กำลังเพิ่มแรงกดดันในทิศทางเดียวกัน

ADB มองว่าหากไทยไม่เร่งแก้ไขจุดอ่อนเชิงโครงสร้างเหล่านี้อย่างจริงจัง ไม่ว่าการลงทุนจากต่างประเทศจะไหลเข้ามามากแค่ไหน หรือการส่งออกจะฟื้นตัวแค่ไหน ก็ยากที่จะยกระดับศักยภาพการเติบโตระยะกลางของประเทศได้อย่างยั่งยืน

สิ่งที่ ADB แนะนำคือนอกจากการอำนวยความสะดวกด้านการลงทุนผ่านกลไก FastPass ของ BOI และการปรับกฎระเบียบแล้ว ต้องเร่งพัฒนาห่วงโซ่ผู้จัดหาในประเทศ ถ่ายทอดเทคโนโลยีจากบริษัทต่างชาติสู่ผู้ประกอบการไทย ยกระดับคุณภาพแรงงาน และขยายการลงทุนด้าน R&D อย่างจริงจัง ควบคู่กับการเดินหน้าการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและเศรษฐกิจดิจิทัล

ปีนี้อาจไม่ใช่ปีที่เลวร้ายที่สุดในแง่ตัวเลข แต่ ADB กำลังส่งสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าการปล่อยให้ปัญหาเชิงโครงสร้างสะสมต่อไปโดยไม่จัดการ คือความเสี่ยงที่ใหญ่กว่าภาวะชะลอตัวในวัฏจักรเศรษฐกิจปัจจุบันเสียอีก.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...