โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ผู้เสียหายโร่ร้อง สายไหมต้องรอด เจอรถน่าสงสัยขับวนเวียนหน้าบ้าน หลังตำรวจปทุมธานี 8 นายถูกเด้งในคดีอุ้มรีดทรัพย์ หวั่นไม่ปลอดภัย

สยามนิวส์

เผยแพร่ 31 มี.ค. เวลา 11.54 น. • Kong
วันที่ (31 มี.ค. 69) ที่กระทรวงยุติธรรม ถ.แจ้งวัฒนะ นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งสายไหมต้องรอด นำผู้เสียหาย ที่ถูก 8 ตำรวจชุดสืบสวน จ.ปทุมธานี และพลเรือน 1 คน

วันที่ (31 มี.ค. 69) ที่กระทรวงยุติธรรม ถ.แจ้งวัฒนะ นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งสายไหมต้องรอด นำผู้เสียหาย ที่ถูก 8 ตำรวจชุดสืบสวน จ.ปทุมธานี และพลเรือน 1 คน ค้นบ้านก่อนพาตัวไปรีดทรัพย์ ไปยื่นคำร้องขอรับการคุ้มครองพยาน เนื่องจากมีรถต้องสงสัยมาวนเวียนอยู่ที่หน้าบ้าน จึงเกรงกลัวความไม่ปลอดภัยในชีวิต ต้องหลบหนีไปนอนที่เซฟเฮาส์ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากผู้เสียหายเข้าแจ้งความร้องทุกข์

โดย นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเขตสายไหมต้องรอด เปิดเผยว่า จากกรณี ผู้เสียหาย ถูกตำรวจ 8 นาย และ พลเรือน 1 คน บุกเข้าไปตรวจค้นบ้านในบ้านของผู้เสียหาย จากนั้นนำตัวผู้เสียหายไปที่สถานีภูธรจังหวัดปทุมธานี และข่มขู่รีดเงิน 200,000 บาท แต่สุดท้ายผู้เสียหายไม่มีเงินให้ จึงนำทองมาให้แทนจำนวน 2 บาท

ต่อมา ผู้เสียหายไปร้องขอความเป็นธรรมที่ศูนย์ดำรงธรรมแต่ศูนย์ดำรงธรรมไม่ได้รับเรื่องไว้ ผู้เสียหายจึงเดินทางมาร้องขอความเป็นธรรมที่เพจสายไหมต้องรอด

ล่าสุด เมื่อวานนี้ ผู้เสียหายได้พบ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ (รอง จตช.) รวมถึง พลตำรวจตรี พีรพล โชติกเสถียร ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี (ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี) ได้ ประสานให้พาผู้เสียหายเข้าไปชี้ภาพถ่าย ผู้ต้องสงสัยทั้ง 9 คน ที่เข้าไปบุกรุกบ้าน เพิ่งรู้ตัวผู้กระทำความผิดเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ 8 นาย และพลเรือน 1 คน ซึ่งวันนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งหมด 8 นาย จะเข้าไปรับทราบข้อกล่าวหาที่ สภ.ธัญบุรี ส่วนพลเรือนอีก 1 คน ได้มีการออกหมายจับแล้ว รวมถึงในเรื่องของหมายศาลทาง พลตำรวจตรี พีรพล โชติกเสถียร ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี ได้เปิดเผยว่าตำรวจทั้ง 8 นายได้ขอหมายค้นจากศาลจริงโดยอ้างว่าได้รับการร้องเรียนเรื่องการปล่อยเงินกู้

ปัจจุบันผู้เสียหายยังรู้สึกกังวล เนื่องจากมีรถต้องสงสัยพี่ไม่เคยเห็นมาก่อนมาวนเวียนและจอดอยู่บริเวณหน้าบ้าน ทำให้ผู้เสียหายและครอบครัวจำเป็นต้องหลบไปนอนที่อื่น และผู้เสียหายยังหวาดกลัวถึงขั้นเวลานอนต้องปิดไฟเพื่อความปลอดภัย ตนเองจึงพาผู้เสียหายเดินทางมาทำเรื่องคุ้มครองพยานที่กระทรวงยุติธรรม

ในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 8 นาย จะถูกดำเนินคดีในมาตรา 149 อาญาเป็นกฎหมายว่าด้วยความผิดฐานเจ้าพนักงานรับสินบน บัญญัติว่าเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติ สภาจังหวัด หรือสภาเทศบาล เรียก รับ หรือยอมรับทรัพย์สิน/ประโยชน์โดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการในหน้าที่ โทษสูงสุดคือจำคุกตลอดชีวิต หรือประหารชีวิต ถือว่าเป็กฎหมายหนัก และยังมีในส่วนของ พรบ.อุ้มหาย หากตรวจสอบแล้วว่าไม่ได้มีการติดกล้องวงจรปิด ตอนพาตัวผู้เสียหายไปสอบปากคำก็จะต้องถูกดำเนินคดีด้วยเช่นกัน และทราบมาว่าอีก 2 วันจะดำเนินการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 8 นายออกจากราชการ

ทางด้านของ น.ส.ยุวดี (สงวนนามสกุล) อายุ 29 ปี ผู้เสียหาย เปิดเผยว่า หลังจากที่ตนเองเข้าไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ วันเดียวกันเวลา 18.00น. ก็มีรถกระบะที่ไม่คุ้นเคยมาจอดที่บริเวณหน้าบ้านรวมถึงรถจักรยานยนต์ที่วนเวียนมาจอดที่หน้าบ้านของตนเอง ทำให้ตนเองต้องปิดประตูบ้านทั้งด้านในและด้านนอก กลัวว่าจะถูกทำร้าย รวมถึงมีเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายนายโทรเข้ามาหาบอกว่าอยากเข้ามาคุยที่บ้าน แต่ตนเองก็ไม่ไว้ใจ ตนเองและสามีหญิงจึงตัดสินใจพาลูกหนีออกจากบ้าน และต้องไปอาศัยนอนบนรถ

สิ่งที่ตนเองรู้สึกกลัวมากที่สุดคือเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดที่เข้าจับกุมตนเองเอาเรื่องลูกมาข่มขู่ ไม่เคยคิดว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมากระทำแบบนี้กับประชาชน จนเมื่อวานนี้ตนเองได้พูดคุยกับรองจเรตำรวจแห่งชาติ รวมถึง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี ทำให้ตนเองรู้สึกสบายใจมากขึ้นท่านพร้อมให้ความเป็นธรรมกับตนเองอย่างเต็มที่ ทำให้อย่างน้อยตนเองเชื่อมั่นในเจ้าหน้าที่ตำรวจมากขึ้น

ปัจจุบันทรัพย์สินของตนเอง ทองจำนวน 2 บาท ยังไม่ได้คืน ตนเองจึงอยากให้เจ้าหน้าตำรวจที่ติดตามทองมาคืนตนเอง และยืนยันว่าจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

ขณะเดียวกัน นายธีรยุทธ แก้วสิงห์ รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เปิดเผยว่า กรณีผู้เสียหายได้ยื่นขอคุ้มครองความปลอดภัย โดยทางกรมจะจัดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ดูแลอย่างใกล้ชิด พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ชุดคุ้มครองความปลอดภัยของฝ่ายปกครอง เพื่อเสริมมาตรการรักษาความปลอดภัย ทั้งนี้ ยืนยันว่าหากผู้เสียหายเข้ามายื่นเรื่องกับกระทรวงยุติธรรม จะได้รับการดูแลด้านความปลอดภัยอย่างเต็มที่

นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า การกระทำในลักษณะพาตัวไปเรียกรับทรัพย์เข้าข่ายความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทรมานหรือไม่ หากพบว่าเข้าข่าย ก็จะดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมทั้งพิจารณาแนวทางการเยียวยาผู้เสียหายตามสิทธิที่กฎหมายกำหนด

ผู้สื่อข่าวนครบาล รายงาน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...