ทิศทาง ลิเวอร์พูล ในวันที่ไร้เงา “ซาลาห์”
การจากไปของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ปีกซูเปอร์สตาร์ทีมชาติอิยิปต์ ไม่ใช่จุดจบของ ลิเวอร์พูล แต่มันคือ การเริ่มต้นยุคใหม่ของพลพรรค “หงส์แดง” ที่จะเดินหน้าต่อไปด้วยการไร้เงาสุดยอดแข้งเจ้าของฉายา “คิง ออฟ อียิปต์” ผู้ซึ่งทำลายเกือบทุกสถิติ และพาทีมประสบความสำเร็จมาตลอดเกือบทศวรรษที่ผ่านมา
ในซีซันนี้ ซาลาห์ วัย 33 ปี ไม่มีความเร็วเหมือนก่อน และไม่ได้อยู่ในฟอร์มเดิมอีกแล้ว และสำหรับวงการฟุตบอล นั้น การแยกทางกันถือเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม การที่ “คิงโม” ก้าวลงจากบัลลังก์ ก็ทำให้มีคำถามสำคัญที่เกิดขึ้นทั่ว แอนฟิลด์ ว่า ลิเวอร์พูล จะเดินไปทางไหนต่อ ?
ที่ผ่านมาเกมรุกของ ลิเวอร์พูล มักฝากความหวังไว้ที่การขึ้นเกมทางกราบขวาของ ซาลาห์ เป็นหลัก ซึ่งทำให้พวกเขาผลิตสกอร์ได้จากนักเตะเพียงคนเดียวที่ 20-30 ประตูต่อฤดูกาล แต่เมื่อตัวเลขดังกล่าวหายไป ทิศทางของทีมจะเปลี่ยนไปสู่การกระจายหน้าที่ไปยังนักเตะคนอื่น ๆ มากขึ้น
ลิเวอร์พูล อาตจะเปลี่ยนมาใช้ระบบทีมมากกว่าการพึ่งพานักเตะเพียงคนเดียว โดยกระจายบทบาทไปให้ผู้เล่นอย่าง โดมินิก โซบอสซ์ไล, ฟลอเรียน เวิร์ตซ์, อเล็กซานเดอร์ อิซัค, ฮูโก้ เอคิติเก้ หรือ โคดี้ กัคโป ได้ขยับเข้ามามีบทบาทในพื้นที่อันตรายมากขึ้น
การเฟ้นหาตัวแทน และมองหานักเตะสายเลือดใหม่เข้ามาแทน ซาลาห์ ก็จะเริ่มดำเนินการทันที โดยแข้งดาวรุ่งอย่าง ริโอ เอ็นกูโมฮา ก็จะเข้ามามีบทบาทกับทีมมากกว่าเดิม รวมถึงนักเตะใหม่ที่จะซื้อเข้ามา ซึ่งบอร์ดบริหาร ลิเวอร์พูล แนวโน้มจะเลือกผู้เล่นที่มีความกระหายมากกว่าคนที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว เพื่อเติมพลังงานใหม่ ๆ ให้กับทีม
ขณะเดียวกัน การหายไปของ ซาลาห์ ยังถือบทพิสูจน์กึ๋นของกุนซือ อาร์เนอ สล็อต หรือเทรนเนอร์คนใหม่ที่จะเข้ามาทำหน้าที่แทนในช่วงซัมเมอร์นี้ ด้วยการปรับเปลี่ยนโฉม ลิเวอร์พูล ให้กลายเป็นทีมเชื่อมั่นว่า ระบบสำคัญกว่าตัวบุคคล
ในช่วงแรกของฤดูกาลหน้า เราอาจเห็น ลิเวอร์พูล เล่นแบบเน้นผลลัพธ์ และความรัดกุมมากขึ้น เพื่อประคองทีมในช่วงเปลี่ยนผ่าน ก่อนจะค่อย ๆ สร้างอัตลักษณ์ใหม่ขึ้นมาเหมือนที่อดีตยอดกุนซืออย่าง เจอร์เก้น คล็อปป์ แนะนำว่า ไม่ต้องหา ซาลาห์ คนใหม่ แต่ต้องหาตัวตนใหม่ให้เจอ
แม้การสูญเสีย ซาลาห์ จะดูเป็นเรื่องใหญ่ แต่ประวัติศาสตร์บอกเราว่า ลิเวอร์พูล มักจะก้าวผ่านการจากไปของตำนานได้อเสมอไม่ว่าจะเป็นยุค เอียน รัช, เคนนี ดัลกลิช หรือ เจอร์ราร์ด และครั้งนี้ก็เช่นกัน