5 ตำนานปรากฏการณ์จันทรคติ สำรวจเบื้องหลังตำนานความเชื่อที่ว่า ‘ดวงจันทร์’ ส่งผลต่อพฤติกรรมมนุษย์ และเป็นต้นเหตุของความ ‘คลุ้มคลั่ง’?
‘เป็นเพราะความผิดแปลกของพระจันทร์โดยแท้ ที่โคจรเข้าใกล้โลกมากเกินกว่าที่เคยเป็น และทำให้ผู้คนต่างคลุ้มคลั่ง’ — William Shakespeare, Othello
จากตำนานความเชื่อสู่บทกวีของเชคสเปียร์ที่สะท้อนภาพจำของมนุษย์ที่มีต่อปรากฏการณ์จันทรคติ หรือ Lunar Effect ความเชื่อที่ว่าดวงจันทร์มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมมนุษย์นั้นฝังรากลึกมานานนับพันปี แม้แต่คำว่า Lunacy ที่แปลว่าอาการคลุ้มคลั่ง หรือ Lunatic ที่หมายถึงคนเสียสติ ก็มีรากศัพท์มาจากคำว่า Luna ในภาษาละตินที่แปลว่า ‘ดวงจันทร์’ อีกด้วย
ปรากฏการณ์จันทรคติจึงไม่ใช่แค่เรื่องเล่าในตำนาน แต่เป็นประเด็นที่ฝังรากลึกในวัฒนธรรมและวิธีคิดของมนุษย์มาอย่างยาวนาน Thairath Plus จึงอยากชวนทุกคนไปสำรวจเบื้องหลังตำนานความเชื่อที่ว่าดวงจันทร์ส่งผลต่อพฤติกรรมมนุษย์ ผ่านมุมมองทางประวัติศาสตร์และหลักฐานทางวิทยาศาสตร์กัน
1. ทฤษฎี ‘ความชื้นในสมอง’ ของอริสโตเติล
ในตำนานกรีกโบราณ อริสโตเติล นักปรัชญาและนักปราชญ์ผู้ทรงอิทธิพลในยุคนั้น มี ‘ความเชื่อ’ ว่าสมองเป็นส่วนที่ชื้นที่สุดในร่างกาย เขาอธิบายว่าสมองทำหน้าที่เหมือนเครื่องระบายความร้อนและเต็มไปด้วยน้ำ
พร้อมทั้งเชื่อว่าแสงจันทร์เป็นแสงที่เยือกเย็นและมีความชื้นสูง เมื่อแสงจันทร์ตกกระทบโลก จะทำให้ความชื้นในบรรยากาศพุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ของเหลวในกะโหลกศีรษะมนุษย์ขยายตัวตามกฎเดียวกันกับน้ำขึ้นน้ำลง
แรงดันที่เพิ่มขึ้นในสมองถูกเชื่อว่าไปกดทับเส้นประสาทส่วนการใช้เหตุผล ทำให้สัญชาตญาณสัตว์เด่นชัดขึ้น และแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวออกมา ซึ่งความเชื่อที่เกิดขึ้นในยุคนั้นทำให้โรงพยาบาลจิตเวชในยุคกลาง มักจะขังคนไข้ไว้ในห้องมืดสนิทช่วงพระจันทร์เต็มดวง เพื่อป้องกันไม่ให้สัมผัสกับแสงจันทร์
อย่างไรก็ตาม ตำนานความเชื่อนี้เป็นเพียงองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นในยุคนั้นเท่านั้น และสามารถพิสูจน์ได้ว่าไม่เป็นความจริงทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน
2. Hecate เทพีแห่งดวงจันทร์มืดและสัญลักษณ์แห่งทางสามแพร่ง
อีกหนึ่งตำนานชาวกรีกโบราณยังมีความเชื่อเรื่อง Hecate เทพีที่มีบทบาทสำคัญในการให้แสงสว่างในคืนเดือนมืด โดยเชื่อว่าผู้ใดก็ตามที่มีอาการหัวเราะสลับร้องไห้โดยไม่มีเหตุผล มีอาการคลุ้มคลั่ง หรือเดินละเมอออกไปที่ทางสามแพร่งโดยเฉพาะในคืนเดือนดับ เกิดจากการถูกเทพี Hecate เข้าสิงร่าง
ดังนั้น การที่คนโบราณเห็นใครก็ตามมีอาการยืนพูดคนเดียวในที่มืด หรือหยุดอยู่ในบริเวณทางสามแพร่ง จึงถูกตีความว่าพวกเขากำลังสนทนาอยู่กับบริวารที่มองไม่เห็นของเทพีนั่นเอง
3. ภาวะ ‘Moon-Blink’ และอันตรายจากการนอนตากแสงจันทร์
ตำนานความเชื่อในบันทึกการเดินเรือยุคอาณานิคม โดย Admiral William Henry Smyth มีการบันทึกไว้ใน The Sailor's Word-Book ว่า การนอนหลับโดยมีแสงจันทร์ส่องกระทบใบหน้าโดยตรง จะทำให้เกิดอาการ ‘Moon-blink’ หรือตาบอดชั่วคราว และอาจทำให้จิตใจหลุดลอยคล้ายคนเมาเหล้า
ความเชื่อนี้ถูกเชื่อกันอย่างแพร่หลายจนถึงขั้นที่ทหารเรือยุคเก่า ต้องใช้ผ้าคลุมหน้ามิดชิดเพื่อป้องกันแสงจันทร์ ‘กัดกินสมอง’ อีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อว่าแสงจันทร์มีฤทธิ์ย่อยสลาย หากปลาที่จับมาได้ถูกแสงจันทร์ส่องเพียงไม่กี่ชั่วโมง เนื้อปลาจะเน่าเสียและเป็นพิษทันที
4. ความเชื่อเรื่อง ‘เด็กจันทรคติ’ และภาวะอารมณ์แปรปรวน
ตำนานความเชื่อในทางโหราศาสตร์และการแพทย์แผนโบราณ เชื่อว่าดวงจันทร์สามารถควบคุมอารมณ์และจิตใต้สำนึกของเราได้ โดยผู้ที่เกิดในราศีที่มีดวงจันทร์เป็นดาวเกษตร (ราศีกรกฎ) หรือมีดวงจันทร์โดดเด่นในพื้นดวง มักถูกเรียกว่า Moon-children ซึ่งถูกมองว่าเสี่ยงต่อสภาวะอารมณ์แปรปรวนง่ายกว่าคนปกติ เพราะจิตใจถูกเชื่อมโยงกับข้างขึ้นข้างแรมโดยตรง ที่จะส่งผลต่อน้ำขึ้นน้ำลง และส่งผลต่ออารมณ์ที่ขึ้นลงหรือสภาวะอารมณ์แปรปรวนได้
5. พฤติกรรม ‘Lycanthropy’ และการกลายร่างทางจิต
ในตำนานความเชื่อของยุโรปตะวันออก คริสต์ศตวรรษที่ 16 Jean Fernel แพทย์ชาวฝรั่งเศส บันทึกถึงผู้ป่วยที่มีอาการคลุ้มคลั่งและเชื่อว่าตนเองมีขนงอกออกมาทั่วตัวเฉพาะในช่วงพระจันทร์เต็มดวง ว่ามีภาวะที่เรียกว่า Lycanthropy หรือมนุษย์หมาป่าในตำนาน มักมีอาการหลงผิด คลุ้มคลั่ง หรือมีพฤติกรรมก้าวร้าว
ซึ่งเป็นอาการทางจิตที่คนไข้ปักใจเชื่อว่าตนเองกลายเป็นสัตว์ป่า และอาการมักจะกำเริบรุนแรงที่สุดในคืนพระจันทร์เต็มดวง ทำให้คนยุคนั้นเชื่อว่า แสงจันทร์คือตัวจุดชนวน ‘สัญชาตญาณสัตว์ป่า’ ที่ซ่อนอยู่ในตัวมนุษย์
และไม่ว่าแต่ละวัฒนธรรมจะมีตำนานความเชื่อหรือวิธีคิดที่แตกต่างกันอย่างไร ทว่านิตยสาร Scientific American โดย Hal Arkowitz และ Scott O. Lilienfeld อธิบายว่าความเชื่อเรื่องปรากฏการณ์จันทรคตินี้อยู่คู่กับอารยธรรมมานานมาก จนผลสำรวจงานวิจัยในปี 1985 พบว่านักศึกษากว่า 45% และบุคลากรทางการแพทย์อีกจำนวนมากยังคงเชื่อว่าคืนพระจันทร์เต็มดวงส่งผลให้คนไข้มีพฤติกรรมรุนแรงขึ้น หรือเป็นเหตุให้อัตราอาชญากรรมและการฆ่าตัวตายพุ่งสูงขึ้นด้วย
อย่างไรก็ตาม เมื่อนักวิทยาศาสตร์ทำการตรวจสอบข้อมูลทางสถิติอย่างละเอียดกลับพบความจริงที่ต่างออกไป นักจิตวิทยาได้วิเคราะห์งานวิจัยรวม 37 ฉบับ และสรุปว่าดวงจันทร์เต็มดวงไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับสถิติอาชญากรรมหรือการเข้ารับรักษาตัวในโรงพยาบาลจิตเวช
ส่วนข้อโต้แย้งที่ว่าดวงจันทร์ส่งผลต่อระดับน้ำในร่างกายมนุษย์เหมือนน้ำขึ้นน้ำลงนั้น ไม่เป็นความจริงทางวิทยาศาสตร์ เพราะแรงดึงดูดของดวงจันทร์ที่มีต่อร่างกายมนุษย์นั้นน้อยมาก จนไม่ส่งผลต่อปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในร่างกาย แม้แต่ยุงที่เกาะบนผิวหนังเรายังมีแรงดึงดูดต่อตัวเรามากกว่าดวงจันทร์เสียด้วยซ้ำ
เหตุผลที่ความเชื่อนี้ยังคงฝังรากลึกอยู่ เกิดจากปัจจัยทางจิตวิทยาที่เรียกว่า การหาความเชื่อมโยงที่ไม่มีอยู่จริง (Illusory Correlation)
โดยมนุษย์มักจะจดจำเหตุการณ์แปลกประหลาดที่เกิดขึ้นในคืนพระจันทร์เต็มดวง เพื่อยืนยันความเชื่อหรือสมมติฐานเดิม แต่กลับละเลยเหตุการณ์แบบเดียวกันที่อาจเกิดขึ้นซ้ำๆ ในคืนอื่นๆ นอกจากนี้ สื่อบันเทิงและภาพยนตร์ก็ยังมีส่วนสำคัญในการตอกย้ำภาพจำและความเชื่อที่มีต่อพระจันทร์อีกด้วย
รวมถึงในอดีตก่อนที่จะมีเทคโนโลยีถือกำเนิดขึ้น แสงจันทร์ที่สว่างจ้าอาจทำให้คนนอนไม่หลับ จนส่งผลต่อการทำงานของระบบประสาท ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมและความไม่เสถียรทางอารมณ์ เหตุผลนี้อาจเป็นข้อเท็จจริงที่สมเหตุสมผลมากที่สุด และเป็นไปตามข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน
ทว่าพฤติกรรมแปลกประหลาดที่ไม่สามารถอธิบายเหตุผลที่เกิดขึ้นในยุคนั้นได้ กลับจุดเริ่มต้นและกลายเป็นตำนานความเชื่อที่ตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งที่ทุกวันนี้ปัจจัยเรื่องแสงสว่างไม่ได้ส่งผลกระทบในรูปแบบนั้นอีกต่อไปแล้ว
ท้ายที่สุดแล้ว ปรากฏการณ์จันทรคติอาจเป็นภาพสะท้อนให้เห็นว่ามนุษย์เราพยายามอย่างมากที่จะหาเหตุผลให้กับพฤติกรรมที่เราควบคุมไม่ได้ในยุคสมัยที่ความรู้ยังมีจำกัด เราสร้างเรื่องเล่าและตำนานขึ้นมาเพื่อเติมเต็มช่องว่างของความไม่รู้ และเปลี่ยนความกลัวในใจให้กลายเป็นรูปธรรมผ่านแสงจันทร์ที่มีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิต
และสิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจที่สุดอาจไม่ใช่ดวงจันทร์ที่โคจรอยู่ไกลแสนไกล แต่คือกลไกทางจิตวิทยาของเราเองที่พร้อมจะเชื่อมโยงทุกอย่างเข้าด้วยกัน แม้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์จะยืนยันชัดเจนว่าพระจันทร์เต็มดวงไม่ใช่สาเหตุของอาการคลุ้มคลั่งแต่อย่างใด
การมองโลกผ่านข้อเท็จจริงจะช่วยให้เราเข้าใจธรรมชาติของตัวเราเองได้อย่างแท้จริง โดยไม่ต้องหวาดระแวงไปกับแสงจันทร์บนท้องฟ้ายามค่ำคืนอีกต่อไป
อ้างอิง
Anthony Ashley Cooper, 7th earl of Shaftesbury
The Disease of the Moon: The Linguistic and Pathological Evolution of the English Term “Lunatic”
บทความต้นฉบับได้ที่ : 5 ตำนานปรากฏการณ์จันทรคติ สำรวจเบื้องหลังตำนานความเชื่อที่ว่า ‘ดวงจันทร์’ ส่งผลต่อพฤติกรรมมนุษย์ และเป็นต้นเหตุของความ ‘คลุ้มคลั่ง’?
บทความที่เกี่ยวข้อง
- Se—ri Studio: ครีเอทีฟสเปซย่านเจริญกรุง คอมมูนิตีสายคราฟต์ ทั้งริโซกราฟ และสิ่งพิมพ์
- ไกลกว่าที่เคยไป ยิ่งใหญ่กว่าที่เคยเป็น รวม 6 โมเมนต์ประวัติศาสตร์ เมื่อ 4 ชีวิตบนยาน Artemis II พามนุษยชาติก้าวสู่ห้วงอวกาศที่งดงาม
- ลองใช้ชีวิตแบบ ‘Co-living’ ซื้อห้องหรือบ้านที่อยู่ใกล้กันกับเพื่อน เพราะในโลกที่ความเหงาฆ่าเราได้ การได้อยู่ใกล้เพื่อนสนิทคือความสุขที่แท้จริง เพราะพวกเขาพร้อมฟังเรื่องธรรมดาของเราในทุกๆ วัน
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath