“จีน” เรียกร้องทุกฝ่ายหยุดใช้กำลัง โดยเฉพาะสหรัฐ-อิสราเอล เตือนเสี่ยงวงจรอุบาทว์ความรุนแรง
"จีน" เรียกร้องทุกฝ่าย โดยเฉพาะสหรัฐและอิสราเอล ยุติปฏิบัติการทางทหารในตะวันออกกลาง เตือนความขัดแย้งอาจนำไปสู่วงจรอุบาทว์ของความรุนแรง
วันที่ 23 มีนาคม 2569 เวลา 17.23 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า จีนเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสหรัฐและอิสราเอล ยุติปฏิบัติการทางทหาร พร้อมเตือนว่าความขัดแย้งอาจนำไปสู่ “วงจรอุบาทว์” ของความรุนแรง และหากสงครามยืดเยื้ออาจกระทบการเติบโตของเศรษฐกิจโลกและความต้องการสินค้าส่งออกของจีน
จ๋าย จวิน ทูตพิเศษของจีนประจำตะวันออกกลาง กล่าวหลังเดินสายการทูตในซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และคูเวตว่า “ใครเป็นคนเริ่มเรื่อง ก็ต้องเป็นคนจบเรื่อง”
โดยเป็นการส่งสัญญาณว่าผู้ที่เริ่มปัญหาควรเป็นผู้แก้ไขปัญหา
เขาระบุว่า จีนจะยังคงติดต่อประสานงานกับทุกฝ่ายอย่างใกล้ชิด และพยายามอย่างต่อเนื่องเพื่อลดความตึงเครียด และส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค
ด้านหลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวว่า การใช้กำลังทหารจะยิ่งนำไปสู่วงจรอุบาทว์ของความรุนแรง และสงครามนี้ไม่ควรเกิดขึ้นตั้งแต่แรก พร้อมเตือนว่าหากการสู้รบยังคงขยายตัวและรุนแรงขึ้น ภูมิภาคตะวันออกกลางทั้งหมดอาจตกอยู่ในความโกลาหล
ในขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ได้กำหนดเส้นตาย 48 ชั่วโมงให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซสำหรับเรือทุกประเทศ มิฉะนั้นสหรัฐจะโจมตีโรงไฟฟ้าของอิหร่าน
การโจมตีของอิหร่านทำให้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวประมาณ 20% ของโลก ถูกปิดโดยพฤตินัย ส่งผลให้เกิดวิกฤตราคาน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1970
แม้จีนจะไม่ได้ระบุรายละเอียดความกังวลอย่างชัดเจน แต่นักวิเคราะห์มองว่าหากสงครามยืดเยื้อ อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกของจีน โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ ซึ่งเป็นตลาดสำคัญของสินค้าจีน และมีความเปราะบางต่อราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น
Goldman Sachs ระบุว่า หากเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ชะลอตัว จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของจีนในช่วงหลายไตรมาสข้างหน้า
อย่างไรก็ตามจีนอาจรับมือกับราคาน้ำมันที่สูงขึ้นได้ดีกว่าหลายประเทศ เนื่องจากจีนใช้ถ่านหินเป็นแหล่งพลังงานหลักประมาณ 60% ของพลังงานทั้งหมด มีสต็อกน้ำมันสำรองจำนวนมาก และการนำเข้าพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซคิดเป็นเพียงประมาณ 5% ของการใช้พลังงานทั้งหมด
ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น ราคาน้ำมันและก๊าซที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้เงินเฟ้อของจีนปรับตัวสูงขึ้น และอาจทำให้ภาวะเงินฝืดในภาคการผลิตสิ้นสุดลง โดย Goldman Sachs ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจจีนในไตรมาส 2 และปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อในปี 2569
เมื่อถูกถามว่าจีนได้กดดันอิหร่านให้รับประกันความปลอดภัยของเรือและการขนส่งน้ำมันของจีนผ่านช่องแคบฮอร์มุซหรือไม่ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ตอบว่าจีนยังคงติดต่อกับทุกฝ่าย และมุ่งมั่นที่จะช่วยลดความตึงเครียดในภูมิภาค
อ้างอิง : www.reuters.com