โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

มาเลเซียชาติแรก กล้าหักข้อตกลงการค้าสหรัฐ กูรูเตือนอาจถูกลงโทษ

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

หลังจากออกแถลงการณ์สับสนมาสองวัน มาเลเซีย ยืนยันเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า ข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (เออาร์ที) ที่ทำกับรัฐบาลวอชิงตัน “เป็นโมฆะ” ไม่มีผลบังคับใช้อีกต่อไป หลังศาลฎีกาสหรัฐคว่ำ “ภาษีตอบโต้” ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

เว็บไซต์นิกเคอิเอเชียรายงานว่า คำประกาศดังกล่าวทำให้มาเลเซียเป็นประเทศแรกที่บรรลุข้อตกลงกับทรัมป์แล้วถอนตัวเพราะคำพิพากษาศาลฎีกาสหรัฐเมื่อเดือนก่อน หลายประเทศ เช่น อินโดนีเซียและกัมพูชา ยังไม่ได้ให้สัตยาบันข้อตกลงแบบเดียวกัน แต่กล่าวว่ากำลังทบทวนข้อตกลง ขณะที่วอชิงตันเรียกร้องให้รัฐบาลต่างๆ ที่ลงนามในข้อตกลงก่อนคำตัดสินของศาลฎีกาปฏิบัติตามข้อตกลงเหล่านั้น

“ไม่ได้ชะลอไม่มีแล้ว เป็นโมฆะ” โยฮารี อับดุล กานี รัฐมนตรีการค้ามาเลเซียกล่าวกับสื่อถึงข้อตกลงที่เคยลงนาม และว่าศาลฎีกาสหรัฐตัดสินว่าภาษีนำเข้าต้องมีเหตุผลรองรับและไม่สามารถเรียกเก็บได้แบบ “เหมาจ่าย” ซึ่งภายใต้ข้อตกลงที่ลงนามในเดือนต.ค.นั้น มาเลเซียต้องเสียภาษีนำเข้าในอัตรา 19% สำหรับสินค้าส่งออกส่วนใหญ่ไปยังสหรัฐ

“สหรัฐต้องระบุเหตุผลให้ชัด และต้องบอกด้วยว่าอุตสาหกรรมใดเกี่ยวข้อง” รัฐมนตรีย้ำ

ด้านเจ้าหน้าที่สหรัฐคนหนึ่งซึ่งรู้เรื่องดีกล่าวกับนิกเคอิเอเชียว่า รัฐบาลวอชิงตัน “ยังไม่ได้รับการแจ้งจากสำนักนายกรัฐมนตรี [มาเลเซีย] เรื่องการถอนตัวออกจากเออาร์ที”

“เราคาดหวังอย่างเต็มที่ว่ามาเลเซียจะปฏิบัติตามพันธสัญญาของตน ทางการมาเลเซียได้แจ้งให้เราทราบว่าพวกเขาต้องการสิทธิพิเศษในการเข้าถึงตลาดตามข้อตกลง ดังนั้นเราจึงคาดหวังว่าพวกเขาจะยึดมั่นในข้อตกลงนั้น และการทำเช่นนั้นเป็นผลประโยชน์สูงสุดของพวกเขา” เจ้าหน้าที่คนเดิมกล่าว

“สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ในทุกระดับของรัฐบาลมาเลเซีย และเราหวังว่าจะได้สานต่อความร่วมมือกับมาเลเซียในข้อตกลงที่ดีนี้ต่อไป”

ที่ปรึกษารัฐบาลมาเลเซียรายหนึ่งแสดงความเห็นโดยขอไม่ให้ระบุชื่อ เตือนว่า ท่าทีของรัฐบาลมีความเสี่ยงอย่างมากถ้าไม่ระมัดระวัง

“ในประเด็นอ่อนไหวอย่างเรื่องความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างมาเลเซีย-สหรัฐ รัฐมนตรีควรระมัดระวังให้มากกว่านี้เมื่อแสดงความเห็น” แหล่งข่าวกล่าวและว่า ความเห็นดังกล่าวควรแสดงผ่านช่องทางทางการแทนที่จะเป็นการตอบคำถามสื่อมวลชนแบบไม่ทันตั้งตัว รายงานข่าวที่ขัดแย้งทำให้เกิดความสับสนุน แม้แต่กระทรวงก็ไม่ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ

“วิธีนี้เสี่ยงมาก” แหล่งข่าวกล่าวและว่า แม้อาจให้ผลตอบแทนทางการเมืองในระยะสั้น แต่ก็เสี่ยง “ถูกลงโทษ” จากสหรัฐ นอกเหนือไปจากประกาศเปิดสอบสวนตามมาตรา 301 กฎหมายการค้าปี 1974 ที่อนุญาตให้ผู้แทนการค้าสหรัฐ (ยูเอสทีอาร์) สอบสวนและตอบโต้ประเทศที่ทำการค้าไม่เป็นธรรมหรือเลือกปฏิบัติได้

ตามรายงานข่าวของนิวสเตรทส์ไทม์ส โจฮารีกล่าวว่า ปัจจุบันสหรัฐเก็บภาษีมาเลเซีย 10% ตามมาตรา 122 ของกฎหมายการค้าฉบับดังกล่าว ซึ่งเป็นมาตรการชั่วคราวใช้ได้ไม่เกินห้าเดือน ส่วนภาษีเดิม 19% ภายใต้เออาร์ที “ไม่มีผลอีกต่อไป” และวอชิงตันจะพิจารณาว่า จะเก็บภาษีภายใต้มาตรา 301 หรือไม่

ทั้งนี้ มาตรา 122 ให้อำนาจประธานาธิบดีสหรัฐเก็บภาษีชั่วคราวหรือออกข้อจำกัดการนำเข้าได้ไม่เกิน 150 วัน เพื่อแก้ปัญหาดุลการค้าหรือ ปกป้องเงินดอลลาร์ ทำเนียบขาวใช้มาตรานี้ตามคำสั่งฝ่ายบริหารเมื่อวันที่ 22 ก.พ. เก็บภาษีทั่วโลกในอัตรา 10% หลังศาลฎีการพิพากษาคว่ำภาษีศุลกากรตอบโต้

เดือน ต.ค.ปีก่อน นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิมของมาเลเซีย และประธานาธิบดีทรัมป์ ลงนามข้อตกลงการค้านอกรอบการประชุมผู้นำอาเซียนในกรุงกัวลาลัมเปอร์ พร้อมๆ กับเอ็มโอยูความร่วมมือห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ

แหล่งข่าวใกล้ชิดรัฐบาลกล่าวกับนิกเคอิว่า อันวาร์หวังว่าจะได้พบทรัมป์ในวอชิงตันเดือน เม.ย.นี้ ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการชี้แจงจุดยืนของมาเลเซีย และผ่อนคลายความตึงเครียดของนโยบายการค้า

ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์กล่าวว่า การสื่อสารที่สับสนอาจบั่นทอนความเชื่อมั่นในช่วงเวลาที่นโยบายการค้าของสหรัฐผันผวนมากขึ้นทุกขณะ อามีร์ ฟารีด ผู้อำนวยการของบริษัทที่ปรึกษาเคอาร์เอกรุ๊ปกล่าวว่า การพูดคุยเกี่ยวกับเออาร์ทีนั้น“สมควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ” โดยสังเกตว่าวอชิงตันให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของข้อตกลงที่ได้ทำไว้แล้ว

ฮาฟิดซี ราซาลี ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทวิจัย Strategic Counsel ของสหรัฐกล่าวว่า สหรัฐอาจกำลังพิจารณามาตรการที่กว้างขึ้นเพื่อ “ปรับสมดุล” ความสัมพันธ์ทางการค้า

“ในขณะนี้ มาเลเซียสามารถเลือกที่จะมีส่วนร่วมต่อไปได้”

“ความไม่แน่นอนจะไม่จบลงเพียงแค่นั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสหรัฐเริ่มพิจารณาประเด็นใหม่ๆที่เกี่ยวข้องกับการค้า เช่น แรงงาน” ราซาลีกล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...