วิ่งไป คุยไป กับ “ครูฝน-รุ่งโรจน์ พรสวัสดิ์” นักวิ่งเทรลสุขนิยม ที่ปันแรงบันดาลใจดีๆ ให้กับเหล่านักวิ่ง
กีฬาเอาต์ดอร์ยอดนิยมอย่างหนึ่งในปัจจุบันคือการ “วิ่งเทรล” หรือ “Trail Running” ซึ่งเป็นการวิ่งในพื้นที่ธรรมชาติ ทั้งลุยป่า ขึ้นภูเขา ลัดเลาะทุ่งหญ้า กระโดดข้ามลำธาร วิ่งผ่านน้ำตก ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นเส้นทางที่เต็มไปด้วยอุปสรรคอันท้าทายสำหรับเหล่านักวิ่ง แต่ก็กลายเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ที่หลายคนหลงใหล เช่นเดียวกับ“รุ่งโรจน์ พรสวัสดิ์” หรือที่ชาวเทรลคุ้นเคยกันดีกับชื่อของ “ครูฝน” หรือ “ครูน้าฝน” ครูสอนและนักวิ่งเทรลมือโปร อดีตนักกีฬาโปโลน้ำทีมชาติ ผู้ที่เป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายคนออกมาวิ่งเทรลแบบ “สุขนิยม” ที่หมุดหมายของการวิ่งไม่ได้มีแค่เส้นชัยหรือเหรียญรางวัล
อะไรทำให้อดีตนักกีฬาโปโลน้ำทีมชาติหันมาเข้าป่าวิ่งเทรล
ผมเป็นนักกีฬาโปโลน้ำตั้งแต่สมัยเรียนปริญญาตรี เรียนภาควิชาพลศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ ที่ม.เกษตรศาสตร์ แต่ก็เล่นเรื่อยมาจนจบปริญญาโท จนรู้สึกว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องหลีกทางให้รุ่นน้องได้มีโอกาสแสดงฝีมือบ้าง แต่ก็ไม่ได้หยุดเล่นถาวร ทุกวันนี้ก็ยังมีไปแข่งโปโลน้ำบ้างนาน ๆ ครั้ง ซึ่งจะเป็นรุ่นมาสเตอร์อายุ 40 ปีขึ้นไป ส่วนวิ่ง มาเริ่มตอนทำงานอยู่ที่ฟิตเนสแห่งหนึ่ง เป็นการขึ้นลู่วิ่งไฟฟ้าในฟิตเนส ต่อมาก็ไปวิ่งรอบสนามกอล์ฟ ยอมวิ่งตากแดดตอนบ่าย กระทั่งมีสมาชิกฟิตเนสชวนให้ไปเชียร์เขาวิ่งมาราธอน ที่ จ.ราชบุรี ไหน ๆ จะไปเชียร์แล้ว เลยคิดว่าไปวิ่งด้วยดีกว่า งานแรกใช้เวลาวิ่งไป 1.57 ชม. ตอนนั้นเราไม่รู้เลยว่าต้องวิ่งจบกันด้วยเวลาเท่าไหร่ถึงจะดี แต่รู้สึกชอบ ได้อยู่กับตัวเอง กลับมาก็เล่าให้สมาชิกที่ฟิตเนสฟัง เขาบอกว่าวิ่งดี แล้วก็ถามเราว่ารู้จักวิ่งเทรลไหม เขาบอกให้ลองดู เราก็เสิร์ชหาข้อมูล เจอว่าจะมีงานวิ่งเทรลของ The North Face ก็เลยสมัครระยะ 15 กม. ทั้งที่งานนี้เป็นงานที่หลายคนไม่ชอบ เพราะร้อนมาก ฝุ่นเยอะ จนนักวิ่งเทรลยกให้เป็น ‘งานปิ้งย่าง’ แต่กลายเป็นว่าเราชอบมาก บรรยากาศแตกต่างจากงานวิ่งถนน วิ่งอยู่คนเดียวก็มีคนทักทาย มีคนบอกให้กำลังใจบอกให้เราสู้ มีคนแบ่งขนมให้กิน แล้วก็กลับมาบอกสมาชิกฟิตเนสคนนั้นว่า เราชอบวิ่งเทรลนะ จากนั้นก็เริ่มสมัครวิ่งเทรลเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน รวม ๆ แล้วน่าจะสักประมาณ 5 ปี
เสน่ห์ของการวิ่งเทรลคืออะไร
สำหรับตัวเอง การวิ่งเทรลคือการพักผ่อน ที่ไม่ใช่แค่ชมวิวทิวทัศน์ของธรรมชาติอย่างเดียว แต่มันคือการได้ออกเดินทางท่องเที่ยว 2 ทาง อย่างแรกคือทางกายภาพ ก็คือการที่เราได้เข้าไปอยู่ในป่าเขา อยู่กับธรรมชาติ ได้ชมวิว ที่ไม่มีทางจะได้เห็นเลยถ้าเราไม่ออกมาวิ่งเทรล ดอยปุยแต่ละปีมีความสวยแตกต่างกัน แม้จะมาช่วงเวลาเดียวกันก็ตาม ต้นไม้ต้นเดิมปีนี้อาจมีดอก ปีต่อไปอาจมีแค่ผล ปีถัดไปอีกอาจถูกโค่นหายไป หรือปีนี้มาวิ่งอาจได้เห็นหมอกบนยอดดอย ปีถัดมาอาจเจอฝน สภาพภูมิประเทศ และบรรยากาศก็จะแตกต่างกันออกไป
ในขณะที่อีกหนึ่งทาง เรายังได้ท่องเที่ยวอยู่ในความคิดของเราเอง ยิ่งวิ่งไกลมาก แม้ซ้อมมาดีขนาดไหนก็ต้องเหนื่อย พอเหนื่อยเราต้องต่อสู้กับตัวเองเยอะมาก เพราะมักจะมีตัวขาวกับตัวดำผุดขึ้นในสมองเรา ตัวดำจะคอยบอกว่าหยุดเถอะ พักก่อน ตัวขาวจะคอยค้าน บอกให้เราสู้ ถ้าเราให้อาหารตัวขาวไว้เยอะ ๆ สุดท้ายตัวขาวจะชนะ ซึ่งวิธีการให้อาหารตัวขาวก็คือ เวลารู้สึกเหนื่อย ให้ตั้งเป้าไว้ว่าไปอีก 500 เมตรแล้วจะให้รางวัลตัวเองด้วยการดื่มน้ำ นี่แหละคือการท่องเที่ยวในหัวสมองตัวเอง เราได้เข้าไปคุยกับตัวเอง และสุดท้ายสิ่งเหล่านี้ก็นำมาใช้ในชีวิตประจำวันเราได้กับทุกเรื่อง อย่างการนำความรู้สึกที่เกิดขึ้นในสนามเทรลที่บอกตัวเองว่า ยากกว่านี้เรายังผ่านมาได้ แล้วก็คุยกับตัวเอง คิดหาวิธีแก้ไข เหมือนกับตอนที่เราวิ่ง
เสน่ห์อีกอย่างของการวิ่งเทรลคือ บรรยากาศของการแข่งขัน ทั้งเส้นทาง พลังความมุ่งมั่นของผู้คน มิตรภาพ เหล่านี้ช่วยให้พลังเรากลับคืนมา เราจะได้รับพลังใจดี ๆ กลับมาแบบเต็มเปี่ยม รอยยิ้ม คำขอบคุณ ที่ให้แก่กันเวลาวิ่งสวนกันในเทรล มันเติมเต็มพลังใจให้เราอยากจะใช้ชีวิตต่อในวันพรุ่งนี้ และอยากนำเรื่องราวความประทับใจดี ๆ แบบนี้มาบอกต่อให้คนอื่นรับรู้
คิดว่าอะไรที่ทำให้การวิ่งเทรลกลายเป็นกิจกรรมหรือกีฬายอดนิยมขึ้นมาในปัจจุบัน
ถ้าย้อนกลับไปประมาณ 5-6 ปีก่อน ตลาดวิ่งเทรลประเทศไทยยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนัก ทั้งที่จริง ๆ แล้วประเทศไทยมีทรัพยากรธรรมชาติที่สวยงามมาก แต่ว่าเราไม่ค่อยได้เข้าไปสัมผัสมันอย่างแท้จริง ส่วนใหญ่ไปเที่ยวก็มักจะไปในสถานที่ที่มีคนถ่ายรูปสวย ๆ เช็กอินไว้ อย่างร้านกาแฟ หรือทะเลต่าง ๆ ในขณะที่ป่าไม้ ภูเขาบ้านเราดีมาก สวยมาก อุดมสมบูรณ์มาก ซึ่งสิ่งที่ทำให้การวิ่งเทรลเริ่มบูมขึ้นมาน่าจะมาจากภาพของหลายคนที่สื่อออกมาทางโซเชียลเน็ตเวิร์กต่าง ๆ เพราะเรามีช่างภาพที่ดี รูปวิ่งเทรลของแต่ละคนก็สวยมาก
อีกปัจจัยหนึ่งคือ คนไทยให้ความสำคัญในเรื่องการดูแลสุขภาพมากขึ้น แต่การออกมาวิ่งในสวนสาธารณะ หรือวิ่งในงานแข่งวิ่งถนนในเมืองต่าง ๆ อาจรู้สึกว่าไม่ได้พักผ่อนมากเท่าไหร่ แต่การวิ่งเทรลมีเรื่องของการได้พักผ่อน และท่องเที่ยวผสมผสานอยู่ด้วย เป็นการออกกำลังกายที่ได้ทั้งท่องเที่ยวและผจญภัย ได้ออกมาใช้เวลากับตัวเองมากขึ้น ที่สำคัญคือ ผู้จัดการแข่งขันงานวิ่งเทรลบ้านเราเก่ง ๆ หลายคน เขาสามารถสร้างสนามงานวิ่งเทรลที่ดี มีมาตรฐานได้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าในต่างประเทศ จะเห็นได้ชัดคือ งาน UTMB® งานวิ่งที่จัดว่าเป็นโอลิมปิกของการวิ่งเทรล ยังให้ License สนามประเทศไทย แสดงว่าสนามแข่งบ้านเราไม่ธรรมดา ทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้เรายังเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ให้เราจัด
เชื่อมั่นว่าสนามวิ่งเทรลประเทศไทยสามารถสู้ต่างประเทศไทยได้อย่างแน่นอน
สู้ได้แน่นอน แต่ก็ควรจัดตรงตามความเหมาะสมกับฤดูกาลของแต่ละสนามแต่ละสภาพภูมิประเทศด้วย เพราะแต่ละสนามก็มีคาแรกเตอร์ของตัวเอง อย่างงาน ‘ตะนาวศรี เทรล’ เป็นงานวิ่งเทรลที่ขึ้นชื่อว่าโหดมากงานหนึ่งของไทย ถามว่าสนามตะนาวศรีสวยไหม ธรรมชาติก็มีความงดงามอยู่แล้ว แต่สนามนี้มีความโหด ความยากของเส้นทางเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
ตลาดวิ่งเทรลเมืองไทยจะโตขึ้นอีกเรื่อย ๆ ซึ่งอาจทำให้มีผลเสียตามมา ถ้าเราควบคุมมาตรฐานได้ไม่ดีพอ งานวิ่งเทรลอาจกลายเป็นงานที่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติไปโดยปริยาย อย่างที่เห็นคือ เริ่มมีการทิ้งขยะในสนาม ผู้จัดงานคงไม่อยากให้มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น แต่เขาต้องสร้างจิตสำนึกให้นักวิ่งด้วย ว่าเข้ามาใช้พื้นที่ธรรมชาติหาความสุข ก็ต้องช่วยกันดูแลธรรมชาติ ด้วยความที่ตลาดเทรลได้รับความนิยมมากขึ้น มีนักวิ่งเทรลหน้าใหม่เกิดขึ้นมากมาย เราไม่อยากตำหนินักวิ่งนะ แต่ก็ไม่อยากให้เป็นคนที่สร้างขยะให้เกิดขึ้นในป่า เราอาจเห็นว่างานวิ่งถนน นักวิ่งเก่ง ๆ เมื่อเข้าจุดให้น้ำเขาอาจต้องทำเวลา หยุดไม่ได้ เขาจะวิ่งยื่นมือรับน้ำเสร็จแล้วก็ทิ้งแก้วน้ำข้างทาง ซึ่งการดูแลจัดการเก็บขยะบนถนนสามารถทำได้ง่าย แต่สิ่งเหล่านี้หากนำมาใช้ในสนามวิ่งเทรลที่อยู่ในป่าเขา ผู้จัดงานอาจไม่ได้มีความสามารถเข้าไปจัดการเก็บขยะได้อย่างทั่วถึง เพราะเส้นทางค่อนข้างลำบาก ดังนั้นสำคัญที่สุดคือการสร้างจิตสำนึกที่ดีให้กับนักวิ่ง ทั้งขวดน้ำ ซองเจล เปลือกขนม อาหารต่าง ๆ ที่ทิ้งไว้ล้วนเป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติทั้งสิ้น และหากเราไม่ช่วยกันดูแล ต่อไปอุทยานธรรมชาติก็จะไม่อนุญาตให้มีการจัดการแข่งขัน สิ่งนี้ยังเป็นเรื่องที่ต้องจับตาดูกันต่อไป
คำแนะนำสำหรับคนที่อยากเข้ามาวิ่งให้วิ่งเทรลอย่างมีความสุข
อย่างแรก อยากให้คนที่คิดจะวิ่งเทรลตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่า มาวิ่งเทรลเพราะอะไร หลายคนมาวิ่งเพื่อสุขภาพ หมอสั่งให้วิ่งก็ต้องวิ่ง พอวิ่งแล้วสนุก ก็ต่อยอดไปเรื่อย ๆ พอลงแข่งรายการต่าง ๆ บังเอิญเขาได้ถ้วยรางวัล ติดอันดับทำเวลาวิ่งดี ๆ เข้ามาเป็นปัจจัยเสริม สร้างความฮึกเหิมให้วิ่งต่อไปเรื่อย ๆ โดยที่ไม่รู้ว่าสิ่งนี้คือ ‘กับดัก’ ที่ทำให้คิดว่าตัวเองเก่ง ทำให้อยากขยับเพิ่มระยะให้ไกลขึ้น ทำเวลาความเร็วให้ดีขึ้น เหล่านี้มันคือการแบกความคาดหวังไว้บนหลังตัวเองโดยไม่รู้ตัว ยิ่งผลักดันตัวเองมาก ยิ่งทำให้เขามีโอกาสบาดเจ็บได้มาก หลายคนเมื่อติดกับดักเหล่านี้ ทำให้เขาเริ่มหมดไฟในการวิ่ง คือวิ่งแล้วไม่สนุก
คนที่เข้ามาใหม่จึงควรตอบตัวเองให้ได้ว่ารักสิ่งนี้จริงหรือไม่ ถ้าอยากวิ่งเพื่อสุขภาพ ไปท่องเที่ยว ไม่ต้องคิดอะไรมาก ติดกล้องเข้าไปหนึ่งตัวไว้ถ่ายรูปเล่น ถ้ามีความตั้งใจอยากวิ่งให้ได้อันดับดี ๆ ก็ต้องซ้อมอย่างมีหลักการ จะได้ไม่บาดเจ็บ อย่าเพิ่งรีบเพิ่มระยะ อยู่กับระยะเดิมซ้ำ ๆ ให้คุ้นเคย ใจเย็น ๆ กับมัน หรือคนที่ไม่ได้มีเป้าหมายในเรื่องอันดับรางวัล ก็ต้องมีร่างกายที่แข็งแรงเพื่อให้มีความสุขกับการวิ่งเทรลได้ การฝึกซ้อมจึงเป็นเรื่องสำคัญ ผมถึงบอกลูกศิษย์เสมอว่า เราต้องหยอดกระปุกสะสมความแข็งแรงของร่างกายไว้ หากเรามีต้นทุนที่ดี ก็จะวิ่งได้แบบไม่บาดเจ็บ เมื่อไม่บาดเจ็บ เราก็จะสนุกกับสิ่งที่ทำ
Creative Ingredients
สนามวิ่งเทรลที่ชอบที่สุด
งาน “ลังกาหลวง เทรล” ซึ่งเป็นสนามที่ยากมากและสวยมากจริง ๆ แม้จะเป็นงานเทรลเล็ก ๆ บ้านๆ แต่อบอุ่น มีกฎ กติกา เข้มงวดเรื่อง Zero Waste อย่างชัดเจน อยากให้นักวิ่งเทรลทุกคนไป ไม่ต้องวิ่งให้จบก็ได้ แค่ทำเวลาให้ทันขึ้นไปถึงยอดลังกาหลวงให้ได้เท่านั้นพอแล้ว
วิ่งเทรลระยะทางไกลที่สุด
120 กม. 2 สนามคือ งานโป่งแยง เทรล กับงานอินทนนท์ ไทยแลนด์ บาย ยูทีเอ็มบี เพราะสำหรับตัวเองการวิ่ง 120 กม. ซึ่งใช้เวลาไป 27 ชม. คิดว่าโอเคแล้ว ถ้าขยับไปวิ่ง 100 ไมล์นั่นหมายความว่า น่าจะต้องใช้เวลาประมาณ 35-40 ชม. อาจจะมากไป คิดว่าวิ่งอยู่กับระยะที่เรามีความสุขและสนุกกับมันแค่นั้นก็เพียงพอแล้ว
เป้าหมายของนักวิ่งเทรลในชีวิตจริง
ส่วนตัวผมไม่เคยคิดหรือวางแผนชีวิตอะไรไว้มากมาย แค่มีความสุขอยู่กับสิ่งที่ชอบ คือการออกกำลังกาย เรามีความสุขกับการวิ่งเทรล ได้เจอเพื่อน ได้เจอสังคมใหม่ ๆ เจอสถานที่ที่ไม่เคยไป วันหนึ่งอายุมากขึ้น สังขารอาจร่วงโรย ข้อเข่าเริ่มเสื่อม ก็ลดระยะลงมาเท่าที่ไหว ถ้าต่อไปเริ่มวิ่งไม่ทันเวลาแล้ว ก็เปลี่ยนมาเดินเทร็กกิ้ง ไปเที่ยวเองได้ ถ้าหมดแรงเดินขึ้นเขาแล้วจริง ๆ กีฬาอื่นยังมี ว่ายน้ำก็ยังได้ ซึ่งก็ยังอยู่ในเรื่องออกกำลังกาย
เรื่อง : นพรัตน์ จิตพงศ์สถาพร