โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที

มาดูปัญหาในการพัฒนากล้องสมาร์ตโฟน และความเจ๋งที่วิศวกรใช้แก้ปัญหากัน

BT Beartai

อัพเดต 18 ก.ย 2566 เวลา 10.00 น. • เผยแพร่ 18 ก.ย 2566 เวลา 09.58 น.
มาดูปัญหาในการพัฒนากล้องสมาร์ตโฟน และความเจ๋งที่วิศวกรใช้แก้ปัญหากัน

สมาร์ตโฟนดำเนินเส้นทางการพัฒนามาร่วมสิบกว่าปีแล้ว เราเห็นตั้งสมาร์ตโฟนตั้งแต่ยุคที่ไม่มีกล้องหน้า จนปัจจุบันบางเครื่องมีกล้องถึง 5-6 ตัว สำหรับผมแล้ว สมาร์ตโฟนเป็นชิ้นงานศิลปะด้านเทคโนโลยีที่สวยงาม และน่าตื่นเต้นอยู่เสมอ การที่บริษัทยักษ์ใหญ่ต่าง ๆ นานา แข่งกันยัดเทคโนโลยีใหม่ล้ำ ๆ ใส่ลงไปในอุปกรณ์ที่มีขนาดเล็กเท่าฝ่ามือ มันเป็นอะไรที่น่าทึ่งมากในด้านวิศวกรรม

สิ่งหนึ่งที่พัฒนาขึ้นอย่างยิ่งยวดในทุกปี นั่นก็คือความเก่งของกล้องในสมาร์ตโฟน แต่รู้หรือไม่ว่าเบื้องหลังการพัฒนากล้อง มีขีดจำกัดอยู่ข้อหนึ่งที่เป็นกำแพงขนาดใหญ่ในการพัฒนาอยู่ด้วย นั่นก็คือ “ขนาดของเซนเซอร์” ที่ถูกจำกัดโดยพื้นที่ภายในของสมาร์ตโฟน

โดยเบสิกของเซนเซอร์ในกล้องถ่ายภาพนั้น ตัวแปรหนึ่งที่จะมีผลต่อคุณภาพอย่างมากคือแสง ซึ่งพื้นฐานของเซนเซอร์ที่มีขนาดใหญ่ ก็แปลว่าจะสามารถเก็บรับแสงมาได้มากกว่าเซนเซอร์ที่เล็กกว่ากัน เซนเซอร์ที่สามารถยัดใส่สมาร์ตโฟนได้ในปัจจุบันนั้นเดินทางมาถึงไซส์ขนาด 1 นิ้วกันแล้ว ซึ่งเป็นขนาดเดียวที่ถูกใช้ในกล้องแบบ Compact มาก่อน

แต่มันจะใหญ่ไปกว่านี้ไหม?

ก่อนที่จะพูดถึงว่าเซนเซอร์ของกล้องในสมาร์ตโฟนจะใหญ่ไปกว่านี้ไหม ก็อยากให้มาดูถึงข้อเสียที่อยู่กับกล้องสมาร์ตโฟนมาโดยตลอดก่อน ซึ่งสาเหตุหลัก ๆ ก็มาจากขนาดที่เล็กของเซนเซอร์เป็นเหตุผลหลัก

โดยธรรมชาติของเซนเซอร์ที่มีขนาดเล็ก เม็ดพิกเซ็ลที่จับมาได้ก็จะมีขนาดเล็กตามไปด้วย แม้จะมีขนาดความละเอียดที่เท่ากัน สิ่งที่ตามมาในทันทีก็คือเรื่อง noise ที่จะจัดการได้ไม่ดีเท่าเซนเซอร์ที่มีขนาดใหญ่อย่างแน่นอน เห็นได้ชัดจากการถ่ายภาพในที่แสงน้อย เช่นตอนกลางคืน ด้วยความที่ขนาดของเซนเซอร์มันเล็ก ก็จะรวมแสงได้น้อยกว่า ทำให้ต้องใช้ Post Processing ช่วยในตรงนี้ แต่ละค่ายที่ใช้เซนเซอร์เท่า ๆ กัน ก็จะมาเฉือนกันตรงเรื่องแบบนี้แหละ ว่าแก้ปัญหากันอย่างไร

มาถึงคำถามที่ว่ามันจะใหญ่ไปกว่านี้ได้อีกไหม ก็ต้องมาดูเหตุผลที่เซนเซอร์มันใหญ่ไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว นั่นก็เป็นเพราะพื้นที่ในการออกแบบมันมีจำกัดมาก และด้วยความนิยมของสมาร์ตโฟน และความเคยชินของผู้ใช้งาน ก็จะอยากได้สมาร์ตโฟนที่มีลักษณะที่พกพาได้สะดวก แต่มีหน้จอขนาดใหญ่เพียงพอต่อความต้องการ ซึ่งพื้นที่ในการออกแบบก็มีจำกัดขึ้นไปอีก

ในเมื่อพื้นที่มันมีจำกัด เหล่าวิศวกรก็จึงหาทางแก้ปัญหาด้วยวิธีต่าง ๆ มากมาย เรามาดูวิธีการแก้ปัญหาเจ๋ง ๆ เหล่านั้นกัน กับเหตุผลประกอบว่าทำไมเค้าอยากแก้ในจุด ๆ นั้น

กล้องซูม Periscope แบบเรือดำน้ำ

ในเมื่อมือถือในสมัยนี้ต้องการความบาง ความสะดวกสบายในการพกพา กลับกันผู้ใช้งานก็อยากได้มือถือที่มีกล้องซูมคุณภาพ ซึ่งแน่นอนว่าการที่เซนเซอร์ความละเอียดเยอะ ๆ อย่างเดียวมันไม่พอ เพราะถึงแม้จะเก็บรายละเอียดได้เยอะ แต่กับเซนเซอร์ที่มีขนาดเล็กนิดเดียว การซูมแบบดิจิทัล ก็ไม่สามารถให้คุณภาพของภาพที่ดีได้มากพอ แต่กะทำการซูมแบบ Optical ด้วยชิ้นกระจกจริง ๆ ก็ดันต้องใช้พื้นที่เยอะอีก ต้องการพื้นที่ความหนาของเครื่องที่เยอะ วิศวกรที่พัฒนากล้องในมือถือเลยเกิดการปิ๊งไอเดีย ในเมื่อต้องการพื้นที่ในการยัดชิ้นกระจกเลนส์ลงไปเยอะ ๆ แต่พื้นที่ความหนามีไม่เยอะพอ ก็ไปใช้พื้นที่ความยาวของเครื่องแทนสิ!

เลยเกิดเป็นเทคโนโลยีการนำหลักการกล้อง Periscope หรือกล้องแบบเรือดำน้ำมาใช้ กล่าวสั้น ๆ คือการวางชิ้นเลนส์แบบแนวนอนตามความยาวของเครื่อง แล้วใช้กระจกสะท้อนแบบ 45 องศา เพื่อหักเหภาพแบบหักศอก หากยังไม่เห็นภาพลองดูด้านล่าง

หลักการนี้เราก็จะสามารถใช้พื้นที่แนวยาวของเครื่องได้อย่างชาญฉลาด ทำให้เราสามารถใส่ชิ้นกระจกลงไปยังไงก็ได้ โดยที่ไม่กินพื้นที่ความหนาของเครื่องเลย โดยเทคนิคนี้ก็ถูกนำไปใช้อยู่ในมือถือหลายเครื่องแพร่หลายมากในปัจจุบัน อย่างเช่นใน iPhone 15 Pro Max เองก็มีเทคนิคที่คล้ายกันในชื่อ Tetraprism เป็นเทคโนโลยีใหม่ใน iPhone ที่ช่วยให้กล้องซูมแบบ Optical ได้ถึง 5 เท่า

การรวมเม็ดพิกเซลหรือ Pixel Binning

ความละเอียดของเซนเซอร์ในมือถือก็เป็นปัจจัยหนึ่งของคุณภาพรูปถ่าย แต่ก็ไม่ใช่ว่าความละเอียดยิ่งเยอะจะยิ่งดีเสมอไป เพราะถ้าหากเทียบกัน เซนเซอร์ที่มีความละเอียดน้อยกว่า แต่มีขนาดเซนเซอร์ใหญ่กว่า ย่อมมีคุณภาพของภาพดีกว่า เซนเซอร์ที่มีความละเอียดสูงกว่า แต่ขนาดของเซนเซอร์เล็กกว่า

การที่มีความละเอียดเยอะกว่านั้นจะสามารถเก็บรายละเอียดของภาพได้เยอะกว่า แต่ไม่ได้แปลว่าคุณภาพสูงกว่า เพียงแค่มีรายละเอียดของภาพที่เยอะกว่าเท่านั้น แต่เรื่องของ Dynamic Range, การจัดการ Noise หรือแสง ก็ยังเป็นปัจจัยอื่น ๆ ที่ต้องมาดูที่ตัวของเซนเซอร์ หรือวิธีการ Post Processing กันอีกที

แล้วกล้องมือถือที่มีคุณภาพภาพระดับเกิน 100MP นั้นมีเอาไว้ทำอะไรล่ะ? ด้วความละเอียดเยอะขนาดนี้ เหล่าวิศวกรเลยพัฒนาเทคนิคการรวมเม็ดพิกเซ็ลหรือการ “Pixel Binning” หรือสั้น ๆ ก็คือการยวบเม็ดพิกเซลหลาย ๆ เม็ดเข้าด้วยกันเป็นเม็ดเดียว ซึ่งหลักการนี้มีผลทำให้คุณภาพของภาพดีขึ้นกว่าเดิมอย่างมาก

โดยเทคโนโลยีนี้ ถึงแม้จะมีการพูดถึงอยู่บ่อยครั้งในช่วง 2-3 ปีนี้ แต่จริง ๆ แล้วครั้งแรกที่มีการหยิบมาใช้ในมือถือนั้น ต้องย้อนกลับไปถึง 11 ปีที่แล้วเลยทีเดียว กับ Nokia 808 PureView อดีตมือถือกล้องเทพ ที่มีความละเอียดของเซนเซอร์หลักที่ 41MP ในปี 2012 ซึ่งถือว่าเยอะมาก แบบเวอร์เลยในสมัยนั้น โดยตัวกล้องสามารถยวบพิกเซลลงมาเหลือ 5MP และ 8MP ที่เป็นความละเอียดของกล้องมือถือที่เยอะมากแล้วในสมัยนั้น ทำให้ Nokia 808 PureView นั้นได้เปรียบมาก ๆ ในเรื่องคุณภาพของภาพที่ออกมา

ละลายหลังเทียม จำลองค่า F กว้าง ด้วยซอฟต์แวร์

ถึงแม้ในสมาร์ตโฟนจะสามารถทำเลนส์กล้องที่มีค่า F Stop กว้าง ๆ ได้ แต่ด้วยระยะของชิ้นเลนส์ที่มีน้อยนิด ก็ทำให้ Depth of Field ที่ออกมานั้นไม่ได้มีมิติ หรือที่คนติดปากพูดกันว่า หน้าชัดหลังเบลอ เพื่อทำให้ Subject ดู Pop ขึ้นมาได้เหมือนกับกล้องระดับ Mirrorless / DSLR และก็น่าจะเป็นไปได้ยากที่จะทำให้มันเกิดขึ้นด้วย เพราะต้องการใช้ระยะชิ้นเลนส์ที่เยอะมากพอสมควร

ดังนั้นในเมื่อทาง Physical ทำไม่ได้ เลยเกิดเป็นแนวทางการการแก้ปัญหาด้วยซอฟต์แวร์แทน ซึ่งเป็นการใช้ซอฟต์แวร์ ร่วมกับหลักการ Post Processing และเซนเซอร์อื่น ๆ ช่วย (แล้วแต่ค่าย) ในการตัดตัว Subject และพื้นหลังออกจากกัน และเกลี่ยพื้นหลังให้เบลอ เสมือนเป็นการละลายหลังจริง ๆ แทน

ถ่ายด้วย Portrait Mode บนเครื่อง Samsung Galaxy S23 Ultra
ถ่ายด้วย Portrait Mode บนเครื่อง Samsung Galaxy S23 Ultra

เทคนิคนี้ถูกใช้มาสักพักแล้ว และปัจจุบันมีอยู่ในมือถือแทบจะทุกรุ่น หรือที่เราใช้กันบ่อย ๆ ใน Portrait Mode นั่นเอง ซึ่งแต่ละค่ายก็มีเทคนิคการตัดขอบ Subject ไม่เหมือนกัน บ้างก็ใช้เซนเซอร์ช่วยวัดระยะ ดูว่าวัตถุไหนอยู่ใกล้ ก็ถูกนับเป็น Subject หรือบางค่ายก็ใช้ประโยชน์จากการที่มีเลนส์หลายตัว หลายระยะ ถ่ายภาพจากทุกเลนส์ และนำมาเทียบแยกกันด้วย Data Set หรือ Manchine Learning ที่มี ว่าวัตถุไหนใกล้ หรือไกล และวัตถุนั้นมีส่วนไหนอะไรยังไงบ้าง เช่นเส้นผม เสื้อผ้า และควรจะตัดมันยังไง

แน่นอนว่าเทคนิคนี้ไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด แต่ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาก็ถือว่าน่าพึงพอใจสำหรับการใช้มือถือถ่ายแล้ว ซึ่งมันทำให้ภาพดูดีขึ้นกว่าเดิมอย่างมาก

Post Processing รวมหลายรูปเข้าด้วยกัน

อีกหนึ่งเทคนิคที่ปัจจุบันพบเห็นได้บ่อย คือการ Post Processing ที่มีการถ่ายหลาย ๆ รูปทั้ง Overexposed / Underexposed แสงปกติ และต่าง ๆ นานา เพื่อนำมารวมให้ได้รูปที่ออกมาดูดีที่สุด โดยใช้คลังข้อมูลที่ Trained มาเป็นตัวช่วยบอกว่า องค์ประกอบ หรือวัตถุของภาพ ประมวลผลแบบใดจึงจะออกมาดูดีมากที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ AI เข้ามาช่วยประมวลผลนั่นเอง

เทคนิคนี้ส่วนใหญ่จะอยู่ในกระบวนการ Post Processing ที่ปัจจุบันมือถือทุกเครื่องจะมีส่วนนี้อยู่กันหมด ทำให้การกดถ่ายรูป 1 ครั้งไม่ได้เป็นการถ่ายรูปแค่รูป ๆ เดียว แต่ระบบถ่ายรูปทุกอย่างเอาไว้ตลอดเวลาเป็นไฟล์ Cache และรวมรูปในช่วงที่เรากดถ่ายรูปเป็นรูปเดียวที่ออกมาดูดีที่สุดนั่นเอง

นี่เป็นเพียงไม่กี่วิธีที่วิศวกรเก่ง ๆ จากหลายแบรนด์พยายามที่จะดันประสิทธิภาพกล้องบนมือถือให้ดีวันดีคืน โดยก็ต้องยอมรับว่าในบางแง่ กล้องมือถือนั้นมีประสิทธิภาพพอจะแทนที่กล้องระดับ DSLR / Mirrorless ได้แล้ว ก็มาดูกันว่าในช่วงอีก 5 ปีข้างหน้าที่ AI กำลังเก่งขึ้นทุกวัน และชิปก็แรงขึ้นทุกวัน กล้องสมาร์ตโฟนจะไปได้ขนาดไหนกันนะ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...