โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“กินไกลบ้าน : เรื่องเล่าขานร้านอาหารรอบโลก” ประวัติศาสตร์การกินอาหารนอกบ้าน 2 พันปี

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 09 ส.ค. 2566 เวลา 13.41 น. • เผยแพร่ 09 ส.ค. 2566 เวลา 10.25 น.

ร้านอาหารยุคโรมันหน้าตาเป็นแบบไหน การปฏิวัติฝรั่งเศสก่อให้เกิดอาหารไฟน์ไดนิ่งได้อย่างไร และทำไมซูชิถึงวิ่งบนสายพาน สืบสาวความเป็นมาของการกินอาหารนอกบ้าน ย้อนรอยพัฒนาการร้านอาหาร เรื่องราวเชฟชื่อก้องโลก การปะทะสังสรรค์กันทางวัฒนธรรมจนกำเนิดเป็นเมนูรสชาติจัดจ้าน วิทยาการทำอาหารแนวใหม่ จนถึงภัตตาคารที่ไม่เหมือนใคร ไปกับ “กินไกลบ้าน : เรื่องเล่าขานร้านอาหารรอบโลก” หนังสือใหม่ของสำนักพิมพ์มติชน

“กินไกลบ้าน : เรื่องเล่าขานร้านอาหารรอบโลก” หรือ “The Restaurant : A History of Eating Out” เป็นหนังสือที่แปลโดย “ปิยบุตร หล่อไกรเลิศ” จากต้นฉบับของ “วิลเลียม ซิตเวลล์” (William Sitwell) นักเขียน ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร และนักวิจารณ์ร้านอาหารให้กับหนังสือพิมพ์ Daily Telegraph ประเทศอังกฤษ เคยได้รับรางวัลมากมายจากการเป็นบรรณาธิการให้กับนิตยสารชื่อดังอย่าง Waitrose Food นานถึง 16 ปี

นอกจากนี้ วิลเลียมยังเป็นหนึ่งในคณะกรรมการที่ทำงานต่อเนื่องยาวนานที่สุดของรายการ “มาสเตอร์เชฟ” และเป็นเจ้าของ “เดอะซิตเวลล์ ซัปเปอร์ คลับ” ที่ให้บริการอาหารชั้นเลิศในสหราชอาณาจักร

กินไกลบ้าน จะพาผู้อ่านย้อนเวลากลับไปถึง 2,000 ปี เพื่อสืบสาวประวัติศาสตร์ของการกินอาหารนอกบ้าน ไล่เรียงจากยุคโรมันจนกระทั่งปัจจุบัน ตั้งแต่แผงขายอาหารสุดธรรมดา สตรีตฟู้ด ไฟน์ไดนิ่ง จนถึงภัตตาคารเลิศหรู

วิลเลียม ซิตเวลล์ ได้สืบค้นทั้งความเป็นมาของร้านอาหาร เรื่องราวความทะเยอทะยานของเชฟชื่อดัง การต่อยอดวิทยาการความรู้ และการปะทะสังสรรค์ทางวัฒนธรรมที่นำไปสู่การก่อกำเนิดภัตตาคารและอาหารแนวใหม่ โดยแทรกเกร็ดประวัติศาสตร์ ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมที่มีผลต่อพัฒนาการร้านอาหาร และการกินอาหารนอกบ้านไว้ โดยนำเสนอออกมาได้อย่างกลมกล่อม

นอกจากเนื้อหาเข้มข้นและอ่านง่าย สิ่งที่ทำให้กินไกลบ้านเป็นอาหารสมองจานเด็ดสำหรับนักอ่าน คือ ภาพประวัติศาสตร์บุคคลสำคัญ สถานประกอบการเก่าแก่ ทั้งร้านอาหาร ร้านชา-กาแฟ และวัฒนธรรมการกินดื่มนอกบ้านจากทั่วโลกที่หาชมยาก โดยพิมพ์ 4 สีตลอดทั้งเล่ม และนี่คือส่วนหนึ่งจากหนังสือกินไกลบ้าน

ไม่ใช่ข้าว แป้ง หรือผัก แต่เป็นการเมือง

ร้านอาหารไม่ได้มีบทบาทเป็นเพียงสถานที่สำหรับสังสรรค์หรือกินอาหารเท่านั้น แต่เป็นสถานที่ที่ผู้คนนัดพบปะเพื่อพูดคุยเรื่องการเมืองหรือแลกเปลี่ยนแนวคิดต่าง ๆ ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยโรมันแล้ว

ในสายตาของผู้นำยุคโรมัน ร้านอาหาร โรงเหล้า รวมทั้งโรงแรม ถูกมองว่าเป็นแหล่งซ่องสุมและพบปะกันของคนที่มีแนวคิดทางการเมืองที่เป็นภัยต่อผู้ปกครอง จักรพรรดิยุคโรมันหลายคนจึงพยายามเข้าควบคุมกิจการร้านอาหาร

อาทิ “จักรพรรดิไทบีเรียส” (ครองราชย์ ค.ศ. 14-37) กริ้วถึงขนาดออกกฎห้ามไม่ให้ร้านอาหารขายอาหารทุกชนิดและขนมอบ เนื่องจากพระองค์ทรงเชื่อว่าถ้ามีการขายอาหารน้อยลง ผู้คนก็จะไปพบกันที่ร้านอาหารน้อยลงตามไปด้วย แต่ก็ไม่เป็นผลเท่าไรนัก

ถัดมาในสมัย “จักรพรรดิเคลาดิอุส” (ครองราชย์ ค.ศ. 41-54) ก็ออกมาตรการที่เข้มงวดกว่าเดิม ทรงสั่งปิดโรงเหล้าหลายแห่ง ห้ามจำหน่ายเนื้อต้มหรือน้ำร้อน และ “จักรพรรดิเนโร” ที่ครองราชย์ต่อมาก็ออกข้อกำหนดห้ามจำหน่ายอาหารปรุงสุกทุกชนิดในโรงเหล้า อนุญาตเฉพาะถั่วและผักต่าง ๆ เท่านั้น ถึงขั้นเสด็จไปตามโรงเหล้าต่าง ๆ ด้วยพระองค์เองทันทีเมื่ออาทิตย์ตกดิน

“วัตถุดิบสำคัญในจานอาหารจึงไม่ใช่ข้าว แป้ง หรือผัก แต่เป็นการเมือง”

ร้านกาแฟ พื้นที่ลิ้มรสและเรียนรู้

สังคมอังกฤษในช่วงศตวรรษที่ 18 มีร้านกาแฟเกิดขึ้นทั่วกรุงลอนดอน เต็มไปด้วยเหล่ากระฎุมพีหัวก้าวหน้า ผู้มีการศึกษาเรียนรู้ศิลปะแห่งการโต้แย้งด้วยเหตุผลเชิงวิพากษ์ในที่สาธารณะมาพูดคุยกันอย่างออกรส ร้านกาแฟที่เพิ่มขึ้นทำให้ชาวลอนดอนมีตัวเลือกและสามารถเลือกร้านที่เข้ากับแนวคิดทางสังคมหรือการเมืองของตนเองได้มากขึ้นตามไปด้วย

ร้านกาแฟจึงไม่ได้เป็นแค่สถานที่จับกลุ่มพูดคุยกัน แต่เป็นสถานที่ในการติดตามข่าวสารทั้งจากบรรดานักข่าวที่มาซุบซิบกัน จากวารสาร และหนังสือพิมพ์ในตอนนั้นที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วพอ ๆ กับร้านกาแฟ เมื่อร้านกาแฟมีความสำคัญ ในเวลาต่อมาหลายร้านก็เริ่มเก็บค่าเข้าร้านในราคา 1 เพนนี

เช่นเดียวกับยุคโรมัน “กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 2” (ครองราชย์ ค.ศ. 1660-1685) ทรงไม่วางพระทัยในกิจการร้านกาแฟ เนื่องจากสถาบันกษัตริย์เพิ่งได้รับการฟื้นฟูกลับมา พระองค์จึงทรงกังวลเสียงคัดค้านและการแพร่กระจายของแนวคิดต่าง ๆ ทรงมีความคิดที่จะแบนร้านกาแฟ ซึ่งประธานสภาขุนนางก็เห็นด้วยและเสนอให้ส่งสายลับไปตามร้านกาแฟต่าง ๆ เพื่อลอบฟังบทสนทนา จนถึงขั้นมีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบและควบคุมสื่อ ไล่ล่าสื่อมวลชนที่ทำผิดกฎหมาย

จนกระทั่ง ค.ศ. 1675 กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 2 ทรงประกาศให้ใบอนุญาตผลิตกาแฟที่ได้แจกจ่ายไปแล้วเป็นโมฆะทั้งหมด และออกกฎให้การชงกาแฟกลายเป็นกิจกรรมต้องห้ามแม้แต่ในครัวเรือน ทั้งการชงชา ช็อกโกแลต และเชอร์เบต จึงกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมายไปด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม กฎหมายข้อนี้ไม่เป็นที่นิยมในหมู่ประชาชนเท่าไรนัก “เซอร์ราล์ฟ เวอร์นีย์” ขาประจำร้านกาแฟและสมาชิกรัฐสภา บันทึกไว้ว่า

“จะไม่มีชาวอังกฤษผู้ใดทนต่อการถูกห้ามมิให้พบปะรวมกลุ่มกัน ตราบที่มิได้กระทำการใดซึ่งขัดต่อกฎหมาย ข้าพเจ้าเชื่อว่าการพบปะกันจะยิ่งใหญ่และจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเหมือนที่เป็นมา และ…พวกเขาจะดื่มเครื่องดื่มที่ทำจากเซจ เบโทนี และโรสแมรีแทนการดื่มชาหรือกาแฟ เพราะวัตถุดิบท้องถิ่นเหล่านั้นไม่ต้องเสียทั้งภาษีสรรพสามิตและภาษีศุลกากร เช่นนั้นแล้ว ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการปราบปรามที่ไม่จำเป็นก็มีเพียงองค์กษัตริย์เท่านั้นแล”

ท้ายที่สุดกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 2 ก็ประกาศให้ชะลอกฎหมายนี้ออกไปอีก 6 เดือน และหลังประกาศใช้ กฎหมายนี้ก็ถูกยกเลิกอย่างเป็นทางการเพียง 11 วันเท่านั้น

กินไกลบ้าน : เรื่องเล่าขานร้านอาหารรอบโลก (The Restaurant : A History of Eating Out) แต่งโดย วิลเลียม ซิตเวลล์ และมีปิยบุตร หล่อไกรเลิศ เป็นผู้แปล หนังสือเล่มนี้อยู่ในหมวดสารคดีทั่วไป ความหนาแบบจุใจ 488 หน้า นำเสนอเนื้อหาอันแตกต่างจากหนังสือเล่มอื่น ๆ ในแนวนี้

เพราะเป็นการนำเสนอเรื่องราวประวัติศาสตร์ของ “ร้านอาหาร” และ “การกินอาหารนอกบ้าน” เป็นประวัติศาสตร์ที่อ่านสนุกเข้าใจง่าย พร้อมภาพประกอบ 4 สีทั้งเล่มอย่างสวยงามสอดแทรกอยู่ในทุกบท ถือเป็นอาหารสมองจานเด็ดที่บรรดานักอ่านไม่ควรพลาด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...