“ราชสำนักฝ่ายใน” สมัยรัชกาลที่ 4 ผ่านสายตาชาวตะวันตก เป็นอย่างไร?
ราชสำนักฝ่ายใน สมัยรัชกาลที่ 4 ผ่านสายตาชาวตะวันตก เป็นอย่างไร?
ในช่วงปลายรัชกาล พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4เกิดความขุ่นมัวระหว่างพระองค์และ“โอบาเรต์” ทูตฝรั่งเศสที่แต่เดิมรัชกาลที่ 4 ไว้วางพระราชหฤทัยเป็นอย่างมาก กลับปฏิบัติตัวไม่เหมาะสม ถืออำนาจบาตรใหญ่ และสร้างความเข้าใจผิดทางพระราชไมตรีที่พระองค์ทรงมีอยู่กับสมเด็จพระจักรพรรดินโปเลียนที่ 3
ทั้งยังไม่ถวาย“เครื่องมงคลราชบรรณาการ”ที่มีความหมายยิ่งจากราชสำนักฝรั่งเศส นั่นคือ“พระแสงดาบนโปเลียน”ที่จักรพรรดิพระราชทานแด่พระองค์อีกด้วย
ขณะเดียวกันก็มีเจ้าชายชาวฝรั่งเศส 3 พระองค์ ที่กำลังผจญภัยรอบโลกผ่านเข้ามาเยือนกรุงสยามพอดี
ด้วยเหตุนี้เอง รัชกาลที่ 4 จึงทรงเห็นว่า เป็นโอกาสเหมาะที่จะเปิดเผยพฤติกรรมดังกล่าวของทูตฝรั่งเศสคนนี้ จึงมีพระบรมราชานุญาตเป็นกรณีพิเศษให้เหล่าเจ้าชาย ประกอบด้วย ดุ๊กแห่งอลองซอง, เจ้าชายเดอ กองเด และดุ๊กแห่งปองติแอฟรึเข้าเฝ้า พร้อมด้วยผู้ติดตาม นั่นก็คือเคานต์โบวัวร์พระสหาย ซึ่งคุณพ่อ โลนาร์ดี บาทหลวงชาวฝรั่งที่รัชกาลที่ 4 ทรงคุ้นเคยอย่างดีเป็นผู้นำเข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิด
เจ้าชายฝรั่งเศสและพระสหายได้รับโอกาสพิเศษนี้ 2 ครั้ง ในระหว่างที่พำนักอยู่ในกรุงเทพฯ เวลา 9 วัน ตั้งแต่วันที่ 11-19 มกราคม พ.ศ. 2409
จากการเข้าเฝ้าครั้งนี้เองจึงมีบันทึกเกี่ยวกับประสบการณ์อันแสนพิเศษ ที่ฝรั่งต่างต้องตกใจ จนอาจร้องว้าวได้เลยก็ได้ ซึ่งผู้บันทึกก็คือเคานต์โบวัวร์ พระสหายคนสนิทของเจ้าชายทั้ง 3 จากฝรั่งเศส นั่นเอง
เขาได้ถ่ายทอดภาพจำลองของพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวที่อยู่ในพระบรมโกศ ในมุมมองที่ชาวต่างชาติคงจะไม่เคยเห็นมาก่อน รวมถึงเรื่องราวชีวิตฝ่ายในของราชสำนัก ที่เชื่อว่าคนนอกจะต้องอยากรู้อย่างแน่นอน ดังนี้
“๑๓ มกราคม ๑๘๖๖… เวลาที่รอคอยก็มาถึง พวกเราถูกนำมาหน้าพระที่นั่งทำให้สามารถมองเห็นคิงมงกุฎเสด็จผ่านเจ้าหญิงและเจ้าชายน้อยๆ หลายองค์ พวกเขารีบหมอบลงทันที และไม่กล้าแม้แต่จะสบตาผู้ซึ่งเป็นที่รักของพวกเขา
พระโอรสธิดาจำนวนกว่า ๑๐ องค์ช่างน่ารักน่าเอ็นดู พวกเขามีเศียรที่โกนจนเตียนโดยรอบ เหลือพระเกศาไว้เป็นจุกตรงกลางโดยล้อมด้วยพวงมาลัยสีขาว ปักติดไว้ด้วยหมุดทองคำที่หัวเป็นพลอยเม็ดใหญ่ พวกเขาปล่อยท่อนบนลำตัวไว้เปลือยเปล่า
แต่คล้องพระศอไว้ด้วยสายสร้อยขนาดใหญ่หลายเส้น ประดับอยู่ด้วยเพชรนิลจินดาหลายขนาด สวมผ้าผืนใหญ่ที่ขมวดไว้เบื้องหลัง และมีกำไลขนาดใหญ่ ประดับเพชรพลอยสวมอยู่ที่ข้อเท้าทั้งสอง แต่ละองค์มีนางกำนัลประจำตัว
เบื้องหลังเป็นแถวนางกำนัลในของกษัตริย์ นางสนมจำนวยหลายสิบคนถือหีบหมากประดับเพชร บ้างประคองหีบบุหรี่ บ้างถือพระแสงประจำพระองค์ บ้างก็ถือถาดและกระโถนทองคำ เดินนวยนาดออกมาเป็นขบวน
พวกนางส่งยิ้มอันสง่างามมายังพวกเรา ช่างไม่มีความสมดุลกันเลยระหว่างกษัตริย์ผู้ชราภาพ ที่ห้อมล้อมอยู่ด้วยนางสนมรุ่นสาวหลายสิบคน กษัตริย์ทรงเป็นศูนย์กลางในที่ชุมนุมนั้น ทรงสวมพระมหามงกุฎเป็นรูปปิระมิดทองคำ สวมฉลองพระองค์เสื้อคลุมยาวที่ประดับตกแต่งไปด้วยเพชรนิลจินดานับร้อยเม็ด
ทรงพระชนมายุประมาณ ๖๓ พรรษา มีสภาพเหมือนคนเมื่อยล้าจากการทำงานหนักมาหลายสิบปี
สามารถตรัสภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว แต่ก็มีคำภาษาละตินและคำไทยปนออกมาตลอดเวลา การสนทนาของเราก็เริ่มต้นขึ้น ทรงกล่าวถึงพระราชกรณียกิจของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ แห่งฝรั่งเศส และความสัมพันธ์กับกรุงสยามมาแต่โบราณกาล แล้วทรงกันพระพักตร์ไปคายหมากจากพระโอษฐ์ ๒-๓ ครั้งทุก ๆ ๑ นาที ทรงเปลี่ยนหมากคำใหม่จากกล่องทองคำฝังเพชรที่วางอยู่ใกล้
ท้องพระโรงกลางเป็นตึกแบบตะวันตก แต่มีเครื่องตกแต่งแบบตะวันออกปนอยู่มาก นอกจากนั้นเห็นได้ว่ามีของบรรณาการจากกษัตริย์ในยุโรปวางอยู่ทั่วไปหมด ของบางอย่างที่พวกเรามองข้ามไปในยุโรปกลับมีความหมายที่นี่
พระราชดำรัสดูเคร่งขรึมเป็นพิธีรีตอง แต่ก็ทรงพระสรวลอยู่ตลอดเวลา เรามองเห็นขวดน้ำอัดลม ขวดน้ำหอม โอ เดอ โคโลญจ์ และถ้วยกาแฟชุด อยู่ในตู้ต่างๆ ทำให้มองดูคล้ายบ้านผู้ดีอังกฤษกลาย ๆ ได้ยินมาว่า มักจะมีพ่อค้าหัวใสจากยุโรปนำของมาเสนอขายแก่พระองค์อยู่เสมอ บ้างก็โฆษณาว่า ของแบบนั้นแบบนี้ใช้ในราชสำนักยุโรป
ก่อนได้เวลาถวายบังคมลา กษัตริย์หันไปตรัส ๒-๓ คำกับนางกำนัลที่นั่งเหนียมอายอยู่ใกล้ๆ พวกเธอหันไปหยิบขวดเหล้าซึ่งวางอยู่ในตู้ ภายใต้ภาพวาดขนาดใหญ่ฝีมือเจโรม จิตรกรผู้โด่งดังของพวกเรา (คือภาพวาดทูตไทยถวายสาส์นที่พระราชวังฟองเตนโบล-ผู้เขียน)
หนึ่งในดรุณีแรกรุ่นที่งดงามที่สุดรินน้ำจัณฑ์ตามกระแสรับสั่ง ในขณะที่กษัตริย์ต้องการให้พวกเราชนแก้วด้วย หลังจากนั้นมีพระราชดำรัสให้นางกำนัลนำกระดาษนามบัตรพระบรมรามาภิไธยมาแจกให้พวกเราคนละใบ ทรงให้ความเป็นกันเองกับพวกเรามาก เราถวายบังคมลาก็ยังทรงพระกรุณาตรัสสั่งให้ขุนนางในที่นั้นพาพวกเราไปชมในเมือง…”
นี่คือเหตุการณ์ที่เกิดในพระราชสำนักสยามสมัยรัชกาลที่ 4 ผ่านสายตาของชาวตะวันตก ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องน่าฮือฮาอยู่ไม่น้อยสำหรับพวกเขา
อย่างไรก็ตาม มีบันทึกเหตุการณ์การเข้าเฝ้าอีกครั้งในวันที่ 17 มกราคม ปีเดียวกัน ครั้งนี้ถึงกับได้ไปเยี่ยมชมพระราชสำนักฝ่ายในเลยทีเดียว ความว่า
“๑๗ มกราคม ๑๘๖๖…
พวกเราถูกนำไปสู่ท้องพระโรงใหญ่ในพระที่นั่งชื่อ ‘อนันตสมาคม’ ขุนนางกระซิบบอกเราว่า การที่คิงมงกุฎทรงเชิญมาในวันนี้เป็นกรณีพิเศษที่ไม่มีใครมีวาสนาบ่อยนัก
บัดนี้ทรงมีความคุ้นเคยกับพวกเรามากขึ้น ตรัสว่า ‘ฉันพอใจพวกเธอมาก จะให้รูปไว้เป็นที่ระลึก’ เรามารู้ตอนหลังว่าทรงพระรูปไปให้พระประมุของค์สำคัญๆ ในต่างประเทศเท่านั้น การพระราชทานพระรูปของพระองค์ให้พวกเราจึงเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างสูงที่สุด
ทรงนำคณะเราเข้าไปในห้องๆ หนึ่งทางด้านหลัง อันเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘ราชสำนักฝ่ายใน’ ของพระบรมมหาราชวังที่แท้จริง พระโอรสธิดาและเจ้านายฝ่ายในเป็นจำนวนมากอยู่ในที่นั้น ทุกพระองค์มีความตื่นเต้นตกใจที่เห็นคนแปลกหน้าอย่างเราโผล่เข้ามา
กลุ่มผู้หญิงราว ๒๐ คนขวัญหายในการมาเยือนอย่างกะทันหันของเรา ทั้งหมดทิ้งตัวลงหมอบกระแตอยู่กับพื้น ข้าพเจ้าคาดคะเนดูว่ามีจำนวนไม่ต่ำกว่า ๑๖๐ คน เป็นผู้หญิงทั้งสิ้น
พวกที่หมอบไม่ทันก็หนีไปหลบอยู่หลังบันได และมีอีกหลายสิบคนวิ่งขึ้นบันไดไปเหมือนผึ้งแตกรัง สักพักหนึ่งก็โผล่แต่นัยน์ตาแหวกม่านออกมาจ้องดูเราเหมือนดวงตากวางป่าในยามวิกาล กล่าวได้ว่าคณะของเราและพวกผู้หญิงมีความตกใจพอๆ กัน
มีอยู่นางเดียวที่ไม่หนีไปไหน เธอเป็นหญิงวัยกลางคนท่าทางสง่างาม ตกแต่งเรือนร่างด้วยเพชรพลอยงามระยิบ กษัตริย์เดินตรงไปยังกลุ่มเจ้าจอมรุ่นใหญ่ แล้วจูงมือเจ้าจอมคนหนึ่งออกมายืนเคียงข้างพระองค์ จากนั้นจึงอนุญาตให้พวกเราสัมผัสมือ (เช็กแฮนด์) กับนางด้วย
พวกเราทำตามเพื่อแสดงความเคารพในคำสั่ง ทรงปรบมือให้ทุกคนหลบเข้าไปข้างในทันที ตรัสว่า ‘เจ้าจอมมารดาผู้นี้ให้ลูกแก่ฉัน ๓ คน และนางเป็นภรรยาที่ดีคนหนึ่ง’ พอตรัสเสร็จก็ปลีกพระองค์ไปจูงมืออีกคนออกมาให้พวกเรารู้จัก ตรัสอีกว่า ‘เจ้าจอมมารดาคนนี้ให้ลูกฉันถึง ๑๐ คน เธอเป็นคนที่ดีที่สุด’
ขณะที่มีพระราชดำรัสในเรื่องอื่นๆ กับพวกเรา เจ้านายฝ่ายใน พระโอรสธิดา และนางกำนัลเป็นจำนวนมากก็ทยอยออกมาห้อมล้อมพระองค์ ดูคล้ายกับเทพธิดาที่ห้อมล้อมเทพเจ้าอยู่ในสรวงสวรรค์
ข้าพเจ้าจำได้ว่าพวกเราคำนับทุกคนในที่นั้นและตั้งใจกับตัวเองว่าทันทีที่มีโอกาสจะจดบันทึกประสบการณ์อันน่าตื่นเต้นทั้งหมดไว้บนแผ่นกระดาษ เพื่อมิให้ตกหล่นหลงลืมไป สำหรับข้าพเจ้าแล้ว รู้สึกว่าราชสำนักสยามที่ได้เห็นเป็นเมืองที่ไม่ได้อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง มันช่างเหมือนดินแดนในเทพนิยายที่ชาวยุโรปเราอ่านกันในหนังสือนิทานอาหรับราตรีมากกว่า”
นี่คือเหตุการณ์สุดตื่นตาตื่นใจที่บันทึกผ่านสายตาของชาวต่างชาติ ซึ่งทำให้เห็นบรรยากาศของราชสำนักสยามในสมัยรัชกาลที่ 4 ว่าก็สวยงามไม่แพ้ที่อื่นใดเช่นกัน
อ่านเพิ่มเติม :
- รัชกาลที่ 4 ทรงประณามพวกซื้อตำแหน่งว่า “ใจมันมิใช่ใจคน เปนผีโหงผีห่า” !
- ธรรมเนียมของรัชกาลที่ 4 ที่ทรงยึดตามรัชกาลที่ 3 ช่วงก่อนสวรรคต คือธรรมเนียมอะไร?
- เมื่อรัชกาลที่ 4 ทรงขึ้นครองราชย์วันแรก ใครถวายตัวเป็นเจ้าจอมบ้าง?
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
ไกรฤกษ์ นานา. KING MONGKUT หยุดยุโรปยึดสยาม. กรุงเทพฯ: มติชน, 2547.
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 6 กุมภาพันธ์ 2569
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “ราชสำนักฝ่ายใน” สมัยรัชกาลที่ 4 ผ่านสายตาชาวตะวันตก เป็นอย่างไร?
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com