SCB ชี้ฟันด์โฟลว์ไหลเข้าหุ้นไทย 2 เดือนติด เป็นแรงเก็งกำไรระยะสั้น มองแม้ระยะสั้นราคาทองคำผันผวน แต่ยังเป็นสินทรัพย์ที่ควรมีในพอร์ตลงทุน
BTimes
อัพเดต 06 ก.พ. เวลา 18.10 น. • เผยแพร่ 06 ก.พ. เวลา 11.20 น. • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Bizนายสุทธิชัย คุ้มวรชัย Head of Research Department บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) กล่าวว่า จากสถิติย้อนหลังการเลือกตั้งของไทย 8 ครั้งล่าสุด (ปี 2001-2023) พบว่า ตลาดหุ้นไทย มีโอกาส 62.5% ที่จะให้ผลตอบแทนเป็นบวกเฉลี่ย 0.9% ในช่วง 2 สัปดาห์ก่อนการเลือกตั้ง และมีโอกาส 75% ที่จะให้ผลตอบแทนสูงสุดได้ 3.9% หลังการเลือกตั้ง 1 เดือน แต่ผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับเสถียรภาพทางการเมืองและความชัดเจนของนโยบายเศรษฐกิจจากรัฐบาลใหม่อย่างมีนัยสำคัญ โดยที่แนวนโยบายเศรษฐกิจของพรรคการเมืองหลักในการเลือกตั้งครั้งนี้ ส่วนใหญ่มีขนาดวงเงินที่สูง โดยเฉพาะนโยบายโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มสัดส่วนจากราว 2–3% ของ GDP ในปี 2023 เป็น 15–26% ในปี 2026 สอดคล้องกับบทเรียนจากประเทศที่ประสบความสำเร็จในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน อย่างไรก็ดี ความรวดเร็วในการดำเนินนโยบายแต่ละด้านแตกต่างกัน นโยบายด้านเงินโอนและลดค่าไฟสามารถดำเนินการได้ภายใน 1–3 เดือน ขณะที่โครงการโครงสร้างพื้นฐานจำเป็นต้องใช้เวลา 1–8 ปี ทำให้ความสำเร็จของเป้าหมาย GDP ขึ้นอยู่กับการผสมผสานนโยบาย ของรัฐบาลชุดใหม่
ในด้านทิศทางเงินทุน (Fund Flow) แม้ปัจจุบันจะเห็นแรงซื้อของต่างชาติไหลกลับเข้าตลาดหุ้นไทย แต่จากสถิติย้อนหลัง 5 ปี พบว่า Fund Flow ที่ไหลเข้าต่อเนื่องยาวนานกว่า 2 เดือนมีความเป็นไปได้เพียง 30% เท่านั้น สะท้อนว่าแรงซื้อรอบนี้อาจเป็นเพียงการเข้ามาพักเงินระยะสั้น เพื่อหลบความผันผวนจากต่างประเทศ รวมทั้งการเก็งกำไรระยะสั้นจาก Valuation ของตลาดหุ้นไทยที่ยัง Laggard และความคาดหวังก่อนการเลือกตั้ง แต่หากเงินทุนไหลเข้าต่อเนื่องได้เกินกว่า 3 เดือน ตลาดหุ้นไทยก็จะมีโอกาสปรับขึ้นต่อเนื่องได้ อ้างอิงจากสถิติในอดีตจะเฉลี่ยที่ 4.3 เดือน และ SET Index จะปรับตัวขึ้น อย่างไรก็ตามยังมองโอกาสที่การไหลเข้าต่อเนื่องของเงินทุนต่างชาติยังไม่สูง เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเติบโตต่ำกว่า 2% ดังนั้นต้องอาศัยปัจจัยบวกขนาดใหญ่ เช่น นโยบายกระตุ้นเชิงโครงสร้างที่ชัดเจน รัฐบาลมีความเข้มแข็ง โดย InnovestX มองกรอบเป้าหมาย ดัชนีตลาดหุ้นไทย ไตรมาสแรกของปี 2026 ไว้ที่ 1,350–1,400 จุด โดยที่กรอบเป้าหมายนี้ ยังไม่รวมกรณีที่ Fund Flow ไหลเข้าต่อเนื่องเกินกว่า 3 เดือน ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น จะทำให้ราคาต่อกำไรต่อหุ้น (P/E) ของดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ปัจจุบันอยู่ที่ 14 เท่า มีโอกาสปรับขึ้นไปใกล้ระดับค่าเฉลี่ย 10 ปี ที่ 15-16 เท่า ได้ ดัชนีก็มีโอกาสปรับขึ้นไปอยู่เหนือระดับ 1,400 จุดได้
น.ส.นิสารัตน์ ชมภูพงษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายให้คำปรึกษาด้านความมั่งคั่งและการลงทุน SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า แม้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ ยังมีสัดส่วนที่สูงในทุนสำรองทั่วโลก แต่ปรับลดลงจากปี 2021 ที่เคยอยู่ในระดับ 60.1% ของทุนสำรองทั่วโลก มาอยู่ที่ 56.9% ในไตรมาสที่ 3 ปี 2025 ตามข้อมูลของ IMF COFER ล่าสุด ปัจจัยกดดันหลัก มาจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์และความกังวลต่อการดำเนินนโยบายการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ จึงทำให้ธนาคารกลางหลายประเทศ โดยเฉพาะธนาคารกลางกลุ่มตลาดเกิดใหม่ เช่น จีน อินเดีย และตุรกี หันมากระจายการถือครองสินทรัพย์ที่ไม่ใช่เงินดอลลาร์สหรัฐฯ อย่างทองคำในทุนสำรองมากขึ้น ในช่วงที่ผ่านมาธนาคารกลางประเทศต่างๆได้เร่งเพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำในทุนสำรองอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมความมั่นคงและกระจายความเสี่ยงมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้สัดส่วนทองคำในทุนสำรองทั่วโลก เพิ่มจาก 17% เมื่อปี 2000 เป็น 32% ในปี 2026 นอกจากนี้เรายังเห็นแนวโน้มว่าการทำธุรกรรมต่างๆ เช่น การชำระเงินการค้าระหว่างประเทศ เป็นสกุลเงินท้องถิ่นเพิ่มขึ้นโดยไม่ผ่านสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯทุกธรรมกรรมเหมือนในอดีต
SCB CIO มองว่าแม้ในระยะสั้น ราคาทองคำจะผันผวน แต่ยังเป็นสินทรัพย์ที่ควรมีในพอร์ตลงทุน เพราะสามารถป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อได้ และเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยกระจายความเสี่ยงเพื่อรับมือความผันผวนจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ได้ดี โดยปัจจัยหนุนของราคาทองคำ คือ ธนาคารกลางหลักต่างๆ ยังเพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำในทุนสำรองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ และแนวโน้มการเพิ่มสัดส่วนทองคำในพอร์ตที่มากขึ้นของกลุ่มนักลงทุนรายย่อยจากปัจจุบันที่มีสัดส่วนทองคำในพอร์ตเฉลี่ย 3-4% ของสินทรัพย์โดยรวมเท่านั้น คาดว่า แนวโน้มราคาทองคำยังมีโอกาสปรับขึ้นไปอยู่ที่ 5,600-6,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อทรอยออนซ์ ในปี 2026
สำหรับแนวทางการจัดพอร์ตลงทุน ท่ามกลางแนวโน้ม de-dollarization นั้น แนะนำให้นักลงทุนบริหารความเสี่ยง จัดพอร์ตแบบสมดุลมากขึ้น โดยสร้างพอร์ตลงทุนระยะยาว (Core Portfolio) ที่แข็งแรงเพื่อรับมือความผันผวนได้ มีการลงทุนหลากหลายสินทรัพย์ ในส่วนของสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ แนะนำให้เลือกลงทุนตราสารหนี้ที่เน้นตราสารหนี้ต่างประเทศระยะสั้นถึงกลางเป็นหลัก เนื่องจาก Fed ยังมีโอกาสที่จะปรับลดดอกเบี้ยได้อีก 1-2 ครั้งในปีนี้ และหลีกเลี่ยงตราสารหนี้ระยะยาว ซึ่งยังเผชิญความท้าทายจากการที่นักลงทุนต้องการส่วนต่างจากการลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาว (term premium) ที่สูงขึ้น
ส่วนการลงทุนในตราสารทุน เรามองว่า ยังมีโอกาสที่น่าสนใจ จากเศรษฐกิจโลกที่ยังเติบโตได้ แนวโน้มการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลักของโลก และกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นโลกที่มีแนวโน้มเติบโตได้ดีในปี 2026 โดยมีธีม AI เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ในตลาดพัฒนาแล้ว (Developed Market : DM) มองว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และญี่ปุ่นน่าสนใจ เนื่องจากได้รับอานิสงส์ธีม AI และมีแรงขับเคลื่อนจากอุปสงค์ในประเทศที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่มีปัจจัยเสริมจากเงินเยนอ่อนค่า และความคาดหวังผลการเลือกตั้งแบบที่พรรคแกนนำจะชนะขาด ทำให้จะสามารถผลักดันนโยบายเศรษฐกิจได้เต็มที่มากขึ้น ส่วนตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market : EM) เรามีมุมมองบวกต่อตลาดเอเชียเหนือ เช่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน ที่ได้อานิสงส์จากการเป็นศูนย์กลางในห่วงโซ่อุปทาน AI โดยเม็ดเงินลงทุน (Capex) ที่เร่งตัวทั่วโลกส่งผลให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนและโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ได้รับประโยชน์โดยตรง นอกจากนี้ ควรกระจายลงทุนในทองคำด้วย เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อและประเด็นภูมิรัฐศาสตร์
คำเตือน การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง รวมถึงควรขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้ประกอบธุรกิจก่อนตัดสินใจลงทุน