โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ส่องมาตรการ “ประเทศทั่วโลก” เร่งรับมือแรงกระแทกเศรษฐกิจจากสงครามอิหร่าน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 10 มี.ค. เวลา 17.04 น. • เผยแพร่ 10 มี.ค. เวลา 10.04 น.

ส่องมาตรการ "ประเทศทั่วโลก" เร่งรับมือแรงกระแทกเศรษฐกิจจากสงครามอิหร่าน บลูมเบิร์กชี้ไทยมีดัชนีความเสี่ยงสูงสุด ประเทศในเอเชียเผชิญความเปราะบางต่อราคาน้ำมันพุ่ง

วันที่ 10 มีนาคม 2569 เวลา 16.00 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่าผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกกำลังเร่งเตรียมมาตรการรับมือกับราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งขณะนี้กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเศรษฐกิจโลกและอาจกลายเป็นแรงกระแทกครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่การระบาดของโควิด-19

สิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็นสถานการณ์เลวร้ายที่สุดเมื่อความขัดแย้งเริ่มต้น ได้กลายเป็นความจริงอย่างรวดเร็ว โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) พุ่งขึ้นเกือบแตะ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในวันจันทร์ จากระดับราว 72 ดอลลาร์ ก่อนเกิดสงครามกับอิหร่าน

แม้ว่าราคาน้ำมันจะปรับลดลงต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณว่าสงครามอาจยุติลงในเร็ว ๆ นี้ และระบุว่าอาจผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรด้านน้ำมันบางส่วน แต่ความไม่แน่นอนยังคงอยู่ ทั้งในเรื่องผลลัพธ์ของสงครามและระยะเวลาที่ต้องใช้ในการฟื้นฟูอุปทานพลังงาน

ความไม่แน่นอนดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้านอยู่แล้ว ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี AI นโยบายภาษีการค้า ไปจนถึงระดับหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก

พลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์พุ่ง หลังช่องแคบฮอร์มุซแทบหยุดชะงัก

นอกจากราคาน้ำมันแล้ว การหยุดชะงักของการขนส่งผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก ยังทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์หลายชนิดพุ่งขึ้น เช่น ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ปุ๋ย เชื้อเพลิงเครื่องบิน และสินค้าพลังงานอื่น ๆ สถานการณ์ดังกล่าวกำลังกระตุ้นความกังวลว่าโลกอาจเผชิญ เงินเฟ้อระลอกใหม่ การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และปัญหาคอขวดในห่วงโซ่อุปทาน เมื่อโรงงานอุตสาหกรรมต้องลดกำลังการผลิต

ก่อนการโจมตีของสหรัฐและอิสราเอลต่ออิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ดัชนีความตึงเครียดของห่วงโซ่อุปทานโลกของธนาคารโลกก็อยู่ในระดับสูงสุดนับตั้งแต่ช่วงการระบาดของโควิดอยู่แล้ว

รัฐบาลทั่วโลกเร่งหามาตรการบรรเทาผลกระทบ

หลังจากช่วงแรกที่รัฐบาลหลายประเทศเลือกจับตาดูสถานการณ์ ขณะนี้หลายประเทศเริ่มพิจารณามาตรการต่าง ๆ เช่น การปล่อยน้ำมันจาก คลังสำรองยุทธศาสตร์ การกำหนดเพดานราคาพลังงานเพื่อช่วยเหลือประชาชน เงินอุดหนุนและลดภาษีเพื่อช่วยธุรกิจและเกษตรกร

ตัวอย่างมาตรการในหลายประเทศ ได้แก่

  • เกาหลีใต้ พิจารณากำหนดเพดานราคาน้ำมันเชื้อเพลิง
    • สหราชอาณาจักร พิจารณาให้ความช่วยเหลือครัวเรือน
    • ฟิลิปปินส์ ลดวันทำงานหน่วยงานรัฐเหลือ 4 วันต่อสัปดาห์
    • อินเดีย กำลังพิจารณามาตรการชดเชยต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น

G7 หารือปล่อยน้ำมันสำรอง

รัฐมนตรีคลังของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ G7 ได้จัดประชุมฉุกเฉินผ่านระบบออนไลน์ เพื่อหารือถึงความเป็นไปได้ในการปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ร่วมกัน กลุ่ม G7 ระบุว่า พร้อมดำเนินมาตรการที่จำเป็น รวมถึงการปล่อยน้ำมันสำรองเพื่อสนับสนุนอุปทานพลังงานของโลก หากสถานการณ์เลวร้ายลง

อย่างไรก็ตาม โรล็องด์ เลสกูร์ รัฐมนตรีคลังฝรั่งเศส กล่าวว่าขณะนี้ยังไม่ถึงขั้นต้องปล่อยน้ำมันสำรอง แต่รัฐบาลกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดร่วมกับสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA)

ที่ผ่านมาการปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองระดับโลกเกิดขึ้นเพียง 5 ครั้ง เท่านั้น รวมถึง 2 ครั้งในช่วงสงครามยูเครนปี 2565

ความเสี่ยง “เงินเฟ้อสูง เศรษฐกิจชะลอ”

นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอาจรุนแรงขึ้นอย่างมาก

Douglas Rediker จากบริษัทที่ปรึกษา International Capital Strategies กล่าวว่า หากเหตุการณ์รุนแรงแต่เกิดขึ้นระยะสั้น ผลกระทบจะจำกัดอยู่ที่เงินเฟ้อและความเชื่อมั่น แต่หากลุกลามไปสู่ระบบขนส่ง ประกันภัย ก๊าซ ปุ๋ย และเส้นทางการค้า โลกอาจเผชิญความเสี่ยงของ ภาวะ Stagflation หรือเงินเฟ้อสูงพร้อมเศรษฐกิจชะลอตัว

ธนาคารกลางเผชิญโจทย์ยาก

การที่ราคาพลังงานสูงขึ้นพร้อมกับเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกเผชิญความท้าทายในการกำหนดนโยบายการเงิน แม้ผู้กำหนดนโยบายอาจมองว่าการปรับขึ้นราคาพลังงานเป็นผลกระทบระยะสั้น แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ธนาคารกลางอาจต้อง ยุติแผนลดดอกเบี้ย และกลับมาขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง ขณะเดียวกันนักลงทุนเริ่มลดการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะลดดอกเบี้ยได้เร็วเพียงใดในปีนี้

ตลาดเกิดใหม่เสี่ยงหนัก

สถาบันจัดอันดับเครดิต Fitch Ratings เตือนว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอาจเพิ่มความเสี่ยงทางการเงินให้กับประเทศตลาดเกิดใหม่ เนื่องจากต้นทุนการนำเข้าและเงินอุดหนุนพลังงานจะเพิ่มขึ้น

ประเทศที่ถูกมองว่ามีความเสี่ยงสูง ได้แก่ อินเดีย ฟิลิปปินส์ เนื่องจากการนำเข้าพลังงานฟอสซิลสุทธิมีมูลค่ามากกว่า 3% ของ GDP ในหลายเมืองของเอเชีย เช่น ฮานอยและมะนิลา ประชาชนเริ่มเผชิญกับคิวเติมน้ำมันที่ยาวขึ้น

และหลายประเทศจึงเริ่มออกมาตรการรับมือ เช่น

  • เวียดนาม ลดภาษีนำเข้าน้ำมัน
    • ไทย เพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพและตรึงราคาก๊าซหุงต้ม
    • อินโดนีเซียและมาเลเซีย คงราคาน้ำมันอุดหนุนโดยให้รัฐรับภาระต้นทุน
    • ฟิลิปปินส์ มีน้ำมันสำรองเพียงถึงเดือนเมษายน และกำลังเข้าสู่ฤดูร้อนซึ่งเป็นช่วงที่ความต้องการพลังงานสูงที่สุด

โลกยังบอบช้ำจากวิกฤตเดิม

แรงกระแทกด้านพลังงานครั้งใหม่นี้เกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่จากผลกระทบของการระบาดของโควิด-19 วิกฤตพลังงานหลังสงครามยูเครน ความตึงเครียดด้านการค้าระหว่างประเทศ นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่าหากโรงงานอุตสาหกรรมต้องลดกำลังการผลิต ผลกระทบอาจลุกลามไปถึงอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก

ตัวอย่างเช่น Taiwan Semiconductor Manufacturing Co. (TSMC) ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปขั้นสูงที่สุดของโลก และเป็นซัพพลายเออร์หลักให้กับบริษัทอย่าง Nvidia และ Apple

ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิรัฐศาสตร์จาก Atlantic Council กล่าวว่า “ทุกฝ่ายล้วนต้องการให้สงครามจบลงโดยเร็ว แต่ก็ไม่มีหลักประกันว่าจะเกิดขึ้นจริง”

ทั้งนี้ข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นว่า หลายประเทศในเอเชียมีความเปราะบางต่อผลกระทบจาก ภาวะช็อกด้านราคาน้ำมัน (Oil Shock) โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานในระดับสูง ทั้งนี้ ประเทศไทย ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงมากที่สุด โดยมีค่าดัชนีความเปราะบางอยู่ที่ 101.2 ตามมาด้วย เกาหลีใต้ 100.8 ขณะที่ไต้หวัน อินเดีย และสิงคโปร์ มีค่าดัชนีเท่ากันที่ 100.5 ส่วน ญี่ปุ่น อยู่ที่ 100.4 และ จีน ที่ 100.1 ขณะที่ ฟิลิปปินส์และมาเลเซีย มีค่าดัชนี 99.8 ตามมาด้วยอินโดนีเซีย 99.2 และออสเตรเลีย 98.4 ซึ่งถือว่ามีความเปราะบางต่ำกว่าประเทศอื่น ๆ ในกลุ่ม ทั้งนี้ค่าดัชนีที่สูงขึ้นสะท้อนระดับความเสี่ยงที่มากขึ้นต่อผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ผันผวนในตลาดโลก

อ้างอิง : bloomberg.com

เกาะติดสถานการณ์ สหรัฐฯ–อิสราเอล เปิดฉากโจมตีอิหร่าน เร่งสถานการณ์ตึงเครียดทั่วตะวันออกกลาง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...