วิกฤตขาดแคลน “ทองแดง” เริ่มก่อตัว หลังภาษีสหรัฐ-เหมืองสะดุดทำการผลิตตึงตัว
วิกฤตขาดแคลน "ทองแดง" เริ่มก่อตัว หลังภาษีสหรัฐ-เหมืองสะดุดทำการผลิตตึงตัว คาดว่าภายในปี 2040 โลกอาจเผชิญภาวะขาดแคลนทองแดงสูงถึง 10 ล้านตัน
วันที่ 10 มีนาคม 2569 เวลา 13.22 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ตลาดทองแดงโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงขาดแคลนอุปทานอย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐและปัญหาการหยุดชะงักของเหมืองแร่ ซึ่งทำให้ตลาดตึงตัวในระยะใกล้
รายงานของ S&P Global เมื่อเดือนมกราคมคาดว่า ภายในปี 2583 โลกอาจเผชิญภาวะขาดแคลนทองแดงสูงถึง 10 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการใช้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 42 ล้านตันต่อปี หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 50% จากระดับปัจจุบัน สอดคล้องกับการประเมินของ ING ที่คาดว่าตลาดทองแดงบริสุทธิ์จะขาดแคลนประมาณ 600,000 ตันในปี 2569 หลังจากที่ตลาดขาดดุลแล้วราว 200,000 ตันในปี 2568
ภาวะตึงตัวของอุปทานทำให้ราคาทองแดงพุ่งขึ้นอย่างมากในปี 2568 โดยสัญญาทองแดงล่วงหน้าในตลาด COMEX ของสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 41% ในปีที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการปรับตัวขึ้นสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2552 และในปีนี้ราคายังปรับเพิ่มขึ้นต่ออีกเกือบ 2%
ทองแดงมักถูกมองว่าเป็นตัวชี้วัดภาวะเศรษฐกิจโลก เนื่องจากมีบทบาทสำคัญในระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและเทคโนโลยี โดยถูกใช้ในโครงข่ายไฟฟ้า ระบบพลังงานหมุนเวียน รถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงงานก่อสร้าง โดยเฉพาะสายไฟในบ้านและโรงงานอุตสาหกรรม นอกจากนี้กระแสการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังช่วยเพิ่มความต้องการทองแดง เนื่องจากศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่ใช้ฝึกและประมวลผล AI ต้องใช้ทองแดงจำนวนมากในระบบไฟฟ้า ระบบระบายความร้อน และอุปกรณ์เครือข่าย
ชาร์ลส์ คูเปอร์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยทองแดงของ Wood Mackenzie ระบุว่า เมื่อเศรษฐกิจเติบโต ความต้องการโครงสร้างพื้นฐานก็เพิ่มขึ้น และโครงสร้างพื้นฐานเหล่านั้นต้องใช้พลังงานมากขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดจะนำไปสู่ความต้องการใช้ทองแดงที่สูงขึ้นตามไปด้วย
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดทองแดงตึงตัวคือ การหยุดชะงักของการผลิตจากเหมืองแร่ ในปี 2568 ซึ่งคาดว่าจะส่งผลต่อเนื่องไปอีกหลายปี
ตัวอย่างเช่น เหมือง Kamoa Kakula ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตทองแดงรายใหญ่ของโลก ประสบเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ส่งผลให้ต้องปรับลดคาดการณ์การผลิตในปี 2569 และ 2570
ขณะเดียวกัน เหมือง El Teniente ของบริษัท Codelco ในชิลี ซึ่งเป็นเหมืองทองแดงใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก็เกิดเหตุอุโมงค์ถล่มในเดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมา ส่งผลให้การผลิตอาจลดลงต่อเนื่องนานถึง 5 ปี
ในอินโดนีเซีย เหมือง Grasberg ซึ่งเป็นหนึ่งในเหมืองทองแดงที่ใหญ่ที่สุดของโลก ก็ประสบเหตุดินถล่มในเดือนกันยายน ทำให้คาดการณ์การผลิตในปี 2569 ลดลงถึง 35% โดยคาดว่าการดำเนินงานจะกลับสู่ระดับปกติได้ในปี 2570
Wood Mackenzie ระบุว่า โดยปกติแล้วอุตสาหกรรมเหมืองแร่จะเผชิญการหยุดชะงักของการผลิตประมาณ 5% ต่อปี แต่ในปีที่ผ่านมา ปัญหาที่เกิดขึ้นมีขนาดใหญ่กว่าปกติ ส่งผลให้อุปทานทองแดงใหม่จำนวนมากที่คาดว่าจะช่วยลดช่องว่างในตลาดต้องถูกเลื่อนออกไปในอนาคต
อีกปัจจัยหนึ่ง คือ ระยะเวลาการพัฒนาเหมืองใหม่ที่ยาวนาน โดย S&P Global ระบุว่า โดยเฉลี่ยต้องใช้เวลาประมาณ 17 ปี ตั้งแต่การค้นพบแหล่งแร่จนถึงการเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์
นอกจากปัญหาด้านอุปทานแล้ว ความกังวลเกี่ยวกับมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐยังทำให้ตลาดเกิดภาวะตึงตัวชั่วคราว หลังจากสหรัฐประกาศเก็บภาษี 50% สำหรับผลิตภัณฑ์ทองแดงกึ่งสำเร็จรูป เช่น ท่อ สายไฟ และอุปกรณ์ต่อท่อ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2568
แม้ว่าทองแดงดิบ เช่น แร่ทองแดง แคโทด และเศษทองแดง จะไม่ได้อยู่ในรายการเก็บภาษี แต่ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับมาตรการภาษีเพิ่มเติม ทำให้ผู้ประกอบการในสหรัฐเร่งกักตุนสินค้า ส่งผลให้ทองแดงจำนวนมากถูกเก็บอยู่ในคลังสินค้าในสหรัฐ ขณะที่อุปทานในตลาดนอกสหรัฐกลับตึงตัวมากขึ้น
นักวิเคราะห์จาก ING ระบุว่าสถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดภาวะตึงตัวเทียมในตลาด เนื่องจากทองแดงจำนวนมากถูกกักเก็บในสหรัฐ ขณะที่ประเทศอื่น ๆ กลับมีอุปทานจำกัด ทำให้ตลาดโลกมีพื้นที่รับมือกับความผันผวนของอุปทานน้อยลง
แม้ศาลสูงสหรัฐจะมีคำตัดสินเมื่อเดือนมีนาคมให้ยกเลิกมาตรการภาษีหลายรายการของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ แต่ภาษีเฉพาะในภาคโลหะยังคงมีผลบังคับใช้ ส่งผลให้ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้ายังคงสร้างค่าความเสี่ยง (risk premium) ต่อราคาทองแดงในตลาดโลกต่อไป
อ้างอิง : www.cnbc.com