โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ทำไมสเปนกล้าหักทรัมป์ "เปโดร ซานเชซ" ขึ้นแท่นผู้นำฝ่ายซ้ายโลก?

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เวลานี้โลกกำลังฮือฮากับเปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีของสเปนที่กล้าต่อกรกับทรัมป์ และประกาศ “ไม่เอาสงคราม” ไม่ให้สหรัฐฯใช้ฐานทัพที่บริหารร่วมกันที่โมรอนและโรตาทางตอนใต้ของประเทศ เพื่อปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน

ซานเชซแถลงผ่านโทรทัศน์ราว 10 นาที กล่าวถึงสงครามในยูเครนและฉนวนกาซา รวมถึงสงครามอิรักเมื่อกว่า 20 ปีก่อน พร้อมสรุปจุดยืนของรัฐบาลสเปนด้วยถ้อยคำสั้นกระชับว่า “จุดยืนของรัฐบาล คือ ไม่เอาสงคราม”

เขาเตือนว่า สงครามในตะวันออกกลางเสี่ยงว่าจะเป็นการเล่น Russian Roulette กับผู้คนหลายล้านชีวิต สเปนจะไม่สมรู้ร่วมคิดกับอะไรที่เลวร้ายต่อโลก และขัดต่อค่านิยมและผลประโยชน์ของสเปน เพียงเพราะกลัวการถูกตำหนิจากใครบางคน

ซานเชซ ย้ำว่า “ความไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างหนึ่ง ไม่อาจตอบโต้ด้วยความไม่ชอบด้วยกฎหมายอีกอย่างหนึ่ง” แล้วย้อนไปถึงการบุกอิรักเมื่อปี 2003 ซึ่งเขามองว่าไม่บรรลุเป้าหมายและกลับทำให้ชีวิตของประชาชนเลวร้ายลง

สงครามอิรักเมื่อ 23 ปีที่แล้ว อดีตผู้นำสเปนสมัยนั้นได้นำสเปนเข้าร่วมสงครามกับสหรัฐฯและอังกฤษด้วย…ซานเชซ กล่าวว่า เป็นสงครามที่ให้ผลตรงกันข้าม จนทำให้เกิดคลื่นลูกใหญ่สุดของความไร้เสถียรภาพของทวีปยุโรป นับตั้งแต่การล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน

ทรัมป์เคืองสเปน ลั่นจะใช้ฐานทัพสเปนเมื่อใดก็ได้

นี่คือการแถลงย้ำครั้งที่ 2 ของซานเชซ เพราะครั้งแรกที่ประกาศจุดยืนไม่เห็นด้วยกับสงครามนี้ ทรัมป์ก็แสดงความไม่พอใจ และกล่าวว่า “เราสามารถใช้ฐานทัพได้หากเราต้องการ เราก็แค่บินเข้าไปและใช้มัน”

ทรัมป์ยังได้กล่าวกับ ฟรีดริช แมร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี เมื่อวันที่ 3 มีนาคม ว่า “สเปนทำตัวแย่มาก” พร้อมเสริมว่า “เราจะตัดการค้าทั้งหมดกับสเปน เราไม่ต้องการมีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับสเปนอีก”

ทรัมป์ยังกล่าวหาสเปนว่าเป็น “พันธมิตรที่ย่ำแย่” ในองค์การนาโต เนื่องจากไม่เพิ่มงบประมาณกลาโหมให้ถึงเป้าหมาย 5% ของ GDP

ผู้นำฝ่ายซ้ายแห่งยุโรปและเป้าหมายทางการเมือง

แล้วทำไม เปโดร ซานเชซ จึงกล้างัดข้อทรัมป์?

ซานเชซวางสถานะตนเองว่าเป็นผู้นำของฝ่ายซ้ายของยุโรป ที่จะต่อกรกับทรัมป์

ท่าทีล่าสุดของเขา ตอกย้ำสถานะของสเปนว่าเป็นพวกแตกแถวของยุโรป เพราะก่อนหน้านี้สเปนก็เป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในยุโรปที่ประณามสงครามของอิสราเอลในฉนวนกาซา

นักวิเคราะห์การเมืองสเปนมองว่า ซานเชซหาจังหวะเผชิญหน้ากับทรัมป์ ซึ่งไม่ได้รับความนิยมในสเปนมาอยู่แล้ว เพื่อที่เขาจะได้ถูกจัดให้เป็นฮีโรของกลุ่มฝ่ายซ้ายของโลก โดยสื่อฝ่ายซ้ายทั้งในสเปนและอังกฤษ ต่างก็เคยยกย่องเขาว่าเป็นบุคคลแห่งปี รวมถึงเป็น “left-wing icon”

ทั้งนี้ โพลหลายสำนักในสเปนพบว่า คนสเปนมากกว่าครึ่งต่อต้านนโยบายต่างประเทศของทรัมป์ เช่น โพล Eurobazuka ที่ตีพิมพ์ในเดือนกุมภาพันธ์ พบว่า คนสเปน 53% ไม่เห็นด้วยกับนโยบายของผู้นำสหรัฐฯ ซึ่งถือว่าเป็นชาติที่มาเป็นอันดับสามของยุโรป รองจากฝรั่งเศส 57% และเบลเยียม 62%

ส่วนโพล GESOP ในเดือนมกราคม ยังพบว่าชาวสเปนเกือบ 60% ไม่เห็นด้วยกับปฏิบัติของผู้นำสหรัฐฯที่บุกรวบตัวนิโคลัส มาดูโร อดีตผู้นำเวเนซุเอลาถึงในประเทศ

The Eurobazuka โพล ยังพบด้วยว่า คนยุโรปราว 48% มองว่าทรัมป์คือ “ศัตรู” ของยุโรป ในขณะที่มีเพียง 10% เท่านั้นที่มองว่าทรัมป์คือพันธมิตร

สเปนยังมีความแตกต่างจากชาติยุโรปตะวันตกอื่นๆด้วย โดยเป็นหนึ่งในชาติที่วิจารณ์สงครามของอิสราเอลในกาซา และยังทำให้ทรัมป์โกรธเคืองตั้งแต่ปีที่แล้ว เพราะสเปนถอนคำมั่นเรื่องการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมให้ถึง 5% ของ GDP โดยสเปนระบุว่า สามารถบรรลุเป้าได้เพียง 2.1% ของ GDP เท่านั้น

นอกจากนี้ ซานเชซ ยังกล่าวด้วยว่า แนวคิดของทรัมป์ในการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม 5% นั้นไม่ตรงกับมุมมองที่มีต่อโลกของสเปน มิหนำซ้ำ ในเดือนกรกฎาคม เขายังจับมือกับประธานาธิบดีลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ของบราซิล ประกาศว่าจะร่วมกันต่อต้านฝั่งขวาจัดและพวกคณาธิปไตยด้วย

ยุโรปถูกสหรัฐฯบีบร่วมวงสงคราม?

ปัจจุบัน สหรัฐฯมีทหารราว 84,000 คน ประจำการตามฐานทัพอากาศ ท่าเรือ ศูนย์ฝึก ทั่วยุโรปราว 50 แห่ง

การประจำการของทหารสหรัฐฯ มีมาตั้งแต่สมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ช่วงรุ่งเรืองสุด สหรัฐฯมีกำลังพลในยุโรปมากกว่าสี่ปสนนาย แต่ทยอยลดลงเหลือหลักหมื่นในปัจจุบันและภารกิจมีการปรับเปลี่ยนเพื่อสนับสนุนปฏิบัติงานขององค์การนาโตแทน

ฐานทัพที่มีกำลังพลสหรัฐฯมากที่สุดอยู่ในเยอรมนี อิตาลี สหราชอาณาจักร และสเปน โดยประเทศเจ้าบ้านนั้นมีสิทธิและอำนาจในทางกฎหมายเต็มที่ว่าใช้ฐานทัพเหล่านี้อย่างไร

นับตั้งแต่เกิดสงครามในตะวันออกกลางรอบนี้ สหรัฐฯได้ร้องขอชาติพันธมิตรยุโรปให้ยอมใช้ฐานทัพเหล่านี้สำหรับปฏิบัติการในอิหร่าน ซึ่งตามหลักการแล้ว ประเทศเหล่านี้สามารถปฏิเสธได้ เนื่องจากฐานทัพเหล่านี้อยู่ภายใต้อธิปไตยของชาติเหล่านั้น

ดังนั้น จึงมีทั้งประเทศที่ปฏิเสธไม่ให้ใช้ฐานทัพ บางประเทศเลือกแสดงการสนับสนุนในทางการเมือง บางประเทศเปลี่ยนใจภายหลัง เช่น สหราชอาณาจักรปฏิเสธในครั้งแรก โดยนายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ ระบุว่า สหราชอาณาจักรไม่เชื่อเรื่องการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองด้วยการโจมตีทางอากาศ

แต่ท้ายสุดสตาร์เมอร์กลับลำในภายหลัง ยอมอนุญาตให้สหรัฐฯใช้ฐานทัพ Diego Garcia ในหมู่เกาะชากอส มหาสมุทรอินเดีย

ในขณะที่ฝรั่งเศสและเยอรมนี แสดงการสนับสนุนในทางการเมือง และระบุว่าพร้อมมีบทบาทในการป้องกัน ส่วนอิตาลี นายกรัฐมนตรีหญิง จอร์เจีย เมโลนี ซึ่งถูกมองว่าเป็นพันธมิตรทรัมป์มาตลอด แต่ในรอบนี้กลับนิ่งเงียบ

มีเพียงแต่สเปน ที่ประกาศแสดงจุดยืนชัดเจนสุด ว่าไม่ต้องการสงคราม และทำให้สหรัฐฯ ต้องถอนเครื่องบินเติมน้ำมันหลายลำออกมาจากฐานทัพในสเปนแล้วนั่นเอง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...