โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

CPAXT สยายปีกมาเลเซีย ทุ่ม 1.3 หมื่นล. ซื้อThe Food Purveyor

Manager Online

เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • MGR Online

การตลาด – CPAXT เดินเกมรุก ส่งบริษัทย่อย Lotuss Stores (Malaysia) Sdn. Bhd. ทุ่มงบประมาณ 13,483 ล้านบาท เข้าซื้อกิจการหุ้นในกลุ่มบริษัท The Food Purveyor Sdn. Bhd. ยักษ์ใหญ่ค้าปลีกซูเปอร์มาร์เก็ตพรีเมียมของมาเลเซีย ที่มีกิจการดังหลายแบรนด์ โชว์แกร่ง ผลประกอบการปี 2568 กวาดรายได้ 520,706 ล้านบาท ตั้งเป้าผู้นำค้าส่ง-ค้าปลีกภูมิภาค

บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT บริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า บริษัท Lotuss Stores (Malaysia) Sdn. Bhd. ซึ่งเป็นบริษัทย่อยภายใต้ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) (บริษัทฯ หรือ CPAXT) ผู้ดำเนินธุรกิจค้าส่งค้าปลีก “แม็คโคร-โลตัส”

ได้เข้าซื้อหุ้นในกลุ่มบริษัท The Food Purveyor Sdn. Bhd. ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทธุรกิจค้าปลีกซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียมภายใต้แบรนด์ Village Grocer B.I.G., BSC Fine Foods, OTK และ The Food Merchant รวม 50 สาขา ในประเทศมาเลเซีย โดยมูลค่าเงินลงทุนเท่ากับ 1,660 ล้านริงกิตมาเลเซีย หรือเทียบเท่าประมาณ 13,483 ล้านบาท

ทั้งนี้ รายการดังกล่าวเป็นการเข้าซื้อหุ้น 100% ของทุนจดทะเบียนของ The Food Purveyor Sdn. Bhd. สะท้อนความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการขยายการลงทุนเชิงกลยุทธ์ในตลาดต่างประเทศที่มีศักยภาพสูง โดยบริษัทเชื่อว่า การเข้าลงทุนครั้งนี้จะส่งผลดีต่อธุรกิจ

1. สนับสนุนการขยายธุรกิจค้าปลีกสู่ตลาดยุทธศาสตร์ อย่างประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีศักยภาพโดดเด่นทั้งด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ และกำลังซื้อของผู้บริโภค

2. การขยายธุรกิจเพื่อครอบคลุมฐานลูกค้ากลุ่มพรีเมียม ผ่านเครือข่าย 50 สาขาของ The Food Purveyor และเมื่อรวมกับโลตัสในประเทศมาเลเซียอีก 70 สาขา ส่งผลให้ ซีพี แอ็กซ์ตร้ามีเครือข่ายรวมกว่า 120 สาขาทั่วประเทศ เพื่อสร้างฐานลูกค้าที่หลากหลายและตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกกลุ่ม

3. การขยายธุรกิจสู่ทำเลศักยภาพ ในเขตเมืองและย่านรายได้สูง เสริมความสามารถในการเข้าถึงพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์และฐานลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงได้รวดเร็ว

4. การผสานจุดแข็งและความเชี่ยวชาญ โดยโลตัสมีความแข็งแกร่งด้านธุรกิจค้าปลีกและการบริหารเครือข่ายซูเปอร์มาเก็ตและไฮเปอร์มาร์เก็ต ขณะที่บริษัท The Food Purveyor เชี่ยวชาญด้านตลาดค้าปลีกพรีเมียม เสริมศักยภาพการเติบโตครอบคลุมทุกระดับกำลังซื้อ

ทั้งนี้ คาดว่าธุรกรรมดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 4 ปี 2569 ภายหลังได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องการเข้าลงทุนในบริษัท The Food Purveyor ครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ระยะยาวของ ซีพี แอ็กซ์ตร้า ในการขยายธุรกิจสู่ระดับภูมิภาค และต่อยอดการเติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำค้าส่ง-ค้าปลีกระดับภูมิภาคอย่างแท้จริง

สำหรับ The Food Purveyor Sdn. Bhd. เป็นบริษัทประกอบธุรกิจลงทุนในบริษัท (Investment Holding) และดำเนินธุรกิจร้านค้าปลีกแบบซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียมภายใต้แบรนด์ Village Grocer, B.I.G., BSC Fine Foods, OTK และ The Food Merchant ในประเทศมาเลเซีย ปัจจุบันมีสาขารวมทั้งสิ้น 50 สาขา มีทุนจดทะเบียน 5,686,075.26 ริงกิตมาเลเซีย

ขณะที่บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) บริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) ดำเนินธุรกิจค้าส่งค้าปลีกชั้นนำในภูมิภาคเอเชีย ภายใต้แบรนด์ “แม็คโคร” และ “โลตัส” มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศไทยและดำเนินธุรกิจในประเทศต่าง ๆ รวม 10 ประเทศ ซีพี แอ็กซ์ตร้า มุ่งมั่นเติมเต็มคุณภาพชีวิต สุขภาพ ความรัก ความสุข และคุณภาพความเป็นอยู่ของชีวิตที่ดีขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ดีขึ้นในทุกวัน ด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และความเป็นเลิศด้านการบริหารจัดการ ด้วยประสบการณ์ในธุรกิจมากกว่า 30 ปี ซีพี แอ็กซ์ตร้า ก้าวสู่การเป็นคู่คิดธุรกิจที่ได้รับความเชื่อมั่นจากลูกค้าทั้ง B2B และ B2C ในฐานะผู้ส่งมอบสินค้าและบริการที่หลากหลายครบครัน ปัจจุบัน ซีพี แอ็กซ์ตร้า มีสาขากว่า 2,700 แห่ง ทั่วประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชีย พร้อมด้วยแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง

ทั้งนี้ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) (บริษัทฯ หรือ CPAXT) ผู้ดำเนินธุรกิจค้าส่งค้าปลีก แม็คโคร-โลตัส ได้รายงานผลประกอบการปี 2568 ว่า สามารถสร้างรายได้รวม 520,706 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 9,356 ล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนจาก

1. ยอดขายกลุ่มสินค้าอาหารสด ซึ่งเป็นจุดแข็งของบริษัทฯ ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการเติบโตของสินค้าภายใต้แบรนด์ของบริษัทฯ (Private Label) ซึ่งช่วยสร้างความแตกต่างและหนุนภาพรวมรายได้ ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

2. กลุ่มธุรกิจฟูดเซอร์วิสเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการรับรู้รายได้เต็มไตรมาสจากยอดขายสินค้าฟูดเซอร์วิส ที่บริษัทฯ เข้าซื้อหุ้นใน Renewed Hope Pte. Ltd. ในไตรมาส 3 ปี 2568 ซึ่งช่วยเสริมศักยภาพและขยายฐานลูกค้าในกลุ่มโรงแรม ร้านอาหาร และผู้ประกอบการฟูดเซอร์วิส

3. การเติบโตของรายได้จากการขายนอกร้าน เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของบริษัทฯ โดยมาจากการเพิ่มของยอดขายผ่านทีมขาย B2B โดยเฉพาะกลุ่ม HoReCa ที่ยังคงเติบโตได้ดี ในส่วนของยอดขายออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์ม “Makro PRO” และ “Lotus’s Smart App” เติบโตโดดเด่นถึง 27.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยล่าสุด “Makro PRO” ได้รับการจัดอันดับจาก Euromonitor International ให้เป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทยอันดับ 1 และเป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอันดับ 1 ด้านยอดขายแบบ First-party (1P) ตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดอีคอมเมิร์ซของไทยที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

4. เดินหน้าขยายสาขาและพื้นที่ให้บริการ เพื่อเข้าถึงลูกค้าได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น พร้อมเสริมความแข็งแกร่งธุรกิจออนไลน์ด้วยเครือข่ายกว่า 2,600 สาขาทั่วประเทศที่ทำหน้าที่เป็นจุดกระจายและจัดส่งสินค้า

ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงรักษาฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุน (Net IBD to Equity) อยู่ที่ 0.33 เท่า สะท้อนความสามารถในการบริหารโครงสร้างเงินทุนอย่างมีวินัย และรองรับการเติบโตในระยะยาวได้อย่างมั่นคง

นายธานินทร์ บูรณมานิต ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทฯ เดินหน้าขยายการเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน บนพื้นฐานของวินัยทางการเงินและการบริหารต้นทุนอย่างรอบคอบ โดยมุ่งเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจหลัก ควบคู่กับการเดินหน้าพัฒนา ‘พื้นที่ความสุขของชุมชน’ (Happy Mall) เร่งขยายการขายนอกร้าน โดยเฉพาะช่องทางออนไลน์ ควบคู่การยกระดับการใช้เทคโนโลยีและข้อมูล ในการขับเคลื่อนองค์กร สู่เป้าหมายการเป็น Retail Tech ชั้นนำของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โดยในปี 2569 บริษัทฯ มุ่งขับเคลื่อนการเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศ ผ่าน 5 กลยุทธ์หลัก ได้แก่

1) การสร้างการเติบโตทุกช่องทางจำหน่าย โดยเฉพาะการขายนอกร้าน ผ่านทีมขาย (B2B) และการขายออนไลน์ควบคู่การขยายสาขาในรูปแบบที่หลากหลาย

2) การเป็นผู้นำสินค้าอาหารสดและเพิ่มสัดส่วน Private Label พร้อมต่อยอดอาหารพร้อมปรุง และอาหารพร้อมทาน เพื่อสร้างความแตกต่างและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าและผู้ประกอบการในราคาที่คุ้มค่า

3) การยกระดับศูนย์การค้าและพื้นที่เช่าให้เป็น “พื้นที่ความสุขของชุมชน” เพื่อสร้างรายได้จากการบริหารพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ

4) การขยายธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน โดยต่อยอดศักยภาพตลาดมาเลเซีย และขยายการดำเนินงานในฟิลิปปินส์ เพื่อสนับสนุนการเติบโตระยะยาว

5) การนำเทคโนโลยี และ AI มาใช้ยกระดับการดำเนินงาน โดยผสานความร่วมมือกับพันธมิตรด้านเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก เสริมความแข็งแกร่งของซัพพลายเชน และขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็น Retail Tech ชั้นนำของภูมิภาค

นอกจากนี้ คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติเห็นชอบให้เสนอต่อที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 อนุมัติจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 ในอัตรารวม 0.71 บาทต่อหุ้น เมื่อหักการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในอัตรา 0.18 บาทต่อหุ้น ที่บริษัทฯ ได้จ่ายไปแล้ว คงเหลือเป็นเงินปันผลที่จะจ่ายอีกในอัตรา 0.53 บาทต่อหุ้น โดยกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 21 เมษายน 2569 และกำหนดจ่ายในวันที่ 7 พฤษภาคม 2569

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...