จากปี 2534 สู่ 2569: ไทยโชว์พัฒนาการ 35 ปี รับบทเจ้าภาพประชุมประจำปี IMF-กลุ่มธนาคารโลก รอบใหม่
วันที่ 4 มีนาคม 2569 กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund:IMF) ได้ร่วมกันชี้แจงความคืบหน้าการเตรียมการจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026) ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
ในการนี้ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และ นางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ พร้อมด้วยคณะผู้จัดงานของไทยและ IMF ได้หารือร่วมกันในประเด็นการเตรียมการด้านต่าง ๆ ที่ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยและเป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ ซึ่งทั้งสองฝ่ายมีความพึงพอใจต่อความก้าวหน้าในการเตรียมงาน และชื่นชมความทันสมัยของศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ตลอดจนศักยภาพของกรุงเทพมหานครในฐานะศูนย์กลางการจัดประชุมนานาชาติชั้นนำของภูมิภาค ความร่วมมืออันดีระหว่าง IMF และหน่วยงานของไทยจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การประชุมประจำปี 2569 ประสบความสำเร็จ และสร้างผลลัพธ์ที่มีความหมาย ทั้งนี้ การประชุมประจำปี 2569 ถือเป็นครั้งที่สองที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมดังกล่าว ต่อจากปี 2534 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เช่นกัน
ดร.เอกนิติ กล่าวว่า การที่ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพอีกครั้ง นับเป็นโอกาสสำคัญของประเทศ การจัดการประชุมฯ ได้วนกลับมาจัดที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งเป็นสถานที่เดิมที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับการประชุมฯ เมื่อปี 2534 สะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการอย่างต่อเนื่องของประเทศไทยตลอดระยะเวลากว่า 35 ปีที่ผ่านมา ตลอดจนความเชื่อมั่นที่ได้รับในฐานะหนึ่งในศูนย์กลางความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่สำคัญของโลก ทั้งนี้ประเทศไทยเป็นเพียงหนึ่งในสามประเทศที่ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพการประชุมที่เปรียบเสมือน “โอลิมปิกทางการเงินการคลัง” มากกว่าหนึ่งครั้ง แสดงถึงศักยภาพและความพร้อม
ในการจัดงานระดับโลก
“กว่าสามทศวรรษที่ผ่านมา เราตื่นเต้นมากที่จะให้ทุกคนได้เห็นด้วยตาตนเองว่าประเทศไทยก้าวมาไกลเพียงใด รวมถึงบทบาทที่ต่อเนื่องของเราในฐานะศูนย์กลางที่มีเสถียรภาพและน่าเชื่อถือสำหรับความร่วมมือทางเศรษฐกิจระดับโลก และเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยบุคลากรที่มีศักยภาพรวมถึงโอกาสทางเศรษฐกิจมากมาย” ดร.เอกนิติกล่าว
การประชุมปี 2026 จะดึงดูดผู้เข้าร่วมกว่า 15,000 คน จาก 191 ประเทศ บางคนเรียกงานนี้ว่า “โอลิมปิกแห่งโลกการเงิน” เพราะเป็นการรวมตัวของผู้นำทางการเงิน ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้นำทางความคิด และพันธมิตรจากทุกภาคส่วนทั่วโลก เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาใหญ่ระดับนานาชาติ
หนึ่งในโอกาสสำคัญของไทยในฐานะเจ้าภาพ คือ การถ่ายทอดประสบการณ์และวิสัยทัศน์การพัฒนาประเทศ ภายใต้แนวคิด “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” แนวคิดดังกล่าวสะท้อนการก้าวสู่ขอบฟ้าใหม่ของประเทศไทย โดยต่อยอดบทเรียนจากการพัฒนากว่า 35 ปี ที่ผ่านมา และเน้นย้ำความสำคัญของ “คน” ในฐานะที่เป็นหัวใจของการพัฒนาประเทศในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากปัญญาประดิษฐ์ ตลอดจนความจำเป็นในการเสริมสร้างความยืดหยุ่นต่อความท้าทายรอบด้าน ตั้งแต่ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่จะมีผลอย่างมากต่ออนาคตของประเทศไทย แนวคิดการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวสามารถเป็นแบบอย่างให้กับประเทศอื่นในภูมิภาคเพื่อนำไปใช้ได้ในอนาคต
“ด้วยการให้ความสำคัญกับ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ท่ามกลางความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่รวดเร็วและความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอกดังเช่นที่ปรากฏในปัจจุบัน เราหวังว่าโมเดลการเปลี่ยนผ่านนี้จะเป็นตัวอย่างและสามารถนำไปปรับใช้ในประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคต่อไปได้” ดร.เอกนิติกล่าว
ดร.เอกนิติกล่าวว่า New Horizons สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านจากโลกยุคแอนะล็อกในปี 1991 สู่โลกยุคดิจิทัลในปัจจุบันที่มีความกระจัดกระจายและความไม่แน่นอนสูงขึ้น ประเทศไทยตั้งเป้าให้การประชุมปี 2026 เป็นแพลตฟอร์มในการเชื่อมความแตกแยกและขับเคลื่อนความมั่งคั่งร่วมกันของโลก
ส่วน Empowering People คือการให้ความสำคัญกับ “คน” เป็นศูนย์กลาง แม้ในยุคของ AI ผ่านการลงทุนในทักษะ โอกาส และเศรษฐกิจที่ทั่วถึง เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาขับเคลื่อนประเทศต่อไปได้อย่างยั่งยืน และ Building Resilience คือ การเตรียมพร้อมรับมือกับแรงกระแทก ตั้งแต่ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของโลก ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยปรับตัวและก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง
“ผมขอย้ำว่าการประชุมปี 2026 ไม่ใช่เพียงงานของรัฐบาลเท่านั้น แต่เป็นงานของคนไทยทุกคน เรายินดีต้อนรับการมีส่วนร่วมอย่างเข้มแข็งจากภาคเอกชนและภาคประชาชน ผมขอเชิญชวนให้คนไทยทุกคนร่วมกันเป็นเจ้าภาพต้อนรับชาวโลกด้วยมิตรไมตรีจิตแบบไทย และแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ทันสมัย เชื่อมโยงถึงกัน และร่ำรวยด้วยวัฒนธรรมที่หลากหลาย” ดร.เอกนิติกล่าว
นายวิทัย กล่าวว่า IMF และประเทศไทยมีความสัมพันธ์อันยาวนานนับตั้งแต่ไทยเข้าเป็นสมาชิกเมื่อปี 1979 “ความเป็นพันธมิตรของเราตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและการหารืออย่างต่อเนื่อง เรามองว่า IMF คือที่ปรึกษาที่ได้รับความไว้วางใจ และมีพันธกิจร่วมกันมายาวนานในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงินของโลก”
นายวิทัยกล่าวว่า การประชุมฯ ครั้งนี้ จัดขึ้นในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกเผชิญความท้าทายหลายด้าน ซึ่งต้องอาศัยการมองภาพระยะยาว การใช้นวัตกรรมอย่างเหมาะสม และความร่วมมือของนานาประเทศ “การประชุมฯ ครั้งนี้ จึงเป็นเวทีสำคัญที่ประเทศสมาชิกทั่วโลก จะได้แลกเปลี่ยนมุมมอง และร่วมกันหาแนวปฏิบัติและการทำนโยบายสู่การเติบโตที่ยั่งยืน เข้มแข็ง และทั่วถึง”
ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกเผชิญกับแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ ความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเมื่อเร็วๆ นี้ สะท้อนให้เห็นว่าเหตุการณ์โลกนั้นคาดเดาได้ยาก และโลกเชื่อมโยงถึงกันลึก ซึ่งการใช้นโยบายแบบเดิมนั้นไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ต้องการวิสัยทัศน์ นวัตกรรม และความร่วมมือระหว่างประเทศ
“นั่นคือเหตุผลที่การประชุมประจำปี จะเป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการแลกเปลี่ยนมุมมองและแสวงหาแนวทางปฏิบัติจริงเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน มีภูมิคุ้มกัน และทั่วถึง” นายวิทัยกล่าว
ในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ “ขอบฟ้าใหม่” ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ส่งเสริมความเข้มแข็งทางการเงินผ่านการสร้างเศรษฐกิจการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัย และทั่วถึง (Safe and Inclusive Digital Finance (SIDF) for Financial Wellbeing) โดยเน้นว่าการประชุมประจำปีเป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันวาระ SIDF ในระดับโลก ผ่านการจัดทำต้นแบบเชิงปฏิบัติ (blueprint) ที่ประเทศต่าง ๆ จะนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของตนเอง โดยต้นแบบ SIDF นี้ถือเป็นสิ่งที่ประเทศไทยร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการนำเสนอไว้ให้แก่ประชาคมโลก แม้จะสิ้นสุดบทบาทการเป็นเจ้าภาพแล้ว
“เมื่อโลกดิจิทัลเติบโต ความเสี่ยงก็เพิ่มขึ้นตามมา ไม่ว่าจะเป็นภัยโกงที่ซับซ้อน หรือภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่เป็นปัญหาระดับโลก นอกจากนี้ กลุ่มที่เข้าไม่ถึงบริการทางการเงินอาจถูกทิ้งไว้ข้างหลัง หรือเผชิญกับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม ถือเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องทำให้มั่นใจว่า ประเทศไทยและพันธมิตรในเอเชียจะแบ่งปันประสบการณ์และข้อมูลเชิงนโยบายเพื่อสร้างระบบนิเวศการเงินดิจิทัลที่ทุกคนไว้วางใจได้ นวัตกรรมต้องช่วยเสริมสร้าง เสถียรภาพทางการเงิน มีการคุ้มครองผู้บริโภคและการเข้าถึงบริการทางการเงินที่ครอบคลุม” นายวิทัยกล่าว
นายวิทัย กล่าวขอบคุณ IMF และธนาคารโลกสำหรับความพยายามในการจัดทำ Blueprint Paper ซึ่งจะมีการเปิดตัวที่กรุงเทพฯ โดยเชื่อมั่นว่าเอกสารนี้จะเป็นแนวทางอันมีค่าสำหรับประเทศสมาชิกทั่วโลก
ขณะนี้ ทีมงานเตรียมงานของประเทศไทยยังคงทำงานอย่างใกล้ชิดกับ IMF และธนาคารโลกเพื่อให้มั่นใจว่าทุกองค์ประกอบจะประสานกันอย่างราบรื่น ซึ่งการเตรียมงานเป็นไปตามแผนที่วางไว้ และมุ่งมั่นที่จะอำนวยความสะดวกให้การประชุมเป็นไปอย่างราบรื่น เพื่อบรรลุผลลัพธ์ตามที่ IMF ตั้งเป้าไว้
“เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความพยายามร่วมกันของเราจะสร้างประโยชน์ที่มีความหมายต่อประชาคมโลก” นายวิทัยกล่าว
นางคริสตาลินา กอร์เกียวา กล่าวว่า ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ได้ใช้เป็นสถานที่จัดการประชุมประจำปีมาแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่น่าจดจำอย่างยิ่งในปี 1991 ในตอนนั้น โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญด้วยการสิ้นสุดของสงครามเย็น และหลายประเทศ “รวมถึงประเทศของดิฉันคือบัลแกเรีย ก็ได้เข้าเป็นสมาชิกของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก”
ดังนั้น ประเทศไทยเคยทำให้โลกมาอยู่รวมกันได้ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญครั้งนั้น และประเทศไทยกำลังจะทำให้โลกมาอยู่รวมกันอีกครั้งในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างลึก ทั้งในด้านภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี การค้า และประชากรศาสตร์ และประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีเมื่อปี 1991 ได้สร้างบรรยากาศแห่งความร่วมมือ จะทำได้สำเร็จอีกครั้งในปี 2026
นางกอร์เกียวา กล่าวว่า ในนามของทีมงาน ขอเน้นย้ำใน 3 ประเด็น
ประเด็นแรก คือความซาบซึ้งใจต่อประชาชนชาวไทยที่ให้เกียรติต้อนรับพวกเราเป็นเจ้าภาพเป็นครั้งที่สอง ซึ่งเชื่อมั่นว่าวัฒนธรรม ประเพณี และมิตรไมตรีจิต (Hospitality) ที่ประเทศไทยมอบให้ จะสร้างความประทับใจและความสุขแก่ผู้มาเยือนทุกท่านอย่างแน่นอน
ประเด็นที่สอง มีความเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า การประชุมประจำปีในครั้งนี้จะนำเสนอภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะ “เมืองหลวงแห่งการเงิน” ในช่วงเวลาที่มีพำนักเพื่อร่วมประชุม และงานนี้จะเป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนและการท่องเที่ยวให้หลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทยมากขึ้น รวมถึงยกระดับความเชื่อมั่นและคุณค่าของประเทศให้สูงขึ้นอีกครั้ง
ประเด็นที่สาม ขอขอบคุณรัฐบาลไทยสำหรับการประสานงานอย่างใกล้ชิดในการกำหนดเนื้อหาสาระของการประชุม ซึ่งได้ร่วมกันเลือกหัวข้อที่สำคัญยิ่ง นั่นคือ “ความคล่องตัวและภูมิคุ้มกัน” (Dynamism and Resilience)
“ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เราจำเป็นต้องเสริมสร้างขีดความสามารถเพื่อรับมือกับแรงกระแทกที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ขณะเดียวกัน เราต้องสร้างความคล่องตัว (Dynamism) ให้มากขึ้นผ่านการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนและนโยบายที่ดี เพื่อสร้างโอกาสที่มากขึ้นให้แก่ผู้คนทั่วโลก และแน่นอนว่ารวมถึงประชาชนชาวไทยด้วย เพื่อให้ความมุ่งหวังในการมีชีวิตที่ดีขึ้นนั้นเป็นจริงได้ นอกจากนี้ เราจะร่วมมือกันในหัวข้อสำคัญอย่าง “การเงินดิจิทัลที่ครอบคลุม” (Inclusive Digital Finance)” นางกอร์เกียวากล่าว
ในโลกที่ AI กลายเป็นความจริงแล้วในปัจจุบัน มีช่องทางใหม่ๆ มากมายในการสร้างความครอบคลุมทางการเงิน แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงใหม่ๆ เกิดขึ้นด้วย ซึ่งเราจะทำงานร่วมกันเพื่อจัดการกับทั้งสองด้านนี้
นางกอร์เกียวากล่าวย้ำว่า เราไม่เพียงต้องการดึงดูดความสนใจมาที่เรื่องการเงินและการเติบโตทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังรวมถึงวัฒนธรรมและประเพณีที่ยอดเยี่ยมของประเทศไทยด้วย
- ภูมิปัญญาไทยสู่สากล: ในแต่ละพื้นที่ทำงาน จะมีการประดับด้วยผ้าทอจากชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศไทย โดยผู้มาเยือนสามารถสแกน QR Code เพื่อเรียนรู้เรื่องราวของชุมชนเหล่านั้นได้ ซึ่งถือเป็นการนำจิตวิญญาณของชุมชนเข้ามาไว้ภายในศูนย์การประชุมแห่งนี้
- ซอฟต์พาวเวอร์มวยไทย: และที่สำคัญยิ่ง จะแสดงให้เห็นว่าทำไม “มวยไทย” จึงเป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นของประเทศไทย
นางกอร์เกียวา แสดงความชื่นชมต่อความร่วมมืออันเข้มแข็งของหน่วยงานภาครัฐและประชาชนชาวไทย “ขอขอบคุณกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และทีมงานทุกท่านสำหรับความเป็นมืออาชีพ ความทุ่มเท และการต้อนรับอย่างอบอุ่น จากสิ่งที่ได้เห็นในวันนี้ ดิฉันมีความมั่นใจและรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก ประเทศไทยมีความพร้อมอย่างยิ่งในการเป็นเจ้าภาพการประชุมฯ สะท้อนถึงความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างทางการไทย IMF และทีมงานธนาคารโลก และดิฉันตั้งตารอที่จะกลับมาในเดือนตุลาคมนี้”
นางกอร์เกียวา เน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของเอเชียในระบบเศรษฐกิจโลกว่า “เอเชียยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจโลก ด้วยพลังแห่งพลวัต ความยืดหยุ่น และการบูรณาการในระดับภูมิภาค และดิฉันไม่อาจนึกถึงสถานที่ใดจะเหมาะสมไปกว่าประเทศไทยสำหรับการจัดการประชุมประจำปี
ในปีนี้ การที่เราได้มาร่วมประชุมพบปะกันในเอเชียครั้งนี้จึงมีความหมายอย่างยิ่งในการต่อยอดความสำเร็จของภูมิภาค พร้อมทั้งทำงานร่วมกับประชาคมโลกเพื่อสร้างเศรษฐกิจแห่งอนาคตที่มีความเข้มแข็งและยืดหยุ่น ดิฉันรอต้อนรับผู้แทนจากทั่วโลกสู่ประเทศไทย เพื่อร่วมกันรับมือกับความท้าทายที่เรามีร่วมกัน ผ่านความร่วมมือและแนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรมและปฏิบัติได้จริง”
ในช่วงถามตอบ ได้มีคำถามต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่าบริบทของประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพจัดงาน IMF และ World Bank ได้เปลี่ยนแปลงไปมากจากเมื่อ 2 ทศวรรษที่แล้ว ในตอนนั้น GDP ของไทยเติบโตสูงถึงประมาณ 10% แต่ปัจจุบันสถานการณ์ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง โดยคาดการณ์ว่าไทยจะเติบโตเพียงประมาณ 2% หรืออาจน้อยกว่านั้น ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่า จะสร้างความเชื่อมั่นบนเวทีโลกได้อย่างไร เพื่อให้กลับมาเชื่อในศักยภาพของไทยและการปฏิรูปเศรษฐกิจของไทย
ดร.เอกนิติตอบว่า อย่างที่ทราบกันดีว่าในปี 1991 เป็นช่วงเวลาก่อนวิกฤตการเงินปี 1997 บทเรียนสำคัญที่ไทยได้รับจากช่วงปี 1991-1997 คือการที่ “โตเร็วเกินไป” จนขาดเสถียรภาพและกลายเป็นวิกฤตในที่สุด สิ่งนั้นสอนให้เราตระหนักถึงหลัก “เศรษฐกิจพอเพียง” ที่ย้ำเตือนให้เราพิจารณาถึงความพอดีในการพัฒนา
ในครั้งนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนมากมาย โดยเฉพาะการเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่เข้าสู่ภาวะนี้เร็วกว่าหลายประเทศ จึงสามารถเป็นบทเรียนและแลกเปลี่ยนกับประเทศอื่นถึงวิธีรับมือกับปัญหานี้ได้
นโยบายที่ต้องให้ความสำคัญเพื่อยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจ (Potential Output) คือ การยกระดับทักษะของประชาชน ซึ่งไทยอยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย สามารถนำ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้กับคนไทยได้ การเงินดิจิทัลที่ครอบคลุม ดังที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยจะแสดงให้เห็นถึงการนำ AI มาสนับสนุนการเข้าถึงบริการทางการเงิน
นอกจากนี้ไทยต้องดึงดูดการลงทุนจากทั่วโลกมาสู่ไทยและภูมิภาค เพื่อยกระดับการเติบโตที่สามารถแบ่งปันและเรียนรู้ร่วมกันได้
นางกอร์เกียวากล่าวเสริม ดร.เอกนิติว่า ขณะนี้ทั้งโลกเติบโตช้ากว่าแนวโน้มในอดีต (ช่วงก่อนโควิด) โดยเฉลี่ยจากเดิม 3.7% – 3.8% เหลือเพียง 3.2% – 3.3% ซึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้เศรษฐกิจหน่วงลงคือ “ผลิตภาพ (Productivity) ที่เติบโตไม่เร็วพอ”
“หากต้องการเห็นการเติบโตที่เร็วขึ้น เราต้องขจัดอุปสรรคต่อผลิตภาพ ซึ่งมี 3 สิ่งที่ทุกประเทศทำได้ คือ
- เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงเงินทุน: โดยเฉพาะเงินทุนผ่านตลาดทุนหรือการลงทุนในส่วนของเจ้าของ (Equity) มากกว่าการพึ่งพาเงินกู้จากธนาคารเพียงอย่างเดียว
- คว้าโอกาสจาก AI: IMF ประเมินว่าในเอเชีย AI สามารถช่วยเพิ่มผลิตภาพได้สูงถึง 1% หากนำมาปรับใช้อย่างเหมาะสม
- ใช้ทรัพยากรให้เต็มศักยภาพ: ทั้งแรงงาน โดยต้องมีทักษะที่พร้อมปรับตัวเข้ากับเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป และทุน ต้องลดขั้นตอนที่ยุ่งยากหรือทุจริต (Red Tape) เพื่อให้เอกชนเติบโตได้เร็วขึ้น
คำถามที่สองเป็นการถามกรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศว่า สงครามในตะวันออกกลางยังคงดำเนินอยู่
คิดว่าความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่ระหว่างสองประเทศ จะส่งผลกระทบต่อแผนการเป็นเจ้าภาพการประชุมฤดูใบไม้ผลิและการประชุมประจำปีที่จะถึงนี้หรือไม่ และ IMF มีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจอาเซียนโดยรวม
นางคริสตาลินา กอร์เกียวา ตอบว่า แน่นอนว่า สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางเป็นเรื่องที่น่ากังวล แต่สิ่งที่ยังไม่ทราบในขณะนี้คือ เหตุการณ์นี้จะกินเวลานานเท่าใด และจะหาทางออกได้รวดเร็วแค่ไหน ซึ่งปัจจัยนี้จะเป็นตัวแปรที่สำคัญที่สุดในการกำหนดว่า ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อภูมิภาคและต่อโลกโดยรวมจะเป็นอย่างไร
IMF มองว่าผลกระทบเกิดขึ้นใน 3 ช่องทาง
- วิกฤตการณ์ด้านพลังงาน จากบทบาทสำคัญของตะวันออกกลางในการจัดหาพลังงานให้กับประเทศอื่น ๆ
- ความเชื่อมั่นของตลาด ความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้นในภาพรวม ซึ่งเหตุการณ์นี้ยิ่งซ้ำเติมความไม่แน่นอนดังกล่าว ความไม่แน่นอนนั้นไม่เป็นผลดีต่อการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุน หรือการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภค
- การหยุดชะงักของการเดินทาง การท่องเที่ยว และการค้า ซึ่งช่องทางเหล่านี้จะส่งผลกระทบออกไปไกลเกินกว่าแค่ในพื้นที่ตะวันออกกลาง
สำหรับในประเทศไทย ทั้งรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยต่างดำเนินบทบาทได้อย่างถูกต้องในการบอกว่า “เรามองเห็นปัจจัยเหล่านี้ และเรากำลังเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และกำลังพิจารณาถึงมาตรการรับมือ ซึ่งก็ขอย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นว่า มาตรการเหล่านี้จะขึ้นอยู่กับว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะยืดเยื้อเพียงใด
“แน่นอนว่า ดิฉันที่ต้องออกตัวเลยว่าเป็นพวกมองโลกในแง่ดี จึงเชื่อว่าจะมีทางออกในเร็ววัน” นางกอร์เกียวากล่าว