“ทองคำ” 5 แสนล้านยูโร กับทางเลือกที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกของเยอรมนี
ความผันผวนโลก ดอลลาร์อ่อน และการเมืองสหรัฐ เขย่าคำถามเก่าที่กลับมาใหม่ เยอรมนีควรเก็บทองไว้ต่อ หรือขายบางส่วนเพื่อลดภาระหนี้และลงทุนระยะยาว
วันที่ 29 มกราคม 2569 เวลา 14.00 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่าลึกลงไปใต้ถนนแมนฮัตตันราว 80 ฟุต มีห้องนิรภัยของธนาคารกลางสหรัฐ (New York Fed) ที่เก็บทองคำของเยอรมนีไว้ราว 220,000 ล้านดอลลาร์ บางทีอาจถึงเวลาที่เยอรมนีควรพิจารณาขายทองคำส่วนหนึ่งออกมา
ข้อเสนอที่ฟังดูท้าทายนี้เกิดขึ้นท่ามกลางเสียงเรียกร้องจากนักการเมืองฝ่ายค้านเยอรมนี รวมถึง เอมานูเอล เมินช์ อดีตหัวหน้าฝ่ายวิจัยของบุนเดสแบงก์ ให้ส่งทองคำจำนวน 1,236 ตัน หรือเกือบ 100,000 แท่ง กลับประเทศ หลังโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ แสดงท่าทีบ่อนทำลายความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐ และมีท่าทีเย็นชาต่อพันธมิตรนาโต
อย่างไรก็ดีการขนทองคำกลับบ้านอาจยิ่งซ้ำเติมความสัมพันธ์ระหว่างเยอรมนีกับสหรัฐ และอาจกระตุ้นความไม่พอใจของทรัมป์ ซึ่งดูจะให้ความสำคัญกับทองคำอย่างยิ่ง สังเกตได้จากการตกแต่งทำเนียบขาวที่เน้นสีทองอร่าม พฤติกรรมที่คาดเดาไม่ได้ของเขา ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ กำลังเร่งให้เงินทุนไหลออกจากดอลลาร์ และผลักดันราคาโลหะมีค่าทะยานขึ้นอย่างรุนแรง
สถานการณ์นี้กลับส่งผลดีต่อบุนเดสแบงก์ ซึ่งดูแลทุนสำรองทองคำของเยอรมนี ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก รองจากสหรัฐ โดยมีมูลค่าราว 5 แสนล้านยูโร หรือประมาณ 599,000 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นราว 18% ของหนี้สาธารณะ และเพิ่มขึ้นเกือบ 19 เท่านับตั้งแต่เยอรมนีเข้าร่วมเงินยูโรในปี 1999
เยอรมนีเคยนำทองคำ 300 ตันกลับจากนิวยอร์กในปี 2560 หลังแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศที่ต้องการความโปร่งใสและการควบคุมทุนสำรองที่เข้มงวดขึ้น ทองคำเหล่านี้ถูกเก็บไว้ตั้งแต่ยุคระบบเบรตตันวูดส์ หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อดอลลาร์ยังผูกกับทองคำ โดยนิวยอร์กและลอนดอนเป็นศูนย์กลางการค้าทองคำหลักของโลก
ปัจจุบันทั้งบุนเดสแบงก์และรัฐบาลผสมของเยอรมนีไม่ต้องการนำทองคำกลับเพิ่ม ประธานบุนเดสแบงก์ โยอาคิม นาเกิล ยืนยันเมื่อไม่นานมานี้ว่าทองคำที่เก็บไว้ในนิวยอร์กยังปลอดภัยดี แม้ท่าทีของทรัมป์จะทำให้หลายฝ่ายกังวลก็ตาม ทำให้เยอรมนีตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกทางภูมิรัฐศาสตร์
ผู้เขียนเสนอทางเลือกที่แตกต่างออกไป นั่นคือการขายทองคำบางส่วน เพื่อใช้ประโยชน์จากราคาที่พุ่งสูงและความต้องการที่ล้นตลาด โดยย้ำว่านี่ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน และยอมรับว่าการพูดถึงการขายทองคำถือเป็นเรื่องอ่อนไหวในสังคมเยอรมัน ที่มีบาดแผลจากยุคเงินเฟ้อรุนแรงในทศวรรษ 1920
ในเชิงปฏิบัติ เหตุผลในการถือทองคำจำนวนมากอาจลดลงไปมาก เนื่องจากเยอรมนีไม่ได้มีสกุลเงินของตนเองแล้วในฐานะสมาชิกยูโรโซน แต่ทองคำยังมีความหมายเชิงสัญลักษณ์สูง การขายออกย่อมไม่เป็นที่นิยม โฮลเกอร์ ชมิดดิง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Berenberg ระบุว่า การทยอยขายทองคำบางส่วนในช่วงราคาสูงเพื่อนำเงินไปลดภาระการกู้ยืมของรัฐบาลสมเหตุสมผลในทางเศรษฐกิจ แต่อันตรายทางการเมือง
อุปสรรคด้านกฎหมายและสถาบันก็มีอยู่มาก เนื่องจากกฎหมายยุโรปคุ้มครองความเป็นอิสระของธนาคารกลางอย่างเข้มงวด อีกทั้งการขายทองคำจำนวนมากอาจกดราคาตลาด และถูกตีความว่าเป็นสัญญาณอ่อนแอทางเศรษฐกิจ หรือการพิมพ์เงินอ้อม ๆ เพื่ออุดงบประมาณ
บุนเดสแบงก์เองแสดงจุดยืนต่อต้านการขายอย่างชัดเจน โดยนาเกิลเคยกล่าวว่าไม่เคยคิดขายทองคำแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว อย่างไรก็ดี เมื่อทองคำคิดเป็นกว่า 80% ของทุนสำรองทั้งหมด คำถามคือ เยอรมนีกำลังแบกรับความเสี่ยงมากเกินไปหรือไม่ในสินทรัพย์ที่ผันผวนสูง
ราคาทองคำที่พุ่งแรงยังช่วยชดเชยผลขาดทุนของบุนเดสแบงก์จากนโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ต้องถือพันธบัตรผลตอบแทนต่ำ และแบกรับต้นทุนดอกเบี้ยเงินฝากของสถาบันการเงิน ส่งผลให้ขาดทุนราว 2 หมื่นล้านยูโรต่อปีในสองปีล่าสุด อย่างไรก็ตามผลกำไรจากการตีมูลค่าทองคำใหม่ทำให้ฐานะสุทธิของธนาคารกลางยังแข็งแกร่งกว่า 2.5 แสนล้านยูโร
ปัญหาคือ ผู้เสียภาษีไม่ได้รับประโยชน์โดยตรง563 และอาจไม่จ่ายอีกหลายปี ขณะที่เยอรมนีกำลังเผชิญแรงกดดันด้านเศรษฐกิจ ประชากร และการคลัง โดยรัฐบาลเตรียมกู้เงินหลายแสนล้านยูโรเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการเสริมกำลังทางทหาร
แนวคิดการนำเงินจากการขายทองคำมาใช้เพื่อประโยชน์ระยะยาว เช่น การศึกษา วิจัย และเพิ่มศักยภาพการเติบโต จึงกลับมามีเสน่ห์อีกครั้ง แม้จะเป็นประเด็นอ่อนไหว แต่ในโลกที่ราคาทองคำพุ่งแรงและความไม่แน่นอนเพิ่มสูงขึ้น ข้อเสนอเช่นนี้อาจสมควรได้รับการพิจารณามากกว่าเสี้ยววินาทีเดียว
อ้างอิง : bloomberg.com