วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์เขย่าพิกัดเที่ยวโลก คนไทยหนีเสี่ยงซบเอเชีย-ยอดใช้จ่าย KTC ไตรมาสแรกยังพุ่ง สวนทางยุโรปชะลอตัว
สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) ชี้ความขัดแย้งตะวันออกกลางทำตลาด Outbound ยุโรประงับการจองชั่วคราว ดันญี่ปุ่น-จีนขึ้นแท่นจุดหมายสำรองปลอดภัยสูง KTC เปิดดัชนีการใช้จ่ายหมวดท่องเที่ยว 2 เดือนแรกโต 9% สะท้อนการเดินทางกลายเป็นปัจจัยหลักในไลฟ์สไตล์ แม้พฤติกรรมผู้บริโภคจะเริ่มคุมงบต่อหัว ททท. กางฉากทัศน์รับมือสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ หวั่นฉุดตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติวูบเหลือเพียง 27 ล้านคน หากสถานการณ์ไม่ยุติภายใน 3 เดือน
11 มีนาคม 2569—สภาวะความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์โลก (Geopolitics) ในปัจจุบัน ไม่ได้เป็นเพียงปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองระดับโลกอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็น "ตัวแปรหลัก" ที่เข้ามาปรับโครงสร้างพฤติกรรมการเดินทางของผู้บริโภคและแผนการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการท่องเที่ยวอย่างมีนัยสำคัญ ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางและแรงกดดันในยุโรปส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ทั้งในด้านความเชื่อมั่นของนักเดินทาง ต้นทุนการบริหารจัดการของสายการบิน และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค
ภูมิรัฐศาสตร์โลกกับจุดเปลี่ยนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย
นายโชติช่วง ศูรางกูร อุปนายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) และรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท หนุ่มสาวทัวร์ จำกัด ระบุว่า ในระยะสั้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกำลังเผชิญกับช่วงเวลาแห่งการ "แสวงหาจุดสมดุลใหม่" เนื่องจากข้อมูลข่าวสารยังมีความคลุมเครือสูง
โดยเฉพาะประเด็นความปลอดภัยของน่านฟ้าในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้สายการบินหลายแห่งต้องยกเลิกเที่ยวบินหรือปรับเปลี่ยนเส้นทางบินอ้อมพื้นที่เสี่ยง ปัจจัยเหล่านี้ทำให้กลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีแผนเดินทางระยะสั้นเลือกที่จะรอดูสถานการณ์ และบางส่วนเลือกที่จะขอคืนเงิน (Refund) เพื่อโยกงบประมาณไปสู่จุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยกว่า
ตลาด Outbound: การเคลื่อนย้าย Demand จากยุโรปสู่เอเชีย
จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า นักท่องเที่ยวไทยยังคงมีความต้องการเดินทาง (Travel Demand) ที่แข็งแกร่ง แต่มีการเปลี่ยนทิศทาง (Shift) ของจุดหมายปลายทางอย่างชัดเจน จากเดิมที่เคยมุ่งเน้นเส้นทางยุโรปและตะวันออกกลาง กลับกลายเป็นว่านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เริ่ม Re-booking ไปยังเส้นทางในภูมิภาคเอเชียแทน โดยเฉพาะ ญี่ปุ่น และจีน ซึ่งได้รับอานิสงส์โดยตรงจากนโยบายฟรีวีซ่าและความรู้สึกปลอดภัยทางจิตวิทยา (Safety Sentiment)
ในเชิงโครงสร้างราคา นายโชติช่วงชี้ให้เห็นว่า ค่าตั๋วเครื่องบินในปัจจุบันยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง เนื่องจากความต้องการ (Demand) ยังคงสูงกว่าปริมาณเที่ยวบินที่ให้บริการได้จริง (Supply) ประกอบกับการบินอ้อมพื้นที่ขัดแย้งทำให้ต้นทุนเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้น สายการบินที่ให้บริการบินตรง (Direct Flight) เช่น การบินไทย หรือลุฟต์ฮันซ่า จึงกลายเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์สูงสุดในสถานการณ์นี้ เพราะนักท่องเที่ยวต้องการหลีกเลี่ยงการต่อเครื่องในจุดเสี่ยง อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวหรือ "ลองเทอม" คาดว่าหากสถานการณ์นิ่งขึ้น สายการบินที่มีความพร้อมจะปรับขนาดเครื่องบิน (Fleet) ให้ใหญ่ขึ้นเพื่อสร้าง Economy of Scale และช่วยลดภาระค่าตั๋วลงได้
"ตอนนี้ถ้าสถานการณ์ยังไม่นิ่งหรือข้อมูลข่าวสารไม่ครบถ้วน 100% คนส่วนใหญ่น่าจะเที่ยวในเอเชียและในประเทศมากกว่า Outbound ไปตะวันออกกลางหลักๆ น้อยลงตั้งแต่หลังโควิดเป็นแค่ทางผ่าน… จะกระทบในแง่ของทางผ่านไปยุโรปเนื่องจากไฟลต์บินตรงค่อนข้างราคาแพง" นายโชติช่วงกล่าว
ตลาด Inboundความท้าทายของเป้าหมาย 36.7 ล้านคน
ในส่วนของการท่องเที่ยวขาเข้า (Inbound) ข้อมูลจากเอกสารระบุว่า โครงสร้างนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยส่วนใหญ่ (เกือบ 50%) มาจากภูมิภาคเอเชีย ซึ่งมียอดรวมประมาณ 17.5 ล้านคนจาก 10 ประเทศหลัก อย่างไรก็ตาม ตลาดที่ได้รับผลกระทบโดยตรงอย่างอิสราเอลนั้น ยอดนักท่องเที่ยวหายไปกว่า 95% เหลือเพียงกลุ่มนักท่องเที่ยวอิสระ (FIT) เนื่องจากการเรียกตัวกำลังพลกลับไปปฏิบัติหน้าที่ทางทหารและข้อจำกัดด้านการบิน
ที่น่ากังวลคือการคาดการณ์จาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่แบ่งฉากทัศน์ผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางไว้ 3 ระดับ:
- Best Case: สถานการณ์ยุติภายใน 2-4 สัปดาห์ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้าไทย 35-36 ล้านคน
- Base Case: สถานการณ์ยืดเยื้อ 1-3 เดือน นักท่องเที่ยวจะลดลงเหลือ 30-31 ล้านคน (ลดลงประมาณ 18%)
- Worst Case: หากยืดเยื้อเกิน 3 เดือน นักท่องเที่ยวอาจลดลงเหลือเพียง 27-29 ล้านคน ซึ่งจะต่ำกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 36.7 ล้านคนอย่างมาก
"ดัชนีรูดปรื๊ดท่องเที่ยวพุ่ง 9%: KTC เผย Insight ตลาดเปลี่ยนทิศ ‘เน้นความถี่-คุมงบต่อหัว’ ดันเอเชียโตสวนทางฝรั่งเศส"
นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” (KTC) เปิดเผยข้อมูลตัวเลขการใช้จ่ายจริงที่น่าสนใจ โดยระบุว่ายอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในหมวดท่องเที่ยวช่วง 2 เดือนแรก (มกราคม-กุมภาพันธ์) ยังคงเติบโตที่ 9% เมื่อเทียบกับปีที่แล้วที่เติบโต 6% สะท้อนว่าการท่องเที่ยวถูกจัดลำดับความสำคัญให้เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ที่ขาดไม่ได้
อย่างไรก็ตาม เมื่อเจาะลึกเฉพาะช่วงวันที่ 1-9 มีนาคม พบสัญญาณการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ ยอดใช้จ่ายในบางประเทศของยุโรป เช่น ฝรั่งเศส เริ่มปรับตัวลดลง (Drop) สวนทางกับยอดใช้จ่ายในภูมิภาคเอเชียที่ยังคงเติบโตสะพัด โดยพฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนมาเป็นการ "ลดงบประมาณต่อหัวลง แต่ยังคงเดินทางอยู่" ซึ่งหมายถึงการเลือกที่พักหรือบริการที่คุ้มค่ามากขึ้น หรือการใช้คะแนนสะสม (Points) มาช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย
เทรนด์ Short Trip มาแรง: กาญจนบุรี-อยุธยา ขึ้นแท่นเมืองรองยอดฮิต ยอดใช้จ่ายโตแรง 20% รับพฤติกรรมขับรถเที่ยวใกล้กรุง"
ข้อมูลจาก KTC ยังชี้ให้เห็นถึงความสำเร็จของการกระจายตัวนักท่องเที่ยวสู่เมืองรอง โดยพบว่ายอดใช้จ่ายในจังหวัดท่องเที่ยวหลักอย่าง ชลบุรี เชียงใหม่ ภูเก็ต และระยอง ยังคงมีสัดส่วนสูง แต่จังหวัดใกล้กรุงเทพฯ และเมืองรองกลับมีการเติบโตที่โดดเด่นมาก:
- จังหวัดกาญจนบุรี: มียอดใช้จ่ายเติบโตสูงถึง 20%
- จังหวัดพระนครศรีอยุธยา: มียอดใช้จ่ายเติบโต 12%
พฤติกรรมนี้สอดคล้องกับการที่คนไทยหันมาทำทริปสั้น (Short Trip) และนิยมการขับรถเที่ยว (Road Trip) ในช่วงวันหยุด ซึ่งเป็นรูปแบบการเดินทางที่ควบคุมงบประมาณและความสะดวกได้ง่ายกว่าการเดินทางไปต่างประเทศในภาวะความไม่แน่นอน
"เราจะเห็นว่าการท่องเที่ยวเริ่มเข้าไปอยู่ในไลฟ์สไตล์ของลูกค้า แต่อาจจะใช้จ่ายต่อหัวลดลงแต่ยังมีการเดินทางทั้งในประเทศและต่างประเทศ… หมวดท่องเที่ยวปีนี้ยังเติบโตได้ดี โดยมกราคมเติบโตประมาณ 9% ซึ่งถือว่าต้นปีนี้ยังดูดีอยู่" นางสาววริษฐากล่าว
"ปรับโมเดลจาก Volume สู่ Value: ชูแนวคิด Local to Global สร้าง Ecosystem ประสบการณ์เฉพาะกลุ่ม ดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ"
เพื่อให้สอดรับกับความผันผวน ผู้ประกอบการต้องปรับโมเดลธุรกิจจากการเน้นการขายแพ็กเกจทัวร์แบบเดิม มาเป็นการสร้าง "ประสบการณ์" (Experience) ที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น การท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Eat Tourism) และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) นอกจากนี้ นายโชติช่วงยังเสนอแนวคิด Local to Global โดยการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชุมชนให้มีเอกลักษณ์เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีคุณภาพ
ในเชิงการตลาด KTC ได้ปรับบทบาทมาเป็นตัวกลางเชื่อมต่อ Ecosystem ระหว่างพันธมิตรโรงแรม สายการบิน และกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย โดยเฉพาะการออกแคมเปญเฉพาะ Segment เช่น กลุ่ม Pet Friendly, กลุ่มครอบครัว (Family) และกลุ่มผู้สูงอายุ (60+ Stay Free) เพื่อรักษาฐานลูกค้าและกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านสิทธิประโยชน์ที่คุ้มค่า (Value for Money)
จับตาราคาน้ำมัน-เงินเฟ้อ-ดอกเบี้ยนโยบาย ตัวแปรหลักคัดกรองกำลังซื้อท่องเที่ยวโลก
ปัจจัยที่ภาคธุรกิจท่องเที่ยวต้องติดตามอย่างใกล้ชิดหลังจากนี้ไม่ใช่เพียงแค่สถานการณ์ความขัดแย้งเท่านั้น แต่รวมถึง:
- ราคาน้ำมัน: ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการขนส่งและตั๋วเครื่องบิน
- ค่าครองชีพและเงินเฟ้อ: ซึ่งส่งผลต่อกำลังซื้อ (Purchasing Power) ของนักท่องเที่ยวทั่วโลก
- ทิศทางอัตราดอกเบี้ย: ซึ่งมีผลต่อต้นทุนการดำเนินงานของผู้ประกอบการ
แม้ภูมิรัฐศาสตร์โลกจะสร้างวิกฤตและความผันผวน แต่ในอีกมุมหนึ่งก็นับเป็นโอกาสของประเทศไทยในการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัย การส่งเสริมการท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียที่มั่นคง และการยกระดับเมืองรองเพื่อรองรับ Demand ที่ไหลเข้ามาทดแทนเส้นทางระยะไกล หากภาคเอกชนและรัฐบาลสามารถบูรณาการข้อมูลและปรับกลยุทธ์ได้อย่างทันท่วงที อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยจะยังคงเป็นเสาหลักสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไป