โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์เขย่าพิกัดเที่ยวโลก คนไทยหนีเสี่ยงซบเอเชีย-ยอดใช้จ่าย KTC ไตรมาสแรกยังพุ่ง สวนทางยุโรปชะลอตัว

การเงินธนาคาร

อัพเดต 11 มี.ค. เวลา 18.07 น. • เผยแพร่ 11 มี.ค. เวลา 09.59 น.

สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) ชี้ความขัดแย้งตะวันออกกลางทำตลาด Outbound ยุโรประงับการจองชั่วคราว ดันญี่ปุ่น-จีนขึ้นแท่นจุดหมายสำรองปลอดภัยสูง KTC เปิดดัชนีการใช้จ่ายหมวดท่องเที่ยว 2 เดือนแรกโต 9% สะท้อนการเดินทางกลายเป็นปัจจัยหลักในไลฟ์สไตล์ แม้พฤติกรรมผู้บริโภคจะเริ่มคุมงบต่อหัว ททท. กางฉากทัศน์รับมือสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ หวั่นฉุดตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติวูบเหลือเพียง 27 ล้านคน หากสถานการณ์ไม่ยุติภายใน 3 เดือน

11 มีนาคม 2569—สภาวะความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์โลก (Geopolitics) ในปัจจุบัน ไม่ได้เป็นเพียงปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองระดับโลกอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็น "ตัวแปรหลัก" ที่เข้ามาปรับโครงสร้างพฤติกรรมการเดินทางของผู้บริโภคและแผนการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการท่องเที่ยวอย่างมีนัยสำคัญ ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางและแรงกดดันในยุโรปส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ทั้งในด้านความเชื่อมั่นของนักเดินทาง ต้นทุนการบริหารจัดการของสายการบิน และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค

ภูมิรัฐศาสตร์โลกกับจุดเปลี่ยนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

นายโชติช่วง ศูรางกูร อุปนายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) และรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท หนุ่มสาวทัวร์ จำกัด ระบุว่า ในระยะสั้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกำลังเผชิญกับช่วงเวลาแห่งการ "แสวงหาจุดสมดุลใหม่" เนื่องจากข้อมูลข่าวสารยังมีความคลุมเครือสูง

โดยเฉพาะประเด็นความปลอดภัยของน่านฟ้าในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้สายการบินหลายแห่งต้องยกเลิกเที่ยวบินหรือปรับเปลี่ยนเส้นทางบินอ้อมพื้นที่เสี่ยง ปัจจัยเหล่านี้ทำให้กลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีแผนเดินทางระยะสั้นเลือกที่จะรอดูสถานการณ์ และบางส่วนเลือกที่จะขอคืนเงิน (Refund) เพื่อโยกงบประมาณไปสู่จุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยกว่า

ตลาด Outbound: การเคลื่อนย้าย Demand จากยุโรปสู่เอเชีย

จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า นักท่องเที่ยวไทยยังคงมีความต้องการเดินทาง (Travel Demand) ที่แข็งแกร่ง แต่มีการเปลี่ยนทิศทาง (Shift) ของจุดหมายปลายทางอย่างชัดเจน จากเดิมที่เคยมุ่งเน้นเส้นทางยุโรปและตะวันออกกลาง กลับกลายเป็นว่านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เริ่ม Re-booking ไปยังเส้นทางในภูมิภาคเอเชียแทน โดยเฉพาะ ญี่ปุ่น และจีน ซึ่งได้รับอานิสงส์โดยตรงจากนโยบายฟรีวีซ่าและความรู้สึกปลอดภัยทางจิตวิทยา (Safety Sentiment)

ในเชิงโครงสร้างราคา นายโชติช่วงชี้ให้เห็นว่า ค่าตั๋วเครื่องบินในปัจจุบันยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง เนื่องจากความต้องการ (Demand) ยังคงสูงกว่าปริมาณเที่ยวบินที่ให้บริการได้จริง (Supply) ประกอบกับการบินอ้อมพื้นที่ขัดแย้งทำให้ต้นทุนเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้น สายการบินที่ให้บริการบินตรง (Direct Flight) เช่น การบินไทย หรือลุฟต์ฮันซ่า จึงกลายเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์สูงสุดในสถานการณ์นี้ เพราะนักท่องเที่ยวต้องการหลีกเลี่ยงการต่อเครื่องในจุดเสี่ยง อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวหรือ "ลองเทอม" คาดว่าหากสถานการณ์นิ่งขึ้น สายการบินที่มีความพร้อมจะปรับขนาดเครื่องบิน (Fleet) ให้ใหญ่ขึ้นเพื่อสร้าง Economy of Scale และช่วยลดภาระค่าตั๋วลงได้

"ตอนนี้ถ้าสถานการณ์ยังไม่นิ่งหรือข้อมูลข่าวสารไม่ครบถ้วน 100% คนส่วนใหญ่น่าจะเที่ยวในเอเชียและในประเทศมากกว่า Outbound ไปตะวันออกกลางหลักๆ น้อยลงตั้งแต่หลังโควิดเป็นแค่ทางผ่าน… จะกระทบในแง่ของทางผ่านไปยุโรปเนื่องจากไฟลต์บินตรงค่อนข้างราคาแพง" นายโชติช่วงกล่าว

ตลาด Inboundความท้าทายของเป้าหมาย 36.7 ล้านคน

ในส่วนของการท่องเที่ยวขาเข้า (Inbound) ข้อมูลจากเอกสารระบุว่า โครงสร้างนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยส่วนใหญ่ (เกือบ 50%) มาจากภูมิภาคเอเชีย ซึ่งมียอดรวมประมาณ 17.5 ล้านคนจาก 10 ประเทศหลัก อย่างไรก็ตาม ตลาดที่ได้รับผลกระทบโดยตรงอย่างอิสราเอลนั้น ยอดนักท่องเที่ยวหายไปกว่า 95% เหลือเพียงกลุ่มนักท่องเที่ยวอิสระ (FIT) เนื่องจากการเรียกตัวกำลังพลกลับไปปฏิบัติหน้าที่ทางทหารและข้อจำกัดด้านการบิน

ที่น่ากังวลคือการคาดการณ์จาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่แบ่งฉากทัศน์ผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางไว้ 3 ระดับ:

  • Best Case: สถานการณ์ยุติภายใน 2-4 สัปดาห์ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้าไทย 35-36 ล้านคน
  • Base Case: สถานการณ์ยืดเยื้อ 1-3 เดือน นักท่องเที่ยวจะลดลงเหลือ 30-31 ล้านคน (ลดลงประมาณ 18%)
  • Worst Case: หากยืดเยื้อเกิน 3 เดือน นักท่องเที่ยวอาจลดลงเหลือเพียง 27-29 ล้านคน ซึ่งจะต่ำกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 36.7 ล้านคนอย่างมาก

"ดัชนีรูดปรื๊ดท่องเที่ยวพุ่ง 9%: KTC เผย Insight ตลาดเปลี่ยนทิศ ‘เน้นความถี่-คุมงบต่อหัว’ ดันเอเชียโตสวนทางฝรั่งเศส"

นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” (KTC) เปิดเผยข้อมูลตัวเลขการใช้จ่ายจริงที่น่าสนใจ โดยระบุว่ายอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในหมวดท่องเที่ยวช่วง 2 เดือนแรก (มกราคม-กุมภาพันธ์) ยังคงเติบโตที่ 9% เมื่อเทียบกับปีที่แล้วที่เติบโต 6% สะท้อนว่าการท่องเที่ยวถูกจัดลำดับความสำคัญให้เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ที่ขาดไม่ได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อเจาะลึกเฉพาะช่วงวันที่ 1-9 มีนาคม พบสัญญาณการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ ยอดใช้จ่ายในบางประเทศของยุโรป เช่น ฝรั่งเศส เริ่มปรับตัวลดลง (Drop) สวนทางกับยอดใช้จ่ายในภูมิภาคเอเชียที่ยังคงเติบโตสะพัด โดยพฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนมาเป็นการ "ลดงบประมาณต่อหัวลง แต่ยังคงเดินทางอยู่" ซึ่งหมายถึงการเลือกที่พักหรือบริการที่คุ้มค่ามากขึ้น หรือการใช้คะแนนสะสม (Points) มาช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย

เทรนด์ Short Trip มาแรง: กาญจนบุรี-อยุธยา ขึ้นแท่นเมืองรองยอดฮิต ยอดใช้จ่ายโตแรง 20% รับพฤติกรรมขับรถเที่ยวใกล้กรุง"

ข้อมูลจาก KTC ยังชี้ให้เห็นถึงความสำเร็จของการกระจายตัวนักท่องเที่ยวสู่เมืองรอง โดยพบว่ายอดใช้จ่ายในจังหวัดท่องเที่ยวหลักอย่าง ชลบุรี เชียงใหม่ ภูเก็ต และระยอง ยังคงมีสัดส่วนสูง แต่จังหวัดใกล้กรุงเทพฯ และเมืองรองกลับมีการเติบโตที่โดดเด่นมาก:

  • จังหวัดกาญจนบุรี: มียอดใช้จ่ายเติบโตสูงถึง 20%
    • จังหวัดพระนครศรีอยุธยา: มียอดใช้จ่ายเติบโต 12%

พฤติกรรมนี้สอดคล้องกับการที่คนไทยหันมาทำทริปสั้น (Short Trip) และนิยมการขับรถเที่ยว (Road Trip) ในช่วงวันหยุด ซึ่งเป็นรูปแบบการเดินทางที่ควบคุมงบประมาณและความสะดวกได้ง่ายกว่าการเดินทางไปต่างประเทศในภาวะความไม่แน่นอน
"เราจะเห็นว่าการท่องเที่ยวเริ่มเข้าไปอยู่ในไลฟ์สไตล์ของลูกค้า แต่อาจจะใช้จ่ายต่อหัวลดลงแต่ยังมีการเดินทางทั้งในประเทศและต่างประเทศ… หมวดท่องเที่ยวปีนี้ยังเติบโตได้ดี โดยมกราคมเติบโตประมาณ 9% ซึ่งถือว่าต้นปีนี้ยังดูดีอยู่" นางสาววริษฐากล่าว

"ปรับโมเดลจาก Volume สู่ Value: ชูแนวคิด Local to Global สร้าง Ecosystem ประสบการณ์เฉพาะกลุ่ม ดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ"

เพื่อให้สอดรับกับความผันผวน ผู้ประกอบการต้องปรับโมเดลธุรกิจจากการเน้นการขายแพ็กเกจทัวร์แบบเดิม มาเป็นการสร้าง "ประสบการณ์" (Experience) ที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น การท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Eat Tourism) และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) นอกจากนี้ นายโชติช่วงยังเสนอแนวคิด Local to Global โดยการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชุมชนให้มีเอกลักษณ์เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีคุณภาพ

ในเชิงการตลาด KTC ได้ปรับบทบาทมาเป็นตัวกลางเชื่อมต่อ Ecosystem ระหว่างพันธมิตรโรงแรม สายการบิน และกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย โดยเฉพาะการออกแคมเปญเฉพาะ Segment เช่น กลุ่ม Pet Friendly, กลุ่มครอบครัว (Family) และกลุ่มผู้สูงอายุ (60+ Stay Free) เพื่อรักษาฐานลูกค้าและกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านสิทธิประโยชน์ที่คุ้มค่า (Value for Money)

จับตาราคาน้ำมัน-เงินเฟ้อ-ดอกเบี้ยนโยบาย ตัวแปรหลักคัดกรองกำลังซื้อท่องเที่ยวโลก

ปัจจัยที่ภาคธุรกิจท่องเที่ยวต้องติดตามอย่างใกล้ชิดหลังจากนี้ไม่ใช่เพียงแค่สถานการณ์ความขัดแย้งเท่านั้น แต่รวมถึง:

  • ราคาน้ำมัน: ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการขนส่งและตั๋วเครื่องบิน
  • ค่าครองชีพและเงินเฟ้อ: ซึ่งส่งผลต่อกำลังซื้อ (Purchasing Power) ของนักท่องเที่ยวทั่วโลก
  • ทิศทางอัตราดอกเบี้ย: ซึ่งมีผลต่อต้นทุนการดำเนินงานของผู้ประกอบการ

แม้ภูมิรัฐศาสตร์โลกจะสร้างวิกฤตและความผันผวน แต่ในอีกมุมหนึ่งก็นับเป็นโอกาสของประเทศไทยในการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัย การส่งเสริมการท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียที่มั่นคง และการยกระดับเมืองรองเพื่อรองรับ Demand ที่ไหลเข้ามาทดแทนเส้นทางระยะไกล หากภาคเอกชนและรัฐบาลสามารถบูรณาการข้อมูลและปรับกลยุทธ์ได้อย่างทันท่วงที อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยจะยังคงเป็นเสาหลักสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...