TEGH ปาล์มน้ำมันพลิกฟื้น อานิสงค์รัฐปรับสูตรเป็น B7
หุ้นวิชั่น
อัพเดต 11 มี.ค. เวลา 16.22 น. • เผยแพร่ 11 มี.ค. เวลา 09.22 น. • HoonVision | หุ้นวิชั่น - หุ้น ข่าวหุ้น หุ้นไทยวันนี้ หุ้นวันนี้ หุ้นเด่น วิเคราะห์หุ้น ธุรกิจ การเงิน เศรษฐกิจ การลงทุน ดัชนีราคาหุ้นหุ้นวิชั่น - TEGH มองสถานการณ์ตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันพุ่ง แต่กระทบต้นทุนการผลิตไม่ถึง 1% จากผลิตพลังงานใช้เอง พร้อมตั้ง War Room สื่อสารลูกค้าโดยตรง ขณะที่ยังคงเป้ารายได้ปีนี้โต 10% แตะ 22,000 ล้านบาท ทำนิวไฮ หนุนโดยดีมานด์ยางธรรมชาติจากอินเดีย สหรัฐ ยังแข็งแกร่ง คาดธุรกิจปาล์มน้ำมันปีนี้พลิกกำไร หลังติดตั้งหม้อนึ่งใหม่ จ่อรับอานิสงค์รัฐ ปรับดีเซลจาก B5 เป็น B7หนุนดีมานด์-ราคา CPOเพิ่มขึ้น ขณะที่ปีนี้วางงบลงทุน 700-800 ล้านบาท ขยายกำลังผลิต เดินหน้าดันบริษัทลูก TEBP เข้าจดทะเบียนในตลาด mai ภายในปีนี้ สร้าง New S-Curve การเติบโต
นางสาวสินีนุช โกกนุทาภรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TEGH เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และมีความผันผวนอย่างมาก บริษัทฯ ได้มีการจัดทำแผนการรับมือ โดยคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบ หากอยู่ในระดับ 80-85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้นไปอยู่แถว 100-150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล พบว่าจะมีผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตในสัดส่วนที่รับได้ หรือไม่ถึง 1% ของต้นทุนผลิตรวม เนื่องด้วยบริษัทฯ มีการผลิตพลังงานใช้เอง
อย่างไรก็ตามแม้บริษัทฯ อาจไม่ได้รับผลกระทบทางตรงจากภาวะสงครามตะวันออกกลาง แต่จะได้รับผลกระทบทางอ้อม ซึ่งจะคล้ายกันกับทุกอุตสาหกรรม ได้แก่ เส้นทางการขนส่งสินค้าทุกเส้นทาง ที่จะมุ่งไปยังแหลมกู๊ดโฮป (Cape of Good Hope) อาจทำให้เกิดความล่าช้า ทำให้ระยะสั้นขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ได้ โดย TEGH ก็ได้มีการทำแผนร่วมกันกับทางลูกค้า เกี่ยวกับการเปลี่ยนรูปแบบตู้คอนเทนเนอร์ควรเป็นแบบไหน และขนส่งอย่างไร ตลอดจนการตั้ง War Room เพื่อสื่อสารกับลูกค้าโดยตรง
“การที่ราคาน้ำมันสูงขึ้น มีผลกระทบกับเราในเรื่องของต้นทุน แต่จากการวิเคราะห์ ยังอยู่ในสัดส่วนที่รับได้ ขณะที่บริษัทฯ ยังมีปัจจัยบวกจากตลาดอินเดีย แม้จะมีผลกระทบจากค่าขนส่งที่สูงขึ้น แต่ดีมานด์อินเดียยังแข็งแกร่ง และยังได้รับปัจจัยบวกจากดีมานด์ฝั่งอเมริกาด้วย อย่างล่าสุด การประกาศขึ้นภาษีศุลกากรชั่วคราว 10-15% ของสหรัฐ ภายใต้มาตรา 122 ทำให้ยางล้อรถยนต์ที่ส่งไปยังสหรัฐ จะโดนภาษีเพิ่มขึ้น ทำให้เราเห็นสัญญาณกลุ่มลูกค้าฝั่งสหรัฐ มีความสนใจสินค้ามากขึ้น” นางสาวสินีนุช กล่าว
นอกจากนี้ยังมองผลกระทบต่อเกษตรกร ในเรื่องของราคาปุ๋ย บริษัทฯ จึงมีโครงการนำวัสดุต่างๆ ที่เป็นวัสดุปรับปรุงดิน หรือที่ได้จากการบริหารจัดการกากอินทรีย์ ช่วยเหลือเกษตร เพื่อลดต้นทุน
*คงเป้ารายได้ปีนี้โต 10%
บริษัทฯ ยังคงเป้าหมายรายได้ปีนี้เติบโต 10% แตะระดับ 22,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นการทำสถิติสูงสุดใหม่ (All Time High) อย่างต่อเนื่อง เป็นไปตามการเติบโตของทุกกลุ่มธุรกิจ ทั้งยางธรรมชาติ น้ำมันปาล์ม และพลังงานทดแทนและรับบริหารจัดการกากอินทรีย์ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจผลิตและจำหน่ายยางธรรมชาติ คาดว่าจะมีปริมาณขายเพิ่ม ขึ้นเป็น 280,000-290,000 ต้น หรือเติบโต 10-15% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากความต้องการของลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ อาทิ จีน อินเดีย ยุโรป และสหรัฐอเมริกา
*ธุรกิจปาล์มฟื้น จ่อรับอานิสงค์รัฐปรับสูตรเป็น B7
ส่วนธุรกิจน้ำมันปาล์ม คาดว่าจะสามารถเทิร์นอะราวด์ได้ในปีนี้ หลังจากดำเนินการติดตั้งหม้อนึ่งปาล์ม ในไตรมาส 2/2569 และคาดว่าจะได้รับประโยชน์อย่างยิ่ง จากการที่กระทรวงพลังงาน เตรียมปรับสูตรน้ำมันดีเซลหมุนเร็วเป็น B7 (ผสมไบโอดีเซล 7%) โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งในระยะสั้นอาจทำให้สถานการณ์ราคาปาล์มน้ำมันดีขึ้น
ปาล์มน้ำมัน ปี 2569 ผลผลิต FFB คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 21.3-21.7 ล้านตัน +1-3% YoY จากการเพิ่มขึ้นของเนื้อที่ให้ผลผลิตและการฟื้นตัวของผลผลิตต่อไร่ในหลายพื้นที่
ราคา CPO คาดว่าจะเคลื่อนไหวในช่วงประมาณ 32-38 บาทต่อกิโลกรัม โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากความต้องการใช้ในตลาดโลกที่ยังคงขยายตัวในอุตสาหกรรมอาหาร และพลังงานทดแทน, ราคา SBO และ SFO ที่ยังสูงกว่า CPO และอิทธิพลจากราคาน้ำมันดิบ (Crude Oil) ที่สูง ทำให้ความต้องการใช้ไบโอดีเซลสูงขึ้น
นอกจากนี้บริษัทฯ ได้เข้าร่วมโครงการ Jump+ โดยมีเป้าหมายในปี 2571 รายได้เติบโตแตะ 25,000-26,000 ล้านบาท และมี EBITDA ที่ 1,400-1,600 ล้านบาท ผ่านการมุ่งการขยายกำลังการผลิต และยกระดับประสิทธิภาพการผลิตด้วยระบบอัตโนมัติเพื่อการเติบโตอย่างต่อเนื่อง การยกระดับสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มและยั่งยืน การบูรณาการพลังงานหมุนเวียนเพื่อความได้เปรียบด้านต้นทุนและคาร์บอน พร้อมปลดล็อกมูลค่าธุรกิจผ่านการลงทุนและสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์
ด้านแผนการขยายกำลังการผลิตยังคงเดินหน้าตามแผน 3 ปี โดยคาดว่าปีนี้จะขยายกำลังการผลิตยางแท่ง หรือ Block Rubber เพิ่มเป็น 430,000 ตัน ซึ่งจะสามารถเดินเครื่องกำลังการผลิต (COD) ได้ในไตรมาส 3/2569 ส่วนน้ำมันปาล์มดิบ (Crude Palm Oil) คาดมีกำลังการผลิตเพิ่มอีก 50% แตะ 788,400 ตัน ด้านรับบริหารจัดการกากอินทรีย์ (Organics Waste Management), ก๊าซชีวภาพ (Biogas) และ Electricity ก็ยังเดินหน้าตามแผน โดยนับจากนี้ไป ปี 2568-2573 จะขยายกำลังการผลิตอีก 1 เท่าตัว
บริษัทฯ วางงบลงทุนปีนี้ไว้ราว 700-800 ล้านบาท แบ่งเป็น 50% รองรับการขยาย Organics Waste Management และขยายการผลิตพลังงานชีวภาพ ที่เหลือจะใช้ในเรื่องของการปรับปรุงประสิทธิภาพ ตลอดจนรองรับภาวะภัยแล้ง คาดว่าจะมีผลกระทบรุนแรงยาวถึง 3 ปี
*ดัน TEBPเข้า mai ภายในปีนี้
สำหรับความคืบหน้าแผน Spin-Off ของ บริษัท ไทยอีสเทิรน์ ไบโอ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) (TEBP) หลังจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ได้เริ่มนับหนึ่งแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์และร่างหนังสือชี้ชวน (Filing) เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ของ TEBP เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
โดย TEBP จะเสนอขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 90 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) 1.00 บาทต่อหุ้น ในปีนี้จะเป็นปีของการเตรียมความพร้อมที่จะ IPO คาดว่าจะสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ได้ภายในปีนี้ ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สร้าง New S-Curve ให้กับกลุ่มบริษัทฯ