โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

51 พรรค นโยบายไม่ตรงปก ส่อหนี้พุ่ง-พรรค “เต้ มงคลกิตติ์” ฝ่าฝืนประกาศ กกต.

Thairath - ไทยรัฐออนไลน์

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

กกต. เผย 51 พรรคการเมือง พบนโยบายหลายพรรคหาเสียงไม่ตรงปก ที่มางบประมาณคลุมเครือไม่ชัดเจน เสี่ยงกระทบวินัยการเงินการคลังประเทศ หนี้สาธารณะพุ่ง พรรคทางเลือกใหม่ ไม่ปฏิบัติตามประกาศ กกต.

วันที่ 3 ก.พ. 2569 เวลา 17.30 น. สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เผยแพร่ข้อเสนอแนะและข้อสังเกตของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รวมทั้งความเห็นของคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา จำนวน 51 พรรคการเมือง ภายใต้กรอบอำนาจ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 57 ดังต่อไปนี้: 1. การระบุชื่อนโยบายของพรรคการเมืองตามแบบฟอร์มที่กำหนด พรรคการเมืองควรแจ้งชื่อนโยบายในตารางการกำหนดนโยบายให้ตรงกับที่พรรคการเมืองประกาศโฆษณาในเวทีสาธารณะ และหรือช่องทางต่าง ๆ ซึ่งบางนโยบายมีความไม่ชัดเจนและคลุมเครือ จากการประกาศโฆษณา 2. วงเงินที่ต้องใช้ และที่มาของเงินที่จะใช้ในการดำเนินการ วงเงินงบประมาณและแหล่งที่มาของเงินที่ต้องใช้ในการดำเนินนโยบายเป็นประเด็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุด จากข้อมูลนโยบายของพรรคการเมืองพบว่าส่วนใหญ่ไม่ได้ระบุแหล่งที่มาของเงินให้ชัดเจน หรือระบุเพียงแค่ว่าจะใช้งบประมาณแผ่นดิน และไม่มีคำอธิบายว่าจะดำเนินการอย่างไร ซึ่งการกำหนดนโยบายของพรรคการเมือง ควรนำหลักการงบประมาณและการเงินการคลังของรัฐมาพิจารณาและวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกิดความเป็นไปได้และความยั่งยืนทางการคลัง และสอดคล้องตามหลักการของกฎหมาย จึงมีข้อเสนอแนะและข้อสังเกตแยกเป็นประเด็นได้ ดังนี้

ประเด็นที่ 1 การระบุวงเงินรายนโยบาย การกำหนดวงเงินและแหล่งที่มาของเงินที่พรรคการเมืองจะใช้ในการดำเนินนโยบาย มีทั้งในลักษณะที่เป็นวงเงินรายปี วงเงินรวม 4 ปีตลอดวาระการดำรงตำแหน่งของรัฐบาล และวงเงินรายโครงการ ทำให้ไม่สามารถนำยอดวงเงินของแต่ละพรรคการเมืองมาพิจารณาเปรียบเทียบกันได้โดยตรง จึงเห็นควรให้พรรคการเมืองระบุวงเงินและระยะเวลาในการดำเนินนโยบายให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงคะแนนเลือกตั้งของประชาชน จึงต้องพิจารณารายละเอียดของวงเงิน แหล่งที่มาของเงิน และระยะเวลาในการดำเนินนโยบายของแต่ละพรรคการเมืองดังกล่าวด้วย

ประเด็นที่ 2 การระบุแหล่งที่มาของเงินรายนโยบาย ที่มาของเงินที่จะใช้ในการดำเนินนโยบาย พรรคการเมืองควรอธิบายแหล่งที่มาของเงิน ว่ามาจากแหล่งใดให้ชัดเจน ดังต่อไปนี้ คือ 1) งบประมาณแผ่นดิน 2) การใช้เงินกู้ตามพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม 3) การดำเนินการตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 4) เงินกองทุนต่าง ๆ 5) การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (Public-Private Partnership: PPP) และ 6) อื่น ๆ (ต้องระบุ) เช่น การขาดรายได้จากการลดภาษี (Tax Expenditure) เงินนอกงบประมาณ เป็นต้น โดยพบว่ามีการอ้างถึงแหล่งที่มาของเงินบางประเภท เช่น การเก็บภาษี การขยายฐานภาษี การเพิ่มภาษีบางประเภท กำไรจากรัฐวิสาหกิจ เงินจากกองทุนประเภทต่าง ๆ เงินจากองค์กรอิสระ เงินจากบริษัทเอกชน เงินค่าธรรมเนียม เป็นต้น ซึ่งไม่สามารถพิจารณาได้ว่าพรรคการเมืองจะนำเงินจากที่มาดังกล่าวอย่างไร และนำไปใช้จ่ายอย่างไรโดยทางตรงหรือผ่านระบบงบประมาณอย่างไร ด้วยการออกกฎหมายอย่างไร และได้คำนึงถึงข้อกำหนดของพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 อย่างไร จึงมีข้อเสนอแนะและข้อสังเกตเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเงิน ดังนี้

การใช้แหล่งเงินจากงบประมาณแผ่นดิน ตามกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี ควรระบุรายละเอียดปีงบประมาณที่จะเริ่มดำเนินนโยบายและจะต้องใช้งบประมาณ เช่น ปีงบประมาณ 2569 หรือ ปีงบประมาณ 2570 เป็นต้น โดยหากเป็นนโยบายที่จะดำเนินการทันทีในปีงบประมาณ 2569 หรือดำเนินการและใช้จ่ายงบประมาณในปีงบประมาณ 2570 ควรพิจารณาแหล่งเงินที่จะใช้ความเพียงพอ รวมถึงระเบียบการใช้งบประมาณที่เกี่ยวข้อง เช่น งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ซึ่งปัจจุบันเหลือวงเงินค่อนข้างจำกัด นอกจากนี้ ควรระบุรายละเอียดวิธีบริหารจัดการงบประมาณ เช่น กรณีมีความจำเป็นต้องใช้จ่ายงบประมาณมากกว่ากรอบวงเงินงบประมาณที่ได้กำหนดไว้ ควรกำหนดแนวทางการเพิ่มการจัดเก็บรายได้ภาษี แนวทางการตัดลดรายจ่ายบางรายการ เป็นต้น รวมทั้งการดำเนินนโยบายที่ระบุถึงการปรับลดงบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือนโยบายในลักษณะลดการขาดดุลงบประมาณลง ควรระบุแนวทางการดำเนินการให้ชัดเจน และจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำงบประมาณ

การใช้แหล่งเงินตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ที่ให้หน่วยงานของรัฐดำเนินกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการ และรัฐบาลรับภาระในการชดเชยค่าใช้จ่ายหรือการสูญเสียรายได้ในการดำเนินการ ต้องเป็นกรณีที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจตามกฎหมาย และอยู่ในขอบแห่งวัตถุประสงค์ของหน่วยงานของรัฐนั้น เพื่อวัตถุประสงค์ในการฟื้นฟูหรือกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการประกอบอาชีพ หรือยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน หรือเพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัยหรือการก่อวินาศกรรมเท่านั้น ทั้งนี้ ควรดำเนินการให้อยู่ภายใต้วิธีการและกรอบวงเงินตามที่กฎหมายกำหนด รวมถึงมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เช่น มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2566 เรื่อง การจัดทำมาตรการ/โครงการเพื่อสนับสนุนหรือให้ความช่วยเหลือเกษตรกร มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 เรื่อง แนวทางในการกำกับการดำเนินโครงการตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 เป็นต้น นอกจากนี้ ต้องพิจารณาถึงภาระทางการคลังของรัฐที่อาจเกิดขึ้น และอยู่ภายในกรอบยอดคงค้างทั้งหมดรวมกันไม่เกินอัตราที่คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังประกาศกำหนด (ปัจจุบันกรอบอัตราอยู่ที่ร้อยละ 32 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี)

การใช้แหล่งเงินจากเงินกู้ในการดำเนินนโยบายต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม รวมถึงควรอยู่ภายใต้มาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 และมาตราอื่นที่เกี่ยวข้องกับการก่อหนี้และบริหารหนี้ และควรคำนึงถึงภาระหนี้ต้องไม่เกินกว่ากรอบที่กฎหมายกำหนด การใช้แหล่งเงินจากกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund: TFFIF) ผ่านรัฐวิสาหกิจที่มีรายได้อนาคตมาใช้ก่อน ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและเหมาะสม ตามสถานะการเงินของรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ และจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม รวมทั้งควรระบุรายละเอียดของโครงการให้ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด

การใช้แหล่งเงินจากการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (Public-Private Partnership: PPP) ควรพิจารณาให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ในลักษณะให้เอกชนที่มีศักยภาพหรือกิจการที่เกี่ยวข้องมาร่วมลงทุนในการดำเนินงาน โดยมีการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เหมาะสม และไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อรัฐ รวมทั้งคำนึงถึงประโยชน์ต่อประชาชนเป็นสำคัญ และควรระบุรายละเอียดของโครงการให้ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด

การใช้เงินจากแหล่งที่มาอื่น ๆ กรณีเป็นนโยบายที่ใช้จ่ายตามมาตรการภาษี และการปรับลดหรือเพิ่มมาตรการภาษีใด ๆ ควรระบุให้ชัดเจน และต้องคำนึงถึงนโยบายด้านการคลัง โดยเฉพาะผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล ซึ่งนำไปสู่ผลกระทบต่อการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี และข้อจำกัดในการพัฒนาประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนพัฒนาระดับต่าง ๆ ได้ โดยการดำเนินนโยบายลดหรือยกเว้นการจัดเก็บภาษี เช่น นโยบายลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือภาษีเงินได้นิติบุคคล เป็นต้น ควรระบุถึงรายได้ที่รัฐต้องสูญเสียจากการดำเนินนโยบายดังกล่าว เพื่อให้เป็นไปตามมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 และการดำเนินนโยบายที่มีการขอกันเงินจากเงินรายได้ภาษีหรือรายได้นำส่งคลัง เช่น การขอกันเงินนำส่งรายได้ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล หรือเงินรายได้จากภาษีสรรพสามิต เป็นต้น ควรดำเนินการให้สอดคล้องกับมาตรา 25 พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ทั้งนี้ การกันเงินรายได้เพื่อให้หน่วยงานของรัฐนำไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ของหน่วยงานนั้น หรือเพื่อการหนึ่งการใดเป็นการเฉพาะ จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะอาศัยอำนาจตามกฎหมาย และการเสนอกฎหมายที่กำหนดให้หน่วยงานของรัฐไม่นำรายได้ส่งคลัง ให้กระทำได้เฉพาะในกรณีมีความจำเป็นและเกิดประโยชน์ในการที่หน่วยงานของรัฐนั้นจะมีเงินเก็บไว้ เพื่อการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของตน

ประเด็นที่ 3 ภาพรวมของงบประมาณทุกนโยบาย วงเงินที่ต้องใช้ของแต่ละนโยบายและยอดรวมทุกโครงการควรมีความชัดเจน และแจกแจงแหล่งที่มาสอดคล้องกันได้ โดยพบว่านโยบายที่มีความไม่ชัดเจนดังกล่าวเป็นผลต่อเนื่องจากประเด็นที่ 2 ซึ่งแหล่งที่มาของเงินบางประเภทไม่ชัดเจน จึงอาจทำให้เกือบทุกพรรคการเมืองไม่ได้จัดทำการแจกแจงที่มาของเงินที่จะใช้ประกอบยอดรายจ่าย

3. ความคุ้มค่าและประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย บางนโยบายที่พรรคการเมืองเสนอมา แม้จะสร้างประโยชน์ในระยะสั้นแต่อาจส่งผลเสียในระยะยาวได้ อาทิ การพักหนี้หรือการปลดหนี้โดยไม่มีเงื่อนไข อาจลดทอนแรงจูงใจในการรักษาวินัยการเงินของลูกหนี้ (moral hazard) ซึ่งจะกระทบต่อการแก้หนี้ที่ต้องดำเนินการอย่างตรงจุด ครบวงจร เท่าที่จำเป็น และควรทำควบคู่ไปกับมาตรการที่เสริมสร้างทักษะในการยกระดับรายได้เพื่อสร้างพฤติกรรมเชิงบวกแก่ลูกหนี้ รวมทั้งมีมาตรการที่เหมาะสมกับลูกหนี้แต่ละกลุ่ม นอกจากนี้ การดำเนินนโยบายต่าง ๆ ควรเป็นนโยบายที่สามารถปฏิบัติได้จริง มีความชัดเจนในแนวทางการปฏิบัติ รวมถึงทุกนโยบายควรกำหนดให้มีการวิเคราะห์ประโยชน์และความคุ้มค่าจากการดำเนินโครงการ (Cost-Benefit Analysis) ทั้งรายจ่ายจากงบประมาณและจากภาษี และควรอยู่ภายใต้แนวทางของกรอบแผนการคลังระยะปานกลาง เพื่อเป็นการรักษาวินัยทางการคลัง และไม่ดำเนินนโยบายที่จะก่อให้เกิดภาระทางการคลังเกินสมควร [10]

4. ผลกระทบและความเสี่ยงในการดำเนินโยบาย นโยบายพรรคการเมืองที่นำเสนอส่วนใหญ่ใช้จ่ายจากเงินงบประมาณ และมีลักษณะเป็นรายจ่ายประจำมากกว่ารายจ่ายลงทุน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินแผนงานหรือโครงการของหน่วยงานของรัฐ รวมถึงการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ และจากข้อมูลในแผนการคลังระยะปานกลาง ปีงบประมาณ 2570–2573 พบว่า สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 69.36 ในปี 2570 และร้อยละ 69.78 ในปี 2571 ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลใหม่ไม่สามารถขาดดุลงบประมาณเพิ่มเติม เพื่อนำมาเป็นแหล่งเงินสำหรับดำเนินนโยบายที่หาเสียงไว้ได้มากนัก หลายพรรคการเมืองซึ่งมีนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินในลักษณะดังกล่าว จึงอาจไม่สามารถดำเนินการได้ตามนโยบายได้อย่างครบถ้วน เนื่องจากจะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP เกินกว่าร้อยละ 70 ตามที่กำหนดไว้ในกรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐ ซึ่งจะทำให้รัฐบาลไม่มีพื้นที่ทางการคลังคงเหลือสำหรับรับมือกับความเสี่ยงจากความผันผวนทางเศรษฐกิจที่ยังอยู่ในเกณฑ์สูง และจะทำให้มีความสุ่มเสี่ยงต่อการถูกสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย อันจะนำไปสู่ผลกระทบต่าง ๆ เช่น ความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศลดลง ต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐเพิ่มสูงขึ้น การไหลออกของเงินทุน และค่าเงินบาทอาจอ่อนตัวลง เป็นต้น จึงมีข้อเสนอแนะและข้อสังเกต ดังนี้

ผลกระทบต่อเสถียรภาพการคลัง นโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองในภาพรวมมุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น โดยไม่เน้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาว อาทิ การลดภาระค่าครองชีพ และจัดสรรสวัสดิการถ้วนหน้า โดยมีจุดร่วมที่สำคัญ คือ การสร้างผลลัพธ์ที่ประชาชนสามารถจับต้องได้ทันที ซึ่งต้องใช้งบประมาณสูง ทั้งในรูปแบบของการเบิกจ่ายงบประมาณแผ่นดินโดยตรง และการดำเนินงานผ่านหน่วยงานภาครัฐอื่น อาทิ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ หรือกองทุนนอกงบประมาณต่าง ๆ อันเป็นการเพิ่มภาระงบประมาณรายจ่ายประจำและทำให้เกิดการขยายตัวของหนี้สาธารณะ ซึ่งล้วนเป็นภาระผูกพันที่รัฐต้องชดเชยคืนในอนาคต นอกจากนี้ ภายใต้งบประมาณรายจ่ายที่มีทิศทางขยายตัวสูงขึ้น นโยบายด้านรายได้ของพรรคการเมืองมักมีข้อเสนอมาตรการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษี ซึ่งอาจส่งผลให้การจัดเก็บรายได้ลดลง และกดดันให้รัฐต้องกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลเพิ่มขึ้น อันอาจนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่เกินกว่าร้อยละ 70 ของ GDP ตามกรอบวินัยการเงินการคลังและทำให้ความเสี่ยงทางการคลังเพิ่มขึ้น

ผลกระทบต่อรายจ่ายภาครัฐ ในนโยบายด้านสวัสดิการ เช่น ค่าไฟฟ้าราคาถูก การอุดหนุนค่าโดยสารสาธารณะ การสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง หรือการจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และเด็กแรกเกิดในอัตราที่เพิ่มขึ้น เป็นต้น ล้วนเป็นรายจ่ายประจำที่ต้องดำเนินการต่อเนื่องทุกปี ซึ่งจะก่อให้เกิดภาระรายจ่ายประจำเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่กรอบรายจ่ายประจำมีอยู่อย่างจำกัด (ปัจจุบันรายจ่ายประจำคิดเป็นประมาณร้อยละ 70 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี)

ผลกระทบต่อรายได้ของรัฐ ในนโยบายที่เกี่ยวกับการลดหย่อนภาษีหรือการยกเว้นภาษี ที่พรรคการเมืองเสนอเพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน จะทำให้ฐานรายได้ภาษีของรัฐแคบลง ซึ่งไม่เป็นไปตามแผนการคลังระยะปานกลาง ปีงบประมาณ 2570–2573 ทั้งนี้ หากนโยบายหาเสียงดำเนินไปโดยไม่มีการพิจารณาเพิ่มฐานรายได้ใหม่ (ทั้งจากภาษีและไม่ใช่ภาษี) จะทำให้ประเทศไทยต้องประสบกับภาวะการขาดดุลการคลังอย่างต่อเนื่อง และไม่สามารถปรับลดขนาดการขาดดุลการคลังให้อยู่ในระดับไม่เกินร้อยละ 3.0 ของ GDP ภายในปี 2572 ตามที่ระบุไว้ในแผนการคลังระยะปานกลาง ปีงบประมาณ 2570–2573

ผลกระทบต่อหนี้สาธารณะการดำเนินนโยบายที่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมากและต่อเนื่องจะทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องใช้นโยบายการคลังแบบขาดดุลต่อเนื่องไปอีกหลายปี และการปรับลดขนาดการขาดดุลการคลังจะดำเนินการได้ยาก ส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นกว่าเพดานที่กำหนดไว้ ร้อยละ 70 (สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ปีงบประมาณ 2570 อยู่ที่ร้อยละ 69.36) สำหรับนโยบายที่จะเป็นรายการภาระผูกพันตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 เช่น นโยบายเกี่ยวกับการลดหนี้ พักหนี้ หรือล้างหนี้ นโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการบริโภค นโยบายที่เป็นการอุดหนุนให้เปล่าแก่ประชาชนโดยตรง นโยบายประกันรายได้และการอุดหนุนภาคการผลิต รวมถึงนโยบายสวัสดิการเฉพาะกลุ่ม ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่อาจนำไปสู่การถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศในระยะต่อไป

ทั้งนี้ กรณีนโยบายที่ใช้จ่ายจากเงินงบประมาณแผ่นดินในลักษณะโครงการขนาดใหญ่ที่เป็นรายการในงบลงทุน ที่มีวงเงินตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป ที่มีการจัดซื้อจัดจ้าง จะต้องทำการประเมินความเสี่ยงการทุจริต พร้อมเสนอมาตรการในการบริหารจัดการความเสี่ยงที่เหมาะสม ตามแนวทางของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ

5. ข้อเสนอแนะหรือข้อสังเกตอื่น ๆการกำหนดนโยบายของพรรคการเมืองควรตรวจสอบความถูกต้องตามกฎหมายให้ชัดเจน และพิจารณาผลกระทบอย่างรอบคอบ รวมทั้งต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อให้สามารถตั้งงบประมาณได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความเห็นของคณะกรรมการตรวจสอบ ฯ เป็นการให้ความเห็นภาพรวมในนโยบายของทั้ง 51 พรรค เนื่องจากเห็นว่า ถ้าให้ความเห็นรายนโยบายหรือรายพรรค อาจทำให้เกิดประเด็นหาเสียงโจมตีระหว่างพรรคการเมืองได้ รวมทั้งอาจมีผลต่อหน้าที่การงานของกรรมการที่มาจากหน่วยงานรัฐ

พรรคทางเลือกใหม่ ของ “เต้” ไม่ปฏิบัติตามประกาศ กกต.

ทั้งนี้ กรณีพรรคทางเลือกใหม่ ส่งนโยบายเพิ่มเติม จำนวน 32 นโยบาย ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นการไม่ปฏิบัติตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา พ.ศ. 2568 ข้อ 4 ที่กำหนดให้พรรคการเมืองต้องรายงานต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งก่อนวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปไม่น้อยกว่า 20 วัน และเห็นว่าการนำเสนอนโยบายของพรรคทางเลือกใหม่ต่อสาธารณชนในสถานที่ต่าง ๆ บางนโยบายอาจจะนำไปสู่การฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 มาตรา 73 มาตรา 74 มาตรา 132 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 22 ได้

โดยพรรคทางเลือกใหม่ มีนายราเชน ตระกูลเวียง เป็นหัวหน้าพรรค และมี นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 51 พรรค นโยบายไม่ตรงปก ส่อหนี้พุ่ง-พรรค “เต้ มงคลกิตติ์” ฝ่าฝืนประกาศ กกต.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...